[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่

    บทที่ 50 เจ้าจิ้งจอกน้อย

    ทำอย่างไรดี ไม่มีวิธีแล้ว!


    ถังฉือหรงคิดในใจ เพราะหากพูดแต่ปากแต่ไร้พยานหลักฐานแล้ว คงไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาแน่ หากทำให้ผู้ดูแลโมโหขึ้นมามีหวังเขาต้องถูกไล่ออกจากสำนักศึกษาแน่นอน 


    ผ่านไปครู่หนึ่งถังฉือหรงจึงพูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบว่า “สอบติดแล้ว เราต้องรอให้สอบติดก่อนจึงจะพูดเรื่องนี้” 


    “ใช่แล้ว! ถังจวิ้นเชินหันมองมาที่เขา ดวงตาเป็นประกาย “มีเพียงการสอบติดเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่เหนือคนอื่น แล้วก็จะไม่ถูกคนอื่นรังแก” 


    ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ถังฉือเย่ไม่ได้รับรู้เลยว่าเงินที่นางได้ฝากถังจวิ้นเชินไปให้พี่ชายนั้นได้อันตรธานหายไปแล้ว เพราะตอนนี้หญิงสาวกำลังหมกมุ่นอยู่กับการบุกเบิก ‘งาน’ ชิ้นแรกของตัวเอง 


    ด้วยการจัดการของฉีจิง ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังเขียนสัญญากันอยู่โดยแบ่งออกเป็นสองฉบับ ต่างฝ่ายก็ถือสัญญากันคนละหนึ่งฉบับ เมื่อตกลงกันเสร็จแล้วชายหนุ่มจึงทำหน้าที่ไปซื้อเครื่องปรุงยาที่ร้านขายยา เมื่อเขาขี่เกวียนมาถึงนั้น ถังฉือเย่ก็กำลังขมวดคิ้วแล้วขีดเขียนอะไรบางอย่างลงพื้น นางกำลังคำนวณสัดส่วนของเครื่องปรุงยาสำหรับเหล้าหนึ่งไห โดยยึดตามสัดส่วนของเหล้าไหก่อนหน้านี้


    ชายหนุ่มยืนมองนางอยู่พักใหญ่ด้วยความงุนงงสงสัย จึงไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้ถังฉือเย่รู้สึกว่าการที่นางให้เขามาเป็นคนรับหน้าแทนนั้นเป็นเรื่องที่ทำถูกต้องมากที่สุด เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรนางก็ทำได้ไม่สะดวกนัก ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงยิ้มตรงมุมปากนิดหนึ่งขณะหันหน้าไปมองเขา 


    ฉีจิงยังไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มนั้นนางก็ก้มหน้าลงไปแล้ว เพราะในที่สุดนางก็คำนวณออกมาได้อย่างชัดเจน แต่ที่บ้านกลับไม่มีดินสอหรือกระดาษ ถังฉือเย่จึงทำได้เพียงพูดพึมพำที่ข้างหูเขาสองรอบ

     

    “เจ้าจำได้หรือยัง?” เมื่อเห็นเขาพยักหน้า แต่นางยังไม่วางใจ “อย่างนั้นเจ้าลองท่องมาสักรอบสิ” 


    ฉีจิงเงียบกริบ เขาเหลือบมองแวบหนึ่งจากนั้นจึงหันหลังแล้วเดินจากไป นางจึงเร่งฝีเท้าเดินตามหลังเขาแล้วบ่นอุบ 


    “ให้ดีอย่าซื้อจากร้านยาร้านเดียวนะ” 


    “เจ้ากลัวว่าสูตรจะรั่วไหลเหรอ?” 


    “เรื่องนี้มันก็ใช่ แต่มันก็เป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เรื่องที่สำคัญที่สุด ต่อไปพวกเราก็มีจะมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ทำไมเราไม่รักษาความรู้สึกที่ดูแล้วพิศวงน่าสงสัยอย่างนี้ไว้ล่ะ” 


    ฉีจิงพยักหน้าขึ้นลง ก่อนจะดีดนิ้วไปที่ศีรษะของถังฉือเย่ จากนั้นก็กระโดดขึ้นเกวียนไป เมื่อสะบัดแซ่ เกวียนนั้นก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวจากไป ถังกุ้ยฮวาที่ยืนอยู่ในบ้านตระกูลถัง นางทอดสายตามองเกวียนที่ค่อย ๆ เคลื่อนไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ จากนั้นเมื่อหันกลับมาก็สบถเสียงดังเพราะความโกรธแค้นที่สุมอยู่ในอก


    ‘นังเด็กชั่ว! ฉวยโอกาสตอนที่ข้าออกจากบ้าน มาเกี้ยวพ่อหนุ่มฉีของข้า ช่างหน้าไม่อายเสียจริง!’ หญิงสาวคิดอย่างแค้นเคือง เพราะหากไม่ใช่เพราะคนในบ้านกำชับไม่ให้ก่อเรื่องอะไรในช่วงนี้ละก็ นางคงจะออกไปตบหน้าสั่งสอนหลานสาวชั่วคนนั้นสักฉาดสองฉาดให้หายแค้น 


    ถังกุ้ยฮวารู้ดีว่าพี่สี่เองก็คงอยากทำเช่นนั้นเหมือนกัน แต่นางไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมเขาที่ทั้งโกรธและเกลียดเย่เอ๋อร์ขนาดนั้น ถึงไม่ยอมลงมือทำอะไรสักอย่าง มิหนำซ้ำยังไม่ให้คนอื่นในตระกูลลงมือทำอีกด้วย…เพียงเพราะชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลที่ออกหน้ากระนั้นหรือ? 


    หญิงสาวตระกูลถังครุ่นคิดด้วยความสงสัยและแค้นใจ ในขณะที่ถังฉือเย่นั้นไม่ใช่ไม่รับรู้ถึงสายตาอาฆาตแค้นของถังกุ้ยฮวา เพียงแต่นางคร้านที่จะสนใจแล้ว เมื่อฉีจิงออกเดินทาง นางรวมทั้งท่านลุงสี่และคุณนายโจวจึงเดินขึ้นไปบนภูเขาด้วยกัน

     

    ครั้งนี้ถังฉือเย่ประเมินวัตถุดิบที่มีอยู่ในร้านเหล้าเพื่อเตรียมทำเหล้าอีกสักห้าไหก่อน ซึ่งจากการทดลองครั้งก่อนนั้นทำให้รู้ว่าไหเหล้าของคุณนายโจวนั้นเมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดลงไปจะสามารถใส่เหล้าเซาที่หมักจนเสร็จแล้วเข้าไปได้แค่สามในสี่ส่วนเท่านั้น เมื่อกรองออกมาจึงต้องเสียไปครึ่งหนึ่งทีเดียว ดังนั้นถังฉือเย่จึงคัดเอาแต่ผลไม้ป่าที่สมบูรณ์เท่านั้นก่อนจะช่วยกันชนกลับลงมาสองรอบ 


    ตอนบ่ายเมื่อฉีจิงกลับมาจากการซื้อเครื่องปรุงยาแล้ว ทุกคนจึงลงมือล้างผลแอปเปิ้ลป่าให้สะอาดแล้วนำไปตากแห้งไว้ จากนั้นค่อยเลาะเอาแกนกลางออกแล้วหั่นเป็นแผ่น ๆ ในระหว่างที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่นั้น ถังฉือเย่ก็พูดกับพวกเขาว่า


    “จริง ๆ แล้วเหล้านี้จะต้องใช้เวลาในการต้มค่อนข้างนาน ผลแอปเปิ้ลไม่จำเป็นต้องหั่นก็ได้แค่เอาแกนมันออกแล้วใส่ลงไปทั้งลูกได้เลย อย่างตอนนี้หากเรารีบละก็เหล้าแอปเปิ้ลไหนี้ก็จะสามารถเอาออกมาดื่มได้ภายในเจ็ดวัน จากปกติที่ต้องใช้เวลาหมักทั้งหมดสิบห้าวัน ซึ่งในระหว่างนี้พวกท่านก็สามารถหมักเหล้าต่อไปได้ แล้วค่อยหาผลไม้อื่นที่เหมาะสมต่อไป”


    “เย่เอ๋อร์” คุณนายโจวพูดแทรกขึ้น “เจ้าคิดว่าเหล้านี้จะทำได้จริง ๆ หรือ?”


    “แน่นอนเจ้าค่ะ มีข้าอยู่พวกท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกเจ้าค่ะ” 


    ฉีจิงหันมามองนาง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เมื่อทุกคนต่างยุ่งกันอยู่ทั้งวัน จนเมื่อน้ำแห้งแล้วพวกเราก็เริ่มเอาส่วนผสมต่าง ๆ ทยอยใส่ลงไปในไหเหล้า ท่านลุงสี่เดินมาคุยกับถังฉือเย่เล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป ฉีจิงผู้เป็นเจ้าของสูตรยาแบบปลอม ๆ จึงต้องอยู่กับนาง ชายหนุ่มตัดสินใจหันหลังให้เพราะคิดว่าคงไม่สมควรนักหากรู้ส่วนผสมของนาง มีเพียงหูเท่านั้นที่ได้ยินนางพูดถึงส่วนผสมต่าง ๆ ที่ใส่ลงไปในเหล้าอย่างสบายอารมณ์ สุดท้ายแล้วนางยังใส่อะไรลงไปอีกอย่างทั้งเบา ทั้งไม่มีกลิ่น  แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร


    เจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้ยังคงซ่อนความสามารถเอาไว้อีกนะ ไม่แปลกที่นางบอกว่าไม่กลัวสูตรรั่วไหลออกไป! 


    ชายหนุ่มสกุลฉีคิดในใจพร้อมกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ถังฉือเย่จะสั่งว่า “ได้แล้วล่ะ ข้าใส่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้ามาปิดปากไหเหล้าเถอะ” 


    ฉีจิงหันกลับไปอย่างเงียบ ๆ เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง เห็นนางเดินจากไปพร้อมกับเอามือไขว้ด้านหลังราวกับเป็นคนแก่ ไกลออกไปไม่มากนักเห็นเสี่ยวเหยาและฉีหยางต่างก็กำลังช่วยทำนู่นนี่อยู่ด้านนอก  เด็กทั้งสองเล่นกันอย่างสนุกสนาน  เมื่อฉีจิงปิดปากไหเหล้าแล้ว  เขาก็เดินมายืนตรงข้าง ๆ นางอีกครั้งพร้อมกับกล่าวเป็นเชิงหารือว่า 


    “อาเย่” 


    “หืม?” 


    “อาหยางห้าขวบแล้ว เขาต้องเรียนหนังสือ ฝึกศิลปะการต่อสู้ เจ้าไม่สามารถเล่นกับเขาได้ตลอดเวลาหรอกนะ” ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ “อีกอย่างเขาก็เป็นเด็กผู้ชาย เจ้าอย่า…อย่าไปหอมเขาบ่อย ๆ สิ” 


    “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็อย่าให้เขามาหาข้าสิ” 


    ฉีจิงเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดอย่างจนใจ “เขาไม่ฟังข้าหรอก…ข้าไม่เข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดเขาถึงเชื่อฟังแต่เจ้า ไม่ยอมฟังคำข้าเลย ยามที่ข้าพูดกับเขา  เขาก็ทำราวกับว่าไม่ได้ยินที่ข้าพูด ไม่ใช่ทำเป็นว่าไม่ได้ยิน แต่เหมือนเขาไม่ได้ยินจริง ๆ”


    ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาวข้างกาย​ “อาหยางเป็นประเภทที่…ท่านหมอบอกว่าเขาเป็นใบ้ แต่ว่าเขาพูดได้แท้ ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมพูดกับข้าสักคำ” 


    ถังฉือเย่นั้นสัมผัสได้ว่าในน้ำเสียงนั้นมีความรู้สึกน้อยใจแฝงอยู่ นางจึงพูดกับเขาว่า “หากเจ้ายินดีที่จะเชื่อข้าล่ะก็...”


    “เชื่อสิ ข้าเชื่อเจ้า”


    “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะบอกว่า ความจริงแล้วอาหยางเขาไม่ได้เป็นใบ้หรอก แล้วก็ไม่ได้เป็นโรคอะไรด้วย ส่วนเรื่องที่ทำให้เขาปฏิบัติกับข้าไม่เหมือนคนอื่นนั้นมันอาจจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ข้าเคยช่วยชีวิตเขาไว้จากกองเพลิงคราวนั้นก็เป็นได้” นางมองไปที่เขาแวบหนึ่งก่อนจะกลั้นใจถาม


    “ในตอนแรกทำไมอยู่ ๆ เขาถึงไม่พูดขึ้นมาล่ะ?”


    ถังฉือเย่เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย พร้อมกับเม้มปาก หลังจากคุ้นเคยกับสีหน้าของเขาแบบนี้แล้ว ทำให้หญิงสาวรู้ว่าทุกครั้งที่เขาไม่พอใจหรือไม่อยากพูด ฉีจิงก็จะเม้มปากอย่างนี้ทุกครั้ง นางจึงกำลังจะบอกว่าหากเขาไม่ต้องการที่จะพูดก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ทันได้อ้าปากชายหนุ่มก็พูดก่อนว่า


    “ข้าก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน…เมื่อตอนที่บ้านข้าเกิดเรื่องนั้น ข้าไม่อยู่บ้าน พอข้ารีบกลับมาก็เห็นท่านแม่พาอาหยางหนีออกมาแล้ว พอส่งเขามาให้ข้ายังไม่ได้ทันได้พูดอะไรกันสักคำ นางก็จากไปเสียแล้ว ตั้งแต่นั้นมาอาหยางก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย” 


    ถังฉือเย่อึ้งไปชั่วขณะ นางเบิกตากว้างมองไปที่เขาสบตากันอย่างเงียบ ๆ ความรู้สึกวินาทีนั้นราวกับว่านางได้มองทะลุผ่านรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนใครของเขาไป ชั่วพริบตาก็ได้เห็นถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครคอยช่วยเหลือภายในใจของชายหนุ่ม 


    หญิงสาวจึงยิ้มให้กำลังใจพร้อมกับบอกเขาว่า “ข้าจะลองถามเขาดู…อีกอย่าง อาหยางต้องการคนที่คอยอยู่ข้าง ๆ เขา ต้องการการปลอบประโลม เจ้าลองกอดเขาให้มาก ๆ หน่อย หอมเขาหน่อย อีกอย่างอย่าลืมสิว่าคำคำหนึ่งสามารถพูดได้หลายรอบนะ ส่วนเรื่องเรียนหนังสือนั้น บ้านเจ้ามีที่ให้ขีดเขียนตัวหนังสือหรือไม่?”


    เมื่อเห็นฉีจิงพยักหน้า นางจึงพูดต่อ “เอาอย่างนี้แล้วกัน นับจากวันพรุ่งนี้ ข้าจะส่งอาเหยาไปตั้งแต่เช้า ให้อาหยางช่วยสอนนางเขียนหนังสือฝึกการต่อสู้ ปรับอารมณ์ให้เขาเป็นปกติเสียก่อน รอจนกระทั่งเห็นผล เจ้าก็อย่าได้รีบร้อนไปเลย” 


    “ทำอย่างที่เจ้าพูดก็ได้” 


    ชายหนุ่มหญิงสาวพูดคุยปรึกษากันอยู่ด้านหลังประตูลานกว้าง คุณนายโจวเงยหน้าขึ้นมองพวกเขาอยู่เป็นระยะ ปกติฉีจิงเป็นคนที่ดูภายนอกแล้วเย็นชา เย่อหยิ่ง แต่เวลาที่อยู่ต่อหน้าถังฉือเย่นั้นกลับกลายเป็นเหมือนสัตว์ร้ายที่หุบกรงเล็บไว้  สุดแสนจะเชื่องและไร้พิษภัย ส่วนสูงทั้งสองนั้นต่างกันอย่างชัดเจนอีกคนนั้นสูงอีกคนนั้นเตี้ย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อมองไปแล้วนั้นพวกเขาเข้ากันเป็นอย่างมาก  


    คุณนายโจวอดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางต้องการที่จะเดินเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาสักหน่อย แต่เมื่อนึกถึงคนตระกูลถังพวกนั้นแล้ว ก็ขมวดคิ้วและหุบยิ้มลง พร้อมกับมีเสียงของใครคนหนึ่งมาเคาะประตูจากด้านนอกตะโกนร้องเรียกว่า


    “คุณนายโจว…อยู่หรือไม่?”

    .

    .

    .

    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่ ที่คุณอ่าน