หลินอิงฮวาส่ายหน้า แค่นเสียงอีกครั้ง เบ้ปาก
“ประการนี้ท่านไม่บอกใครก็ทราบ”
หลังใคร่ครวญเรื่องราว ติงฝูหรงจึงตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า
“กลุ่มคนผู้อยู่เบื้องหลังวิกฤติครั้งนี้ ต้องตึงมือยิ่งแน่นอนอาจบางทีความผิดพลาด ประการเดียวของมัน คือเชื่อมั่นในตนเองเกินไป จึงท้าทายพวกเราในศาลาซึ่งหน้าเช่นนั้น ที่เอาชนะพวกมันได้ เนื่องเพราะข้าพเจ้า น้องจวี๋ฮวาและท่านโยชิอิ ผนึกกำลังกัน
“ทั้งยังมีน้องเสวี่ยเฟย คอยคุมเชิงบุรุษชุดดำผู้นำขบวนอยู่อีกบางทีหากพวกมันเลือกสถานที่อื่น จับกุมเฉพาะน้องตระกูลหลินทั้งสองตามลำพังอาจประสบความสำเร็จแล้วก็ได้...”
ทุกคนล้วนพยักหน้า เห็นด้วยกับนาง แม้แต่หลินอิงฮวา ก็มิอาจไม่ยอมรับข้อนี้
หยางป๋อหูหันไปสอบถามหลินอิงฮวา
“เจ้าลองเล่าเหตุการณ์ ขณะถูกล้อมให้พวกเราฟัง จะได้ช่วยกันวิเคราะห์”
หลินอิงฮวาทบทวนเหตุการณ์ แล้วกล่าวอย่างเฉื่อยชา
“ขณะข้าพเจ้ากับท่านพี่กำลังเดินทาง จู่ ๆอาการป่วยของข้าพเจ้ากำเริบขึ้น...นี่ก็เพราะคืนนั้น ข้าพเจ้าออกไปไล่จับหนูหิมะจึงถูกความเย็นแทรกซึม ท่านพี่มัวแต่ดูแลข้าพเจ้าจึงไม่ทันระวังเราพี่น้องจำต้องขว้างกระบี่เข้าสกัดทัดทาน จึงออกจากวงล้อมพวกมันได้คนกลุ่มนั้นไล่ติดตามจนเราสองคน ต้องไปหลบในถ้ำแห่งหนึ่งพวกมันไม่รามือแต่ก็ไม่อาจทำอย่างไรได้”
นางเล่ารวบรัดยิ่ง...นี่คล้ายขัดกับนิสัยช่างเจรจา ของนางอยู่บ้าง...
หยางป๋อหูแค่นเสียง เอ่ยด้วยความรำคาญปนหงุดหงิด
“นี่ เจ้าเล่าให้ละเอียดกว่านี้ได้หรือไม่?”
หลินอิงฮวาถลึงตาใส่มัน
“เล่าสิ่งใด? เรื่องราวมีเท่าที่ข้าพเจ้าบอก”
ติงฝูหรงกระแอมครั้งหนึ่ง เตือนสตินางด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“น้องอิงฮวา...เรื่องคราวนี้มีความสำคัญยิ่ง เจ้าควรจริงจังกว่านี้พวกเจ้าถูกทำร้ายที่ไหน”
หลินอิงฮวาหน้าม่อยลงทันที กล่าวเสียงอ่อย
“ข้าพเจ้าขออภัย...วันนั้นหลังแยกทางกับพวกพี่ ที่ศาลานอกเมืองเราพี่น้องตัดสินใจเดินทางโดยทางน้ำ เนื่องเพราะพี่จวี๋ฮวานึกถึงท่านต้าซือดังนั้นคิดไปเยี่ยมคารวะ แต่ระหว่างอยู่บนเรือ อาการป่วยของข้าพเจ้ากำเริบขึ้นท่านพี่จึงพาข้าพเจ้าขึ้นฝั่ง หาสถานที่รักษาตัว...”
ติงฝูหรงสอบถามต่อไป
“แถวนั้นเป็นสถานที่ใด?”
“ท่าเทียบเรือเล็กแห่งหนึ่ง นั่นไม่ห่างจากอารามท่านต้าซือเท่าไหร่...”
หยางป๋อหูสอดคำ ถามขึ้นบ้าง
“พลังฝีมือพวกมันเป็นอย่างไร?”
หลินอิงฮวาแค่นเสียง กล่าวน้ำเสียงเจือโทสะ คิดถึงพวกมันทีไรนางยังโกรธแค้นไม่หาย
“เฮอะ พลังฝีมือพวกมันอ่อนด้อยยิ่ง เพียงอาศัยพวกมาก คิดจับกุมเราพี่น้องหากไม่เพราะท่านพี่ มัวแต่รักษาพยาบาลข้าพเจ้า ไม่เช่นนั้นไหนเลยปล่อยปละละเว้นพวกมัน ท่านพี่พาข้าพเจ้าไปหลบ ในถ้ำเชิงเขาละแวกนั้นพวกมันไม่ยอมเลิกราเฝ้าคุมเชิงจน...ท่านต้าซือช่วยเหลือพวกเราออกมา...”
หยางป๋อหูขมวดคิ้ว เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า
“พวกมันมีกำลังคนมากนักหรือไรถึงกับรับมือวิชาดรรชนีของพี่เจ้าได้...หรือพวกมันใช้ค่ายกลอันใด?”
“ใช่แล้ว พวกมันใช้ค่ายกระบี่ประหลาด กลุ้มรุมพวกเรา ข้าพเจ้ากับพี่จวี๋ฮวาไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่ประการสำคัญ เนื่องเพราะท่านพี่คอยพะวงดูแลข้าพเจ้าทั้งยังสูญเสียลมปราณ เพราะช่วยขับความเย็น ออกจากร่างข้าพเจ้าไปไม่น้อยไม่อย่างนั้นต้องรับมือพวกมันได้แน่นอน”
ติงฝูหรงกับหยางป๋อหูหันขวับมองกัน
ค่ายกระบี่อีกแล้ว กลุ่มคนพวกนี้ แม้พลังฝีมือเหนือชาวยุทธ์ทั่วไปกระนั้นยังมิใช่ชนชั้นยอดฝีมือ ทว่าการลงมือแต่ละครั้ง พวกมันประสานกันเป็นค่ายกลขบวนหนึ่งทรงอานุภาพยิ่ง ต่อให้เป็นยอดฝีมือ พลังการฝึกปรือเหนือล้ำปานใดเพียงเลินเล่อเล็กน้อย ต้องเสียทีพวกมันแน่นอน
ติงฝูหรงนึกไปถึงรูปขบวนค่ายกล ของกลุ่มมือสังหารชุดดำที่ศาลานอกเมือง
พวกมันสามารถสกัดนาง กับหลินจวี๋ฮวาไว้ภายใน หากไม่เพราะอาศัยเพลงกระบี่วิถีดาราสัมพันธ์อันซับซ้อน ยังไม่ทราบจะหาทางตีฝ่าออกมาได้อย่างไร
หยางป๋อหูนึกไปถึง ห้ามือกระบี่ซึ่งกลุ้มรุมฟางเสวี่ยเฟยริมลำธาร
ลำพังพวกมันแต่ละคน พลังฝีมือก็โดดเด่นยิ่งทั้งห้าคนนี้มีพลังฝีมือสูงเยี่ยมกว่าเหล่ามือสังหารชุดดำที่นอกเมืองอย่างเทียบกันไม่ได้ ยิ่งห้ามือกระบี่ประสานใช้ค่ายกระบี่ชั่วพริบตาสามารถสังหาร รองหัวหน้าตึกของหมู่ตึกบูรพาสิ้น
พวกมันโชคร้าย ที่ต้องรับมือฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่ของฟางเสวี่ยเฟยยามบันดาลโทสะ ทั้งยังตื่นตระหนกเพราะหนึ่งในพวกมันถูกฟาดสิ้นใจในหนึ่งฝ่ามือ
กระนั้นในสายตาหยางป๋อหู หากต่อสู้กันจริงจัง พวกมันทั้งห้าแม้ไม่สามารถเอาชนะฟางเสวี่ยเฟย แต่ก็ต้องต่อสู้จนรับบาดเจ็บ ทั้งสองฝ่ายแน่นอนค่ายกลรูปขบวนเหล่านี้ พวกมันไปฝึกจากไหน ผู้ใดถ่ายทอดให้พวกมัน...
บุคคลผู้สามารถเพาะสร้าง กลุ่มคนเหล่านี้ได้ต้องเป็นชนชั้นยอดฝีมือเท่านั้น...
ซินแสลิขิตฟ้ากับบัณฑิตไร้ร่องรอย ขบคิดเท่าไรก็คาดเดาผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องครั้งนี้ไม่ออก
คราวนี้หยางป๋อหู หันไปสอบถามมู่หยงไฉ่จิ่งบ้าง
“แม่นางมู่หยง เจ้าลองเล่าเหตุการณ์ในอาราม ให้พวกเราฟังได้หรือไม่”
มู่หยงไฉ่จิ่งพยักหน้า นางทบทวนเหตุการณ์ครู่หนึ่ง ค่อยเล่าว่า
“ขณะนั้น ท่านต้าซือกำลังกรุยชีพจรให้ท่านโยชิอิเพื่อให้พร้อมรับการถ่ายโลหิต แต่แล้วฝากุฏิทุกด้านพลันถูกทลายออกคนชุดดำสิบกว่าคนจู่โจมเข้ามา ท่านต้าซือใช้มือข้างเดียวต้านกระบี่พวกมันมิเป็นรองแม้แต่น้อย
“คนชุดดำกลุ่มนั้น เมื่อเห็นว่าลอบจู่โจมไม่สำเร็จ ก็เตรียมหลบหนี...แต่ก่อนจะล่าถอยพวกมันซัดกระบี่หักเล่มหนึ่งปักบนผนัง ด้ามกระบี่หักเล่มนั้นฝังอัญมณีสามเม็ด...”
ถึงตอนนี้นางลอบชำเลืองมอง หลินอิงฮวากับนาคามูระ โยชิอิแวบหนึ่งพบนาคามูระ โยชิอิไม่มีปฏิกิริยาใด แต่หลินอิงฮวากลับหน้าเปลี่ยนสีแล้ว...
หลายคนในห้อง ยังจำกระบี่หักเล่มนั้นได้...
กระบี่หักเล่มนั้น ย่อมเป็นของหลินอิงฮวา...
เป็นกระบี่ซึ่งหักเนื่องเพราะ ปะทะกับฝักดาบของนาคามูระ โยชิอิเมื่อตอนทั้งสองประลองทอดลูกเต๋า ด้วยความเสียดายแม้กระบี่จะหักไปแต่หลินอิงฮวายังเก็บติดตัวไว้ มิคาดยามจวนตัว ยังซัดขว้างฝ่าจากวงล้อมได้คิดไม่ถึงกลุ่มคนลึกลับกลับใช้กระบี่เล่มนี้ ล่อให้ปู้เอี้ยนต้าซือกับนาคามูระโยชิอิ ติดตามพวกมันออกจากอาราม
มู่หยงไฉ่จิ่งกล่าวต่อไปว่า
“...กระบี่เล่มนั้นสลักคำว่าหลิน ท่านต้าซือทราบทันที ว่าเป็นกระบี่ของใครท่านโยชิอิพอเห็นกระบี่ ก็ผลุนผลันไล่ตามพวกมันไปทันที แต่ท่านโยชิอิไหนเลยมีเรี่ยวแรงไล่ตามไปได้ ข้าพเจ้ากับท่านต้าซือ ทัดทานอย่างไรก็ไม่ยอมฟังยังดีได้ศิษย์ท่านต้าซือรูปหนึ่ง เข้ามาอุ้มท่านโยชิอิไล่ติดตามพวกมันไป
“ท่านต้าซือจำต้องพาข้าพเจ้าไปด้วย เนื่องเพราะอาจต้องถ่ายโลหิตระหว่างทางเมื่อทั้งหมดไปถึง ท่านโยชิอิตรงเข้าต่อสู้กับกลุ่มคนชุดดำในที่สุดช่วยแม่นางทั้งสองได้ แต่ก็ต้องรีบถ่ายโลหิตทันที หลังจากนั้นพวกเราพักฟื้นถึงเช้าระหว่างเดินทางกลับอาราม ได้ยินข่าวว่าหมู่ตึกบูรพาระดมผู้คนเตรียมจู่โจมหมู่ตึกชิงคัมภีร์ พวกเราจึงเร่งเดินทางมาหมู่ตึกพันอักษรทันที...”
หยางป๋อหูหลังรับฟังเรื่องราว พลางพยักหน้าตามไป
“อืมม์ พวกมันใช้กระบี่หัก เพื่อให้ท่านต้าซือทราบว่าพี่น้องตระกูลหลินมีภัย ล่อให้ท่านออกจากอารามเมื่อช่วยเหลือแม่นางหลินทั้งสองแล้ว พวกเจ้าติดตามสืบเสาะ ร่องรอยพวกมันหรือไม่”
มู่หยงไฉ่จิ่งส่ายหน้า
“อาการท่านโยชิอิทรุดหนัก ท่านต้าซือกับแม่นางหลินต้องช่วยกันรักษาศิษย์ท่านต้าซือที่มาด้วยกัน ก็ต้องช่วยคุ้มครองพวกเรา ไม่มีใครสนใจติดตามร่องรอยพวกมัน”
หยางป๋อหูอ่อนใจกับเรื่องครั้งนี้ยิ่ง ทุกครั้งกลุ่มคนลึกลับลงมือใช้กำลังคนไม่น้อย แต่หลังปฏิบัติการ กลับไม่เหลือร่องรอย ให้สืบค้นบ้างเลย
แน่นอนนี่เป็นเพราะ พวกมันลงมือติด ๆ กันหลายครั้งเหล่ายอดฝีมือต้องคลี่คลาย สถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ช่วงเวลาเช่นนั้นใครเลยสามารถแบ่งร่าง ไปสืบที่มาที่ไปพวกมันได้...
“...เช่นนี้เป็นว่า เบาะแสนี้ก็ไม่ได้ เรื่องราวใดเพิ่มเติม”
ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนซึ่งนิ่งฟังมาตลอด เอ่ยขึ้นว่า
“ท่านโยชิอิลองเล่าเหตุการณ์ ในเรือวันนั้นให้พวกเราฟังได้หรือไม่?”
นาคามูระ โยชิอิเพียงพยักหน้า แล้วเริ่มเล่า
เหตุการณ์ตั้งแต่รู้ข่าวว่า เรือสินค้าของหมู่ตึกบูรพา ถูกปล้นชิงอย่างไรเผชิญการจู่โจมอย่างไร ถูกพิษทำร้ายจนรับบาดเจ็บสาหัส อย่างไรถูกเล่าซ้ำอีกครั้งส่วนใหญ่เป็นเรื่องซึ่งทุกคนต่างทราบดี บางคนทราบเพราะอยู่ร่วมในเหตุการณ์บางคนทราบเพราะรับทราบข่าวสาร กลุ่มคนลึกลับลอบโจมตีเรือของหมู่ตึกบูรพามิใช่เรื่องเล็กน้อยดังนั้นข่าวชิ้นนี้จึงแพร่กระจายรวดเร็วยิ่ง
กระนั้นทุกคนยังใจจดจ่อฟังมันเล่า เนื่องเพราะมีเรื่องหนึ่งทุกคนต้องการทราบจากมันโดยตรง
เพราะผู้รู้เรื่องนี้คือนาคามูระ โยชิอิเพียงคนเดียวนั่นคือการต่อสู้ระหว่างมัน กับบุคคลลึกลับผู้นั้น!
นาคามูระ โยชิอิย่อมทราบเช่นกัน ดังนั้นเล่าเรื่องตอนต้นเพียงคร่าว ๆเวลานี้ถึงช่วงสำคัญแล้ว
“บุคคลผู้ต่อสู้กับข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้าย...คนผู้นั้นสวมชุดยาวสีดำใส่หมวกปีกกว้างใช้ผ้าดำคลุมใบหน้า...มันมิใช่คนเดียวกับ บุรุษผู้นำขบวนคนนั้น...”
เมื่อมันบอกเช่นนี้ ทุกคนล้วนพยักหน้านาคามูระ โยชิอิต้องไม่จำคนผิดอย่างแน่นอน มันกล่าวสืบต่อ
“...ตั้งแต่ปรากฏตัวจนจากไป มันมิกล่าวถ้อยคำใดอาวุธที่ใช้คือดาบใหญ่..สันหนา หนักกว่าดาบทั่วไปหลายสิบชั่งกระบวนท่าของมันธรรมดาสามัญยิ่ง...แทบเป็นพื้นฐานของเพลงดาบทั่วไป
“มันมิใช่คนของสำนัก หรือตระกูลซึ่งใช้ดาบอย่างแน่นอนนี่เป็นมันปิดบังวิชาต้นตอของตน ดังนั้นสิ่งที่หนุนเนื่องกระบวนท่าสามัญของมันคือพลังภายใน...ข้าพเจ้าไม่เคยพบใคร สามารถใช้พลังภายในได้กล้าแข็งเท่ามัน...”
ทุกคนถึงกับนิ่งงันอีกครั้ง ทุกคนย่อมทราบ นาคามูระ โยชิอิต้องไม่ประโคมโหมคู่ต่อสู้เกินความจริง ดังนั้นพลังฝีมือบุคคลลึกลับผู้นั้น จึงน่าตระหนกยิ่ง!
นักพรตเฉินซื่อเอ่ยถามมันอย่างสนใจยิ่ง
“ท่านพอทราบหรือไม่ พลังภายในที่มันใช้ เป็นของค่ายสำนักใด”
“ไม่ทราบ...”
วิชาดาบของนาคามูระ โยชิอิ ต่างจากวิทยายุทธ์ชาวจงหยวนเรียกได้ว่าเป็นคนละแนวทาง ดังนั้นมันรอดชีวิตจาก ควันพิษสลายลมปราณมาได้และเพราะเหตุนี้ แม้มันสามารถจำแนกแยกแยะ วิชาฝีมือของค่ายสำนักต่าง ๆทั้งยังรอบรู้ วิทยายุทธ์ชาวจงหยวนกว้างขวางยิ่ง ทว่านั่นเป็นเพียงการแยกแยะจากท่าร่างและกระบวนท่า หากกล่าวถึงพลังภายใน อันโคจรในร่างกายมันย่อมมิอาจบอกความแตกต่าง ของแต่ละค่ายสำนักได้
เหตุผลข้อนี้ทุกคนย่อมทราบ ดังนั้นมิได้ไต่ถามมัน ในประเด็นนี้อีก
นักพรตเฉินซื่อยังไม่หายข้องใจ
“คนผู้นั้นต่อสู้กับท่าน โดยปกปิดวิชาฝีมือแท้จริงนี่มิใช่มันคิดฆ่าตัวตายหรือ?”
หยางป๋อหูพลันฉุกคิดได้ โพล่งออกมาว่า
“หรือที่มันใช้ควันพิษกับท่านเนื่องเพราะ!...”
นาคามูระ โยชิอิพยักหน้า ยังคงตอบน้ำเสียงราบเรียบ
“บุคคลผู้นี้รอบคอบยิ่งนัก มันเคยประลองกับจอมยุทธ์อี่แล้วบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ครั้งนี้มันจึงประเมินว่า ประลองกับข้าพเจ้าคงไม่มีเปรียบมากนักเช่นกัน ดังนั้นมันจงใจใช้ควันพิษ เนื่องเพราะมันยังต้องการปกปิดพลังฝีมือที่แท้จริง ด้วยเหตุผลนี้วิชาฝีมือของมันต้องเป็นที่รู้จักกว้างขวางในยุทธจักร...”
เบาะแสนี้มีความสำคัญยิ่ง!
สองยอดฝีมือต่อสู้กัน มิอาจปกปิดพลังฝีมือแท้จริงของตนเองเนื่องเพราะหากคิดปกปิดฐานะตนเอง โดยใช้วิชาที่ตนไม่ถนัด อย่างนั้นเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย
บุคคลลึกลับชุดดำ ใช้ควันพิษเพื่อทอนกำลัง นาคามูระ โยชิอิมันจะได้ต่อสู้กับมือสังหารไร้รัก โดยปิดบังพลังฝีมือแท้จริงของตัวเองได้
อย่างนั้นวิชาประจำตัวมัน ต้องเป็นที่รู้จักของผู้คนอย่างกว้างขวาง
หากมิเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ไหนเลยต้องปิดบัง...
ทุกคนล้วนสรุปสถานการณ์ ได้เช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นทุกคนต่างนิ่งงันเนื่องเพราะบุคคลผู้สามารถ ดำเนินแผนการเช่นนี้ ในยุทธจักรต้องมีอยู่ไม่มาก...
หยางป๋อหูรีบไต่ถามมันต่อ
“หมู่ตึกของท่าน ได้เบาะแสของมันบ้างหรือไม่?”
นาคามูระ โยชิอิกล่าวเพียง
“ไม่มี...”
หลินอิงฮวาซึ่งนิ่งฟังอยู่นาน หลุดปากออกมาว่า
“นี่พวกมันหายไปกับหมอกควันอีกแล้ว...”
น้ำเสียงจริงจังของนาคามูระ โยชิอิ กลับกล่าวประโยค อันทุกคนคาดคิดไม่ถึง
“ไม่...พวกมันหายไปกับคลื่นลม...”