“หยุดเดี๋ยวนะ!” เสียงตะโกนจากหนึ่งในทหารศิขาที่ขี่มาร์จาไล่กวดตามมา เมื่อเขายกมือขึ้นทั้งท่าโจมตี บังเกิดแสงรัศมีสีแดงขึ้นรอบตัวเขาพร้อมกับกล่าวออกมาว่า “มนตร์แห่งไฟ จงออกมา กระสุนอัคคี”
“มนตร์แห่งน้ำ จงออกมา กำแพงวาริน” สิ้นเสียงของปลายฝน บังเกิดกำแพงน้ำขึ้นกลางอากาศ มันใหญ่แค่พอบังตัวเธอและอานนท์ที่อยู่บนหลังตัวมาร์จา มันสามารถป้องกันมนตร์ธาตุไฟพื้นฐานขั้นแรกได้อย่างไร้ที่ติ
ทั้งสองกำลังถูกไล่ล่าโดยทหารศิขาห้านายตามคำสั่งของผู้กองสุรชัย พวกเขาต่างขี่มาร์จามาคนละตัว แต่อานนท์และปลายฝนต้องอยู่บนหลังมาร์จาตัวเดียวกัน จึงทำให้ความเร็วของเขาและเธอช้ากว่าศัตรู มันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นที่พวกเขาจะถูกอีกฝ่ายแซงขึ้นไปดักขวางทางได้เมื่อไร
แต่เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนั้น อานนท์ตะเบ็งเสียงสู้กับเสียงของสายลมเพื่อออกคำสั่งกับปลายฝน “ยิงเวทตอบโต้กลับไป พวกมันจะได้ไล่ตามพวกเราไม่ทัน”
ปลายฝนก็มีความคิดแบบเดียวเช่นกัน เธอยกมือขึ้นมาแล้วแสงรัศมีสีฟ้าก็ห่อหุ้มไปทั้งตัวเธอ จากนั้นเธอก็ท่องคาถาออกมา “มนตร์แห่งน้ำ จงออกมา กระสุนวารี”
ทันใดนั้นลูกบอลน้ำขนาดเท่ากำปั้นปรากฏขึ้นมา มาพุ่งไปตามทิศทางที่ปลายฝนชี้ไป ในวินาทีต่อลูกบอลน้ำพุ่งไปเจอแต่พื้นดิน ซึ่งห่างจากทหารศิขาอย่างไม่ใกล้เคียงเลย
“มนตร์แห่งน้ำ จงออกมา กระสุนวารี” ปลายฝนยิงลูกบอลน้ำออกไปอีกครั้ง แต่คราวนี้มันต่างครั้งที่แล้ว เธอไม่ได้ยิงโดนพื้นอีกแล้ว แต่เธอยังออกไปบนท้องฟ้าอันไกลโพ้น ห่างจากเป้าหมายไปราวสามถึงสี่วา
“นี่เธอยิงไปไหนของเธอ พวกมันไม่ได้อยู่บนท้องฟ้านะ ไม่มีตาหรือไง!” อานนท์ที่บังเอิญหันมาเห็นลูกบอลน้ำลูกล่าสุดที่ลอยไปบนท้องฟ้า
ปลายฝนทั้งหงุดหงิดกับตัวเองและที่โดนต่อว่า เธอโวยวายใส่หูอานนท์ทันที “ก็นายขี่ไม่ได้เรื่อง โยกเยกแบบนี้ฉันจะไปยิงโดนได้ยังไง?”
“นี่เธอจะบ้าหรือไง! พวกเรากำลังหนีกันอยู่นะ ไม่ได้มาขี่ชมนกชมไม้สักหน่อย” อานนท์ต่อว่ากลับ
“ฉันไม่ได้ฝึกรบมาเหมือนกับพวกนายนะ” ปลายฝนรู้สึกแย่ เธอโกรธจนหน้าตาคลอเบ้า “ถ้าเก่งนักก็ทำเองเลย”
โดยไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง อานนท์ยื่นแขนออกไปพร้อมกับมีแสงรัศมีที่ปลายฝนไม่แน่ใจว่าตาฝาดไปเองหรือไม่ เธอเห็นแสงรัศมีที่กำลังห่อหุ้มตัวของอานนท์เป็นสีน้ำตาล และคำตอบของความไม่แน่ใจของปลายฝนก็กระจ่างชัดในวินาทีต่อมา
“มนตร์แห่งดิน จงออกมา มหากระสุนปฐพี”
เสียงพึมพำแม้จะช่างเบาเมื่อมีเสียงกระแสลมแทรกเข้ามา แต่มันก็ดังพอจะเป็นคำตอบไขของสงสัยของปลายฝน
ก้อนหินลูกใหญ่ เกิดขึ้นกลางอากาศ อานนท์หันมามองเพียงชั่วแวบเดียวพร้อมกับขยับมือเล็กน้อย ก้อนก็บินไปตามที่เขาหมายตาเอาไว้
โครม!
“ม่าว!” เกือบจะพร้อมกับเสียงก้อนหินกระแทกพื้น มีเสียงของตัวมาร์จาดังขึ้น ปลายฝนจึงหันไปดูผลงานของอานนท์ เธอเห็นทหารศิขาสองคนกำลังพยายามควบคุมตัวมาร์จาที่พวกเขาขี่ให้กลับมาสติจากการตกใจ
อานนท์ได้เล็งไปยังพื้นที่ที่ทหารศิขาทั้งสองนั่นจะต้องขี่ผ่านอย่างแน่นอน เขาจึงยิงก้อนหินเวทมนตร์ไปตรงจุดนั้นเพื่อดักทางมาร์จาทั้งสองไว้ เป็นผลให้พวกเขาต้องชะงักลงเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ตอนนี้เหลือทหารศิขาอีกสามคนที่ยังไล่กวดเข้ามาใกล้มากแล้ว
“นี่นายทำได้ยังไง? หรือนายมีธาตุดินอยู่ในตัวด้วย” ปลายฝนสับสน แต่เธอก็คิดว่ามันไม่ถูกต้อง หากเขามีธาตุดินอยู่ในตัว ตอนที่ตรวจธาตุเลือดมันก็ควรจะแสดงออกมาแล้ว
อานนท์ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น เขาเพียงมองมือของเขา บนนิ้วของมีแหวนที่เขายึดมาจากหลวงปัถวีลงกรณ์
เขาคิด ‘ต้องขอบคุณเจ้าหลวงปัดชะเยอะไรนั่นจริง ๆ แหวนมหาธาตุช่วยได้ทีเดียว’
“ดูนั่น!” ทันใดนั้นปลายฝนก็ร้องออกมาพร้อมกับชี้ไปข้างหน้า
อานนท์เงยหน้ามองตามมือของปลายฝน ปรากฏสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ขวางทางพวกเขาอยู่ข้างหน้า
อานนท์พูดกับตัวเอง “นั่นคือป้อมปราการเพลิงบรรลัยกัลป์ที่ทหารพวกนั้นพูดถึงงั้นเหรอ?”
เมื่อเห็นเช่นนั้น อานนท์ไม่มีทางเลือก เขารีบหันเลี้ยวมาร์จาที่เขาขี่ทันที แม้รู้ว่าหากผ่านป้อมปราการนี้ไปก็จะพ้นเขตแดนของศิขาได้ และจะนำไปสู่เมืองอนิลบุรีที่เป็นจุดหมายปลายทางของเขา แต่จะให้วิ่งเข้าหาศัตรูแบบนั้นก็ไม่ต่างกับไก่วิ่งไปหาเขียง เขาก็คงไม่ทำอย่างแน่นอน