อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 เทือกเขาเฮยหลิน


            ดวงอาทิตย์ขึ้นทอแสงปกคลุมทั่วพระราชวังต้าโจว

             

            “ไม่เลว สมเป็นเทพมังกรของตระกูลโจวเราเสียจริง เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็เปิดลมปราณเส้นที่สี่ได้” บนโต๊ะอาหาร ใบหน้าปลาบปลื้มของโจวฉิงจ้องมองโจวหยวนที่ถือถ้วย ‘ซุปอสูรเก้าชนิด’ ซดอย่างบ้าคลั่ง

             

            โจวหยวนซด ‘ซุปอสูรเก้าชนิด’ หมดรวดเดียวจนสะอาด รับรู้ถึงลมร้อนเพิ่มขึ้นในร่างกาย เลียปากอย่างเอร็ดอร่อยแล้วยกถ้วย ‘ข้าวผลึกดำ’ กินต่อ พร้อมเนื้ออสูรหยวนที่เคี่ยวอย่างดีตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะ

             

            พอถึงตอนนี้สภาพร่างกายของเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ในสูตรอาหารของเขามีเนื้ออสูรหยวนที่บำรุงหลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยสิ่งที่สูญเสียไประหว่างการฝึกของทุกวัน

             

            เมื่อกินจนอิ่มโจวหยวนก็เงยหน้ายิ้มให้โจวฉิงแล้วส่ายหัวอย่างเสียดายทันที พูดขึ้นว่า “ตอนนี้น้ำตกอวี้หลิงไม่ได้ส่งดีต่อลูกมากนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ คิดอยากเร่งการเปิดลมปราณเส้นที่ห้ายังต้องคิดหาวิธีอื่นอีก”

             

            ความยากในการเปิดเส้นลมปราณของเขามากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นหากใช้วิธีธรรมดาเกรงว่าจะเสียเวลาเปล่า ซึ่งเขาไม่อยากล่าช้าเกินไป

             

            พอโจวฉิงได้ยินก็มีใบหน้าครุ่นคิดชั่วครู่ ตอนนี้เขาย่อมทราบดี เพราะโจวหยวนเปิดลมปราณเป็นครั้งที่สองความยากจึงมากกว่าคนทั่วไป

             

            “หากอยากเร่งเปิดลมปราณข้าพอมีหนึ่งวิธี” เยาเยาที่กำลังกินข้าวผลึกดำอยู่ด้านข้างอย่างเงียบๆ ทันใดนั้นก็พูดขึ้น

             

            “หือ?” โจวหยวนและโจวฉิงต่างก็มองนางอย่างประหลาดใจ

             

            เผชิญหน้ากับการจับจ้องของพวกเขา เยาเยายังคงเย็นชาแล้วพูดว่า “ข้าสามารถใช้อักขระหยวนที่ชื่อว่า ‘อักขระโลหิตสามสิบหกอสูร’ โดยการดึงเลือดสดของอสูรหยวนระดับหนึ่งจำนวนสามสิบหกชนิด แล้ววาดลงบนร่างกาย อาศัยพลังดุร้ายในเลือดอสูรหยวนเพื่อช่วยเปิดลมปราณ”

             

            “แต่วิธีนี้นับว่าโหดร้ายทีเดียว ในเลือดสดๆ ของอสูรหยวนแฝงไว้ด้วยพลังดุร้าย หากเจตจำนงไม่แน่วแน่ สติปัญญาก็จะถูกความดุร้ายทะลวงจนแตกกระจาย”

     

            พูดง่ายๆ ก็คือ จะกลายเป็นคนเสียสติ

             

            พอถ้อยคำเอ่ยขึ้น โจวฉิงและฉินอวี้ก็มีสีหน้าตกใจ

             

            แววตาประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของโจวหยวน เพราะเขามั่นใจในเจตจำนงของตัวเอง กระทั่งพิษมังกรพิโรธเขาก็ผ่านมาได้ ไม่มีเหตุผลที่จะกลัวพลังดุร้ายของอสูรหยวนระดับหนึ่งเหล่านี้

             

            “พี่เยาเยา ใช้ ‘อักขระโลหิตสามสิบหกอสูร’ นี้แหละ!” โจวหยวนตอบอย่างไม่ลังเล

             

            ฉินอวี้คิดอยากจะพูด โจวหยวนก็ยิ้มให้แล้วพูดว่า “เสด็จแม่ อย่าได้กังวล ลูกจะไม่เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ”

             

            พอฉินอวี้ได้ยินก็นิ่งไม่ตอบคำ เพียงพยักหน้าช้าๆ

             

            “ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว พ่อก็จะไม่ห้าม ข้าจะสั่งคนให้รวมเลือดสดๆ ของอสูรหยวนระดับหนึ่งจำนวนสามสิบหกชนิดมา” โจวฉิงพยักหน้าแล้วกล่าวอย่างช้าๆ

             

            โจวหยวนตัดสินแน่วแน่ก็ยิ่งทำให้เขาปลาบปลื้ม

             

            การฝึกที่ยากลำบาก หากไม่มีความกล้าอันยิ่งใหญ่ กลัวว่ายากที่จะไปได้ไกล

             

            เยาเยาสั่นหัวพูดเสียงแผ่วว่า “เลือดสดของอสูรหยวนระดับหนึ่งจำนวนสามสิบหกชนิดต้องรวบรวมด้วยตัวเอง ตอนนี้เขาขาดการต่อสู้ที่แท้จริง จิตแห่งการต่อสู้ยังไม่แข็งแกร่ง หากไม่ฝึกฝน ภายหลังจะเป็นคนยิ่งใหญ่ที่ไร้พลัง”

             

            โจวหยวนผงะ แววตาครุ่นคิดทันที เยาเยาพูดไม่ผิด ประสบการณ์การต่อสู้ของเขายังน้อยเกินไป จิตต่อสู้ก็อ่อนแอ สิ่งนี้ทำให้การฝึกมังกรหัตถ์ศิลาช่วงนี้ไม่ค่อยคืบหน้า มังกรหัตถ์ศิลาขั้นสองก็ยังฝึกไม่สำเร็จ

             

            หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ถึงเขาจะมีพละกำลังที่สูงขึ้นมาก แต่เมื่อเจอเรื่องคอขาดบาดตายก็เป็นไปได้ว่าจะไม่รอด

             

            พอนึกถึงจุดนี้โจวหยวนก็มองไปยังโจวฉิงแล้วพูดว่า “เสด็จพ่อ ในอนาคตอันใกล้นี้ ลูกจะไปเทือกเขาเฮยหลินสักพัก”

             

            เทือกเขาเฮยหลินเป็นเทือกเขาสูงตระหง่านใกล้เมืองต้าโจว ในนั้นมีอสูรดุร้ายนับไม่ถ้วน ที่แห่งนั้นหากคิดอยากมีชีวิตรอด การต่อสู้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

             

            โจวฉิงครุ่นคิดพักใหญ่แล้วพยักหน้าช้าๆ พลางพูดว่า “ความคิดของเจ้านับว่าเป็นสิ่งที่ดี ไม่ผ่านการต่อสู้ก็จะอ่อนปวกเปียก”

             

            “เจ้าไปได้ แต่ต้องให้ลู่เถี่ยซานติดตามเจ้าไปด้วย วางใจเถอะ พวกเขาจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง แค่รักษาความปลอดภัยให้เจ้าเท่านั้น”

             

            ลู่เถี่ยซานเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ประจำพระราชวังต้าโจว เป็นผู้แข็งแกร่งสภาวะเส้นทางสวรรค์ ได้รับความเชื่อใจจากโจวฉิง

             

            โจวหยวนเห็นสีหน้าของโจวฉิงก็ทราบว่าเขาจะไม่ยอม ดังนั้นจึงพยักหน้าตอบรับ

             

            ...

             

            เช้าวันต่อมา

             

            รุ่งเช้า เมื่อโจวหยวนออกจากประตูวังพร้อมเยาเยา ร่างสูงใหญ่กำยำผิวสีแทนก็มารอต้อนรับแล้ว

             

            “ถวายบังคมฝ่าบาท!”

             

            แลเห็นคนที่มามีสีหน้าเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง ร่างกายพรั่งพร้อมด้วยจิตสังหารเย็นชา เห็นชัดว่าผ่านการต่อสู้ดุเดือดมาทั้งชีวิต คนผู้นี้ก็คือลู่เถี่ยซาน ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ในพระราชวังต้าโจวนั่นเอง

             

            “ลำบากเจ้าแล้วผู้บัญชาการลู่ ไปกันเถอะ”

             

            โจวหยวนพยักหน้าให้เขา ไม่รีรอแล้วพูดออกไปตรงๆ

             

            ลู่เถี่ยซานพยักหน้าแล้วโบกมือให้สัญญาณ ร่างแข็งแกร่งสิบร่างปรากฏตัวขึ้นคุ้มกันพาโจวหยวนออกจากประตูวัง เดินหายไปอย่างรวดเร็ว

             

            เทือกเขาเฮยหลินตั้งอยู่ห่างจากเมืองต้าโจวไปหลายสิบลี้ เนื่องจากเทือกเขามีลักษณะทอดยาวต่อเนื่อง ภายในนั้นจึงมีอสูรหยวนนับไม่ถ้วนรวมไปถึงของล้ำค่าจากสวรรค์มากมาย ด้วยเหตุนี้เทือกเขาเฮยหลินจึงนับว่าเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในบริเวณรอบเมืองต้าโจว

             

            ปรมาจารย์หยวนทั้งหลายจากทั่วทุกสารทิศต่างมารวมตัวเพื่ออยากได้รับโอกาสในเทือกเขาซึ่งห้อมล้อมไปด้วยอันตรายแห่งนี้ ทดสอบว่าจะเปลี่ยนโชคชะตาของตัวเองได้หรือไม่ หากทำสำเร็จก็จะกลายเป็นยอดคน

             

            บริเวณด้านนอกทางเข้าเทือกเขามีปรมาจารย์หยวนจำนวนมากตามหาคู่หูหรือกลุ่มคณะ แต่โจวหยวนที่มาคนเดียวกลับไม่หยุดรอ ตรงเข้าไปในเทือกเขาทันที ถึงอย่างไรก็มีผู้แข็งแกร่งสภาวะเส้นทางสวรรค์อย่างลู่เถี่ยซานมาด้วย ขอแค่ไม่เจออสูรหยวนระดับสามก็ไม่มีอุปสรรคใดๆ

             

            พวกโจวหยวนหยุดลงตรงบริเวณที่เข้ามาด้านในเทือกเขาได้ประมาณห้าสิบกว่าลี้ ที่นี่นับเป็นส่วนนอกของเทือกเขาเฮยหลิน อสูรหยวนที่พบเห็นส่วนใหญ่เป็นระดับหนึ่ง

             

            พวกเขาสร้างกระโจมไว้สองหลังในหุบเขาลึกที่ธารน้ำไหลผ่าน จากนั้นลู่เถี่ยซานก็ถอนกำลังออกไป เหลือเพียงแค่เยาเยาและโจวหยวนอยู่ที่แห่งนี้

             

            เมื่อคนของลู่เถี่ยซานออกไปโจวหยวนก็ถอนหายใจแรง เขาจ้องมองป่าทึบแห่งนี้ กลิ่นเหม็นคาวเลือดลอยฟุ้งในอากาศ ฝ่ามือก็ค่อยๆ หยิบพู่กันรวมสวรรค์ออกจากเอว เขาทราบว่าเวลาต่อจากนี้ไปเขาต้องฝึกฝนอย่างหนักในที่แห่งนี้ หวังว่าที่นี่จะช่วยเปิดลมปราณเส้นที่ห้าได้

             

            ...

             

            ณ จวนฉีอ๋อง

             

            “โจวหยวนไปเทือกเขาเฮยหลินหรือ?” ฉีเยวี่ยที่อยู่ในห้องสีหน้าเคร่งเครียด จ้องมองชายวัยกลางคนที่อยู่เบื้องหน้าแล้วพูดขึ้นช้าๆ

             

            “ขอรับ ยิ่งกว่านั้นลู่เถี่ยซานยังเป็นคนพาไปส่ง คงเป็นการฝึกฝนภายในเทือกเขาเฮยหลิน” ชายวัยกลางคนผู้นี้มีดวงตาลึกโหล ผิวหนังสีเหลืองเข้ม

             

            คนผู้นี้ก็คือฉีหลิง พ่อบ้านประจำจวนฉีอ๋อง

             

            พอฉีเยวี่ยได้ยินก็อดแสยะยิ้มไม่ได้ แววตาเปล่งประกายเยือกเย็นแล้วพึมพำกับตัวเอง “หากเจ้าอยู่ในเมืองตลอดเวลา ข้ายังคิดวิธีไม่ออก สุดท้ายเจ้ากลับไปที่เทือกเขาเฮยหลินเอง ช่างไม่รู้จักรักชีวิตเสียจริง”

             

            “คุณชายรองต้องการลงมือหรือไม่ขอรับ” ฉีหลิงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม “หากถูกจับได้ เกรงว่าจะส่งผลต่อราชวงศ์”

             

            ฉีเยวี่ยพูดอย่างเย็นชา “ดังนั้นจึงต้องวางแผนให้รัดกุม ยิ่งกว่านั้นข้าก็ไม่ได้อยากให้เขาตายเสียหน่อย แค่ให้ยังมีลมหายใจกึ่งรอดกึ่งตายเป็นพอ”

             

            เขาครุ่นคิดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไปหาคนสองคนมาแสร้งทำเป็นขโมยของจวนฉีอ๋อง หลังจากนั้นเจ้าก็นำคนไปฆ่า ตามเข้าไปในเทือกเขาเฮยหลินที่โจวหยวนอยู่ ถึงตอนนั้นเจ้าก็หาโอกาสถ่วงเวลาลู่เถี่ยซานซะ ส่วนที่เหลือปล่อยให้พวกเขาจัดการ”

             

            “ถึงตอนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็เป็นความผิดของสองคนนั้นที่ทำ ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา สิ่งของจวนฉีอ๋องก็สูญเสีย จากนั้นเจ้าค่อยฆ่าปิดปากพวกมันทิ้ง ทีนี้ก็ไม่มีใครพูดอะไรแล้ว...”

             

            ฉีหลิงตกใจแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มทันที “เป็นวิธีที่ไม่เลวเลยขอรับ”

             

            ฉีเยวี่ยแสยะยิ้ม ล้วงหยิบแผ่นหยกออกมา บนแผ่นหยกเรืองแสงสว่างคล้ายกับสลักด้วยอักขระโบราณ “แต่เรื่องนี้ต้องทำให้สมจริง เพื่อลดความน่าสงสัย เจ้ามอบของสิ่งนี้ให้สองคนที่ทำเรื่องนี้เสีย”

             

            ฉีหลิงรับไปมองแวบหนึ่ง ใบหน้าก็ตกตะลึงทันที “ศาสตร์แสงพิฆาตหรือขอรับ? นั่นเป็นหนึ่งในศาสตร์หยวนชั้นยอดประจำจวนฉีอ๋องของพวกเราที่ท่านอ๋องได้รับมาจากต้าอู่”

             

            “ก่อนหน้านี้ข้าไปเอามาจากคลังสมบัติ เพราะมันสำคัญมากจึงเหมาะสมอย่างยิ่ง ถึงตอนนั้นพอทั้งสองคนทำสำเร็จเจ้าก็ช่วยลู่เถี่ยซานปลิดชีพพวกเขาซะ เวลานั้นก็ค่อยนำกลับมา”

             

            “เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ถึงเวลาชี้แจงว่าจวนฉีอ๋องของพวกเราเกือบสูญเสียของล้ำค่าชิ้นนี้ไป ทำให้ราชสำนักตกตะลึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนพูดอะไรไม่ออก”

             

            ฉีเยวี่ยน้ำเสียงจริงจัง อุบายร้ายนี้ทำให้ฉีหลิงอดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้

             

            “ยอดเยี่ยม คุณชายรองคิดได้รอบคอบมากขอรับ!” ฉีหลิงยิ้มชั่วร้ายเช่นกัน ราชวงศ์ต้าโจวไม่อยู่ในสายตาของพวกเขามานานแล้ว ต่อให้ตอนนี้ต้องต่อสู้กับโจวหยวนก็ไม่หวาดกลัว

             

            ฉีเยวี่ยยิ้มแล้วเงยหน้าขึ้น สายตามองไปยังทางที่เทือกเขาเฮยหลินตั้งอยู่ด้วยแววตาชั่วร้าย

             

            “โจวหยวน เจ้าทำให้ข้าต้องเสียหน้าในจวนต้าโจว ครานี้ข้าจะเอาครึ่งชีวิตของเจ้า!”

             

            “คิดจะสู้กับข้า เจ้ายังอ่อนหัดเกินไป!”