"น้องต้นหนาวใช่ไหม?"
เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นดังขึ้นจากด้านหลัง ทำลายความเงียบงันในล็อบบี้คอนโดที่ผมกำลังยืนรออย่างกระวนกระวาย ผมสะดุ้งสุดตัวเหมือนโดนไฟช็อตและรีบหันขวับไปมองตามต้นเสียงทันที
ตรงหน้าผมคือผู้ชายร่างสูงโปร่ง สูงกว่าผมที่สูงร้อยเจ็ดสิบกว่าๆ ไปหลายสิบเิเ สวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกขาวเนียนและไหปลาร้าสุดเซ็กซี่ที่เด่นชัด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเห็นแค่ในรูปโปรไฟล์ไลน์ บัดนี้ปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจนในระยะประชิด คิ้วเข้มพาดเฉียง จมูกโด่งเป็สัน ั์ตาสีเข้มลึกล้ำราวกับหลุมดำกำลังจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
"พะ... พี่คิริน?"
ผมเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก รู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กลงไปถนัดตาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนี้ ออร่าความน่าเกรงขามและความเ็าที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงจนผมแทบจะก้าวขาไม่ออก
พี่คิรินพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเยาะเย้ย แต่ก็แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ผมไม่อาจเข้าใจได้ หรือบางทีเขาอาจจะแค่ขำสภาพเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ำของผมก็เป็ได้
"ยินดีต้อนรับสู่ห้องใหม่นะ... รูมเมตของพี่"
คำพูดสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ ความรู้สึกบางอย่างบอกผมว่า การมาอยู่ที่นี่... อาจจะไม่ใช่แค่การ 'ต่างคนต่างอยู่' อย่างที่ผมคิดไว้เสียแล้ว
ความเย็นของเครื่องปรับอากาศในล็อบบี้ไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มและประหม่าในอกผมเลยแม้แต่น้อย มือที่จับหูหิ้วกระเป๋าเดินทางชื้นไปด้วยเหงื่อ ผมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่สายตาของคนตัวสูงกว่ายังคงจับจ้องมาที่ผมไม่วางตา ราวกับนักล่าที่กำลังประเมินเหยื่อตัวน้อยในกำมือ
"มาสิ ยืนบื้ออยู่ทำไม"
พี่คิรินเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้ผมต้องเผลอก้าวเท้าลากกระเป๋าตามเขาไปอย่างว่าง่าย
แผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินนำหน้าไปทางลิฟต์ดูสง่างามจนผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยโชยมาจากตัวเขาเป็กลิ่นแนวสปอร์ตที่ให้ความรู้สึกเย็นะเืแต่ก็เซ็กซี่อย่างประหลาด มันตัดกับกลิ่นอับๆ ของเสื้อผ้าผมที่เพิ่งหนีน้ำท่วมมาอย่างสิ้นเชิง ผมพยายามเว้นระยะห่างจากเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในลิฟต์โดยสารตัวใหญ่
ภายในลิฟต์บุด้วยกระจกเงารอบด้าน ยิ่งทำให้ผมเห็นความแตกต่างระหว่างเราสองคนชัดเจนขึ้น เขาดูเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น ในขณะที่ผมดูเหมือนเด็กส่งแก๊สที่เพิ่งลุยน้ำครำมา
"เอ่อ... พี่ครับ"
ผมรวบรวมความกล้าเอ่ยเรียกเขาขณะที่เรากำลังยืนรอให้ลิฟต์พาขึ้นไปยังชั้นบนสุด
เขาเพียงแค่ปรายหางตามามองผ่านกระจกเงา เป็เชิงถามว่ามีอะไร โดยไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา
"คือ... เื่ค่าเช่าที่ไอ้บาสบอกผม..."
ผมพยายามจะเคลียร์เื่เงินให้ชัดเจนั้แ่แรก เพราะผมไม่อยากมีปัญหาทีหลัง
"ที่บอกว่าจ่ายแค่ค่าน้ำค่าไฟน่ะครับ มันจริงเหรอครับ คอนโดหรูขนาดนี้ ผมเกรงใจ... แล้วก็ ผมมีงบจำกัดจริงๆ ถ้าพี่จะเรียกเก็บทีหลังเป็หมื่น ผมคงไม่มีจ่ายหรอกนะครับ"
"เพื่อนพี่เป็เ้าของโครงการนี้"
เขาขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตายังคงมองตรงไปที่ตัวเลขหน้าจอลิฟต์
"พี่ได้ห้องนี้มาในราคาพิเศษ แล้วพี่ก็แค่... รำคาญความเงียบ เลยอยากหาคนมาอยู่ด้วยแค่นั้นแหละ"
เหตุผลบ้าบออะไรวะเนี่ย! แค่รำคาญความเงียบถึงกับต้องหารูมเมตมาอยู่ด้วยในเพนต์เฮาส์สุดหรูเนี่ยนะ คนรวยนี่แม่งเข้าใจยากชิบหาย หรือเขาจะบ้า?
ผมได้แต่ด่าเขาในใจ ไม่กล้าพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ ลิฟต์ส่งเสียงเตือนเมื่อมาถึงชั้น 25 ประตูลิฟต์เปิดออก เผยให้เห็นโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมสีแดงเข้มหรูหรา ผนังด้านข้างตกแต่งด้วยลวดลายคลาสสิกที่ดูแพงระยับ
พี่คิรินเดินนำผมไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องบานใหญ่ริมสุดทางเดิน เขาหยิบคีย์การ์ดขึ้นมาแตะ เสียงปลดล็อกดิจิตอลดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดออกกว้าง
"เข้ามาสิ"
เขาหันมาบอกผม ก่อนจะเดินนำเข้าไปในห้องและเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟ
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง ราวกับกำลังเตรียมตัวดำน้ำลงไปในมหาสมุทรที่ลึกที่สุด ก้าวเท้าเข้าไปในห้องด้วยความระมัดระวัง กลัวว่ารองเท้าผ้าใบเน่าๆ ของตัวเองจะทำพื้นห้องราคาแพงของเขาเป็รอย
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามา ผมก็ต้องอ้าปากค้างกับความกว้างขวางและหรูหราของห้อง ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่ปูด้วยพื้นไม้ขัดเงาวับ โซฟาหนังสีดำตัวโตตัวแอลที่ดูนุ่มสบาย ทีวีจอแบนขนาดมหึมาที่ติดอยู่บนผนัง และกระจกบานใหญ่จรดเพดานที่มองเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน สวยงามยิ่งกว่าจุดชมวิวบนตึกใบหยกเสียอีก
นี่มันห้องพักหรือคฤหาสน์ลอยฟ้ากันแน่ หรูเกินไปแล้ว
"หิวหรือเปล่า"
เสียงทุ้มของพี่คิรินดึงสติผมกลับมา ผมหันไปมองเขาที่กำลังยืนพิงเคาน์เตอร์ครัวหินอ่อนด้วยท่าทีสบายๆ
ผมส่ายหน้าปฏิเสธทันที ถึงแม้ว่ากระเพาะจะเริ่มประท้วงด้วยความหิวแล้วก็ตาม แต่ความเกร็งและความอึดอัดมันมีมากกว่า ผมอยากจะรีบชำระล้างร่างกายและหนีเข้าไปหมกตัวอยู่ในห้องนอนเล็กเพื่อตั้งสติให้เร็วที่สุด
"ไม่ครับ ผม... ผมอยากอาบน้ำมากกว่า"
ผมตอบเสียงอ้อมแอ้ม รู้สึกเหนียวตัวและเหม็นกลิ่นน้ำเน่าจากหอเก่าจนทนไม่ไหวแล้ว
พี่คิรินพยักหน้ารับเบาๆ สายตาเขาหลุบมองสภาพเปียกปอนของผมเล็กน้อย
"ห้องน้ำรวมอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนห้องนอน..."
เขาก้าวเดินเข้ามาใกล้ผมช้าๆ จนผมต้องเผลอถอยหลังหนี
"อยู่ทางขวา"
"คะ... ครับ"
ผมรับคำตะกุกตะกัก รีบคว้ากระเป๋าเดินทางแล้วพุ่งตัวเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ทางซ้ายมือทันที
ผมปิดประตูล็อกกลอนอย่างแ่า ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับเพิ่งรอดพ้นจากอันตราย ผมมองตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ สภาพผมตอนนี้ดูไม่ได้เลยจริงๆ ช่างแตกต่างจากผู้ชายที่ยืนทำหน้าหล่ออยู่ข้างนอกอย่างลิบลับ
ผมรีบถอดเสื้อผ้าที่เหม็นอับออก แล้วเปิดน้ำจากฝักบัวเรนชาวเวอร์อันใหญ่ั์ชำระล้างคราบสกปรกและความเหนื่อยล้าออกไปให้หมด สายน้ำอุ่นๆ ช่วยให้ผมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น สบู่เหลวกลิ่นมินต์ของเขาเย็นซ่าและหอมจนผมเผลอกดมาใช้เยอะกว่าปกติ
หลังจากอาบน้ำสระผมเสร็จ ผมก็หยิบผ้าขนหนูสีขาวสะอาดที่วางเตรียมไว้มาเช็ดตัว พอจะหยิบเสื้อผ้ามาใส่ ผมก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความช็อก
"เวรแล้ว!"
ผมลืมหยิบเสื้อผ้าจากกระเป๋าเดินทางเข้ามาเปลี่ยน! ไอ้อาการขี้หลงขี้ลืมของผมมันกำเริบไม่ถูกเวลาจริงๆ ผมสบถด่าตัวเองในใจ มองซ้ายมองขวาหาทางรอด แต่ในห้องน้ำกว้างขวางนี้มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเท่านั้น
ผมจำใจต้องนำผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอวอย่างิ่เหม่ ภาวนาในใจขอให้พี่คิรินไม่ได้อยู่แถวหน้าห้องน้ำ ผมแง้มประตูห้องน้ำออกช้าๆ โผล่หน้าออกไปมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ทางสะดวก! ไฟในห้องนั่งเล่นหรี่ลงเล็กน้อย และผมได้ยินเสียงทีวีดังแว่วมาเดาว่าเขาน่าจะนั่งอยู่ตรงโซฟา ผมสูดลมหายใจลึกๆ แล้วพุ่งตัวออกจากห้องน้ำ วิ่งเหยาะๆ ตรงไปยังประตูห้องนอนที่อยู่ทางขวามือตามที่เขาบอก
"อ๊ะ!"
แต่ยังไม่ทันถึงเป้าหมาย ร่างของผมก็ปะทะเข้ากับกำแพงเนื้อแน่นๆ อย่างจัง ผมเซถอยหลังแทบจะล้มก้นจ้ำเบ้า โชคดีที่มือหนาของใครบางคนคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนผมไว้ได้ทัน
"จะรีบไปไหน"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือหัว ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง และต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่าคนที่ผมเพิ่งชนไปเต็มแรงคือพี่คิริน เขายืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องนอนอยู่ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เขายืนอยู่ตรงหน้าผม ในระยะประชิดจนััได้ถึงไอออนอุ่นๆ จากร่างกายของเขา สายตาคมกริบไล่มองั้แ่ใบหน้าที่แดงซ่านของผม ลงมาที่หยดน้ำที่เกาะพราวบนลาดไหล่และแผงอกบางๆ ของผม ก่อนจะหยุดชะงักอยู่ที่ผ้าเช็ดตัวผืนบางที่พันรอบเอวผมอยู่อย่างิ่เหม่
ผมรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อต รีบดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาแล้วกระถดตัวหนีไปด้านหลัง ยกมือขึ้นกอดอกบังยอดอกตัวเองไว้ด้วยความใและอับอาย
"พะ... พี่คิริน มายืนทำอะไรตรงนี้เนี่ย ใหมด"
ผมโวยวายเสียงหลง พยายามซ่อนความประหม่าไว้ภายใต้ความโกรธ
"พี่ก็แค่จะเดินมาบอกว่าข้าวต้มร้อนๆ มาส่งแล้ว"
เขาตอบหน้าตาย ไม่สะทกสะท้านกับเสียงแว้ดๆ ของผมเลยสักนิด
"แต่ดูเหมือนเราจะยัง... ไม่พร้อมกินเท่าไหร่"
สายตาเขาหลุบต่ำลงอีกครั้ง คราวนี้ผมรู้สึกได้เลยว่าหน้าตัวเองร้อนฉ่าจนแทบจะะเิ
"ผะ... ผมลืมหยิบเสื้อผ้า ขอตัวไปแต่งตัวก่อนนะครับ"
ผมรีบแก้ตัวตะกุกตะกัก แล้วหมุนตัวเตรียมจะวิ่งหนีเข้าห้องนอนห้องนั้น
"เดี๋ยว"
มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือผมอีกครั้ง คราวนี้เขาออกแรงดึงเบาๆ จนผมเซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของเขาอีกรอบ กลิ่นน้ำหอมสปอร์ตผสมกับกลิ่นกายบุรุษเพศลอยเตะจมูกจนผมสติแทบหลุด
"พะ... พี่จะทำอะไร ปล่อยผมนะ"
ผมพยายามดิ้นรน
พี่คิรินไม่ตอบ เขาเพียงแค่ก้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเราแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รินรดลงบนแก้มผม ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"ห้องนอนที่นายจะเข้าไปน่ะ..."
เขากระซิบเสียงพร่า แววตาเ้าเล่ห์ฉายชัดอยู่ในดวงตาคมเข้ม
"...มันห้องนอนพี่"
ห๊ะ!
ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความช็อก
"ทะ... ทำไมล่ะครับ ก็พี่บอกว่าห้องนอนอยู่ทางขวา"
"ใช่ ห้องนอนหลักอยู่ทางขวา"
เขาตอบหน้าตาย
"แต่ห้องนอนเล็กที่นายต้องนอนน่ะ มันอยู่ซ้ายมือถัดจากห้องน้ำ..."
เขาชี้มือไปทางประตูปิดสนิทอีกบานที่ผมไม่ทันสังเกต
"แต่มันท่อน้ำรั่ว ช่างเพิ่งมาดูไปเมื่อบ่าย บอกว่าต้องซ่อมอีกหลายวันถึงจะเข้าอยู่ได้"
"วะ... ว่าไงนะ"
ผมแทบจะกรีดร้องออกมา
"แล้วผมจะนอนไหนล่ะ"
"ก็คงต้อง..."
พี่คิรินกระตุกยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผมเต้นรัวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
"...นอนห้องเดียวกับพี่ไปก่อน"
คำพูดของเขาเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลซ้ำสองในรอบวัน นอนห้องเดียวกับเขา? นอนกับผู้ชายที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกแถมยังมีออร่าอันตรายแผ่ซ่านคนนี้เนี่ยนะ!
"มะ... ไม่เอา! ผมนอนโซฟาก็ได้"
ผมรีบปฏิเสธเสียงแข็ง พยายามสะบัดมือให้หลุดจากการเกาะกุม แต่เขากลับยิ่งจับแน่นขึ้น
"โซฟาอิตาลีตัวนั้นราคาหลักแสน ถ้านายทำมันเลอะคราบน้ำลายหรือเหงื่อ พี่จะหักค่าเช่าเพิ่ม"
เขาขู่เสียงเรียบ
"งั้นผมจะนอนพื้น"
ผมเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
"พื้นห้องพี่เป็ไม้สักทอง ถ้านอนดิ้นไปขูดเป็รอย พี่ก็จะหักค่าเช่าเพิ่มอีก... ซึ่งพี่เชื่อว่าเงินในบัญชีนายคงไม่พอจ่ายหรอก จริงไหม?"
เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย
"โอ๊ย แล้วจะเอายังไงล่ะวะพี่"
ผมเผลอสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด ลืมตัวไปเลยว่ากำลังเถียงอยู่กับรุ่นพี่ปีสี่
พี่คิรินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำและเซ็กซี่จนผมเผลอใจสั่น
"ก็ไม่ต้องเอายังไง เข้าไปแต่งตัวซะ แล้วออกมากินข้าว"
เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบจะเฉียดใบหูผม
"เตียงพี่เป็ไซส์ซูเปอร์คิงส์ กว้างพอให้เรากลิ้งได้สบายๆ ไม่ต้องกลัวพี่จะทำอะไรนายหรอก... เว้นแต่ว่านายจะยั่วพี่เอง"
พูดจบเขาก็ปล่อยมือผม แล้วเดินล้วงกระเป๋ากางเกงกลับไปที่ห้องนั่งเล่น ทิ้งให้ผมยืนหน้าแดงก่ำเป็ลูกตำลึงสุก เกือบจะทำผ้าเช็ดตัวหลุดอยู่หน้าห้องนอน
ไอ้พี่คิรินบ้า! ไอ้คนฉวยโอกาส ไอ้โรคจิตหน้าตาย
ผมด่าเขาในใจเป็ชุด ก่อนจะรีบผลักประตูห้องนอน (ที่กลายเป็ห้องนอนรวม) ปิดประตูดังปัง แล้วพิงหลังกับบานประตู ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างหมดแรง
พระเ้าครับ... ทำไมชีวิตผมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย
คืนนั้นหลังจากกินข้าวต้มด้วยความกระอักกระอ่วนเสร็จ ผมก็ต้องจำใจล้มตัวลงนอนบนเตียงคิงไซส์ของเขา ผมนอนตะแคงหันหลังให้เขา ชิดริมขอบเตียงจนแทบจะกลิ้งตกพื้น ในขณะที่เขานอนหลับตาพริ้มอยู่กลางเตียงอย่างสบายใจ ผมเกร็งไปทั้งตัว แทบไม่กล้าขยับเขยื้อน ทุกครั้งที่เขาพลิกตัวหรือขยับผ้าห่ม หัวใจผมก็จะเต้นแรงด้วยความระแวง กว่าผมจะข่มตาหลับลงได้ก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
"ชิบหายแล้ว สายแล้วๆๆ"
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความใเมื่อเห็นนาฬิกาบนหัวเตียงบอกเวลาแปดโมงครึ่ง คลาสเรียนวิชาประวัติศาสตร์อันแสนน่าเบื่อของผมเริ่มตอนเก้าโมงตรง และอาจารย์แกก็เช็กชื่อดุซะด้วย
ผมเด้งตัวลุกจากเตียงนอนนุ่มๆ อย่างรวดเร็ว คว้าผ้าขนหนูและเสื้อผ้านักศึกษาที่รีดเตรียมไว้ (โชคดีที่เมื่อคืนผมมีสติพอจะเตรียมไว้) แล้ววิ่งหน้าตั้งออกจากห้องนอน พุ่งตรงไปยังห้องน้ำด้วยความเร็วแสง
ปึก!!
"โอ๊ย"
ผมร้องลั่นเมื่อหัวตัวเองพุ่งชนเข้ากับกำแพงเนื้อแข็งๆ อย่างจังจนเซถอยหลังไปหลายก้าว ดีที่อีกฝ่ายคว้าเอวผมไว้ทันไม่งั้นผมคงหงายหลังหัวฟาดพื้นไปแล้ว
"จะรีบไปไหนแต่เช้า"
เสียงทุ้มอันคุ้นเคยดังขึ้น ผมลืมตาขึ้นมองคนที่ผมเพิ่งชนไปเต็มแรง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า เืในกายสูบฉีดพุ่งพล่านขึ้นไปกองรวมกันที่ใบหน้าในเสี้ยววินาที
พี่คิรินเพิ่งอาบน้ำเสร็จ!
หยดน้ำเกาะพราวอยู่บนเส้นผมสีดำสนิทของเขา ไหลหยดลงมาตามกรอบหน้าหล่อเหลา ผ่านสันกรามคมกริบ ลำคอแกร่ง และหยดลงบน... แผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อซิกซ์แพ็กเรียงตัวสวยงาม หน้าท้องของเขาเป็ลอนแบนราบสมบูรณ์แบบราวกับรูปปั้นกรีก และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ท่อนล่างของเขามีเพียงผ้าขนหนูสีเทาพันิ่เหม่พาดอยู่ตรงสะโพกสอบ..
กลิ่นสบู่อาบน้ำหอมสดชื่นผสมกับกลิ่นกายชายหนุ่มลอยเตะจมูกผมเต็มๆ
"พะ... พี่คิริน ทำไมไม่ออกมาใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยเล่า"
ผมโวยวายเสียงหลง รีบยกมือขึ้นปิดตาตัวเองอย่างรวดเร็ว (แต่ก็แอบถ่างนิ้วมองลอดช่องนิดนึง แหม ก็ซิกซ์แพ็กเขามันแน่นน่ามองซะขนาดนั้น)
"ก็พี่อยู่ในห้องตัวเอง จะแต่งตัวตรงไหนก็ได้นี่นา"
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านหรือเขินอายกับสภาพกึ่งเปลือยของตัวเองเลยสักนิด แถมวงแขนแกร่งยังกระชับเอวผมแน่นขึ้นไปอีก
"ปล่อยผมเลยนะ ผมสายแล้ว ผมต้องรีบไปเรียน"
ผมพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของเขา หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หน้าผมร้อนฉ่าราวกับถูกไฟสุม
"ทีหลังก็หัดตื่นให้มันเช้าๆ สิ จะได้ไม่ต้องมาวิ่งชนคนอื่นแบบนี้"
เขาบ่นเบาๆ แต่แทนที่จะปล่อยผม เขากลับโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเฉียดกับแก้มผม ลมหายใจอุ่นๆ รดลงบนผิวจนผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ผมตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลไม่ทันกับการกระทำอันจาบจ้วงของเขา
พี่คิรินเหยียดยิ้มมุมปาก ก่อนจะกระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเ้าเล่ห์สุดๆ
"ถ้าอยากอาบด้วยกันก็บอก... ไม่ต้องวิ่งมาชนแรงขนาดนี้ก็ได้ พี่ไม่หวงหรอก"
ฉ่าาาา!
ผมมั่นใจว่าตอนนี้หน้าผมคงแดงก่ำยิ่งกว่ามะเขือเทศสุก คำพูดบ้าๆ นั่นทำให้สติผมกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง
"พะ... พี่คิริน ไอ้บ้า ไอ้คนโรคจิต"
ผมรวบรวมแรงทั้งหมดผลักแผงอกแกร่งของเขาออกอย่างแรง จนเขาเซถอยไปเล็กน้อย จากนั้นผมก็พุ่งตัวหนีเข้าห้องน้ำ ปิดประตูกระแทกกลอนเสียงดังลั่น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพิงประตู หอบหายใจแฮ่กๆ ยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายของตัวเองที่เต้นแรงกระหน่ำรัว
ไอ้พี่คิรินบ้า ทำไมถึงชอบแกล้งผมแบบนี้วะ
ผมกัดริมฝีปากแน่น พยายามระงับอาการสั่นของตัวเอง ล้างหน้าล้างตาดึงสติกลับมา ภาพแผงอกเปียกชุ่มและเสียงกระซิบแหบพร่านั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมหายไปไหน
ให้ตายเถอะ... รูมเมตผมมันร้ายกาจเกินไปแล้ว ผมจะเอาตัวรอดจากผู้ชายคนนี้ไปได้ยังไงวะเนี่ย!