ช่างเป็ศัตรูพบกันบนทางแคบจริง ๆ คิดไม่ถึงเลยว่ามาถึงสันเขาโว่หลงแห่งนี้ ยังจะได้พบกับศัตรูอีก เพียงแต่ยามนี้ชุยจ้านคงยังไม่รู้ว่าน้องชายของตนเองถูกหลิงเทียนสังหารไปแล้ว ทว่าศิษย์สำนักหวงจี๋ทุกคนล้วนนับเป็ศัตรูของหลิงเทียน หากเป็ไปได้ หลิงเทียนก็ไม่รังเกียจที่จะกำจัดพวกมันให้หมดสิ้นในสันเขาโว่หลงแห่งนี้
เฟิงเสวียนอี้พาเหล่าศิษย์สำนักเฉียนหยวนลงมาจากเรือเหาะเมฆา ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะยืนได้มั่นคง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังขึ้นตามมาทันทีจากทางฝั่งของสำนักหวงจี๋
"เหอะ ๆ สำนักเฉียนหยวนสมกับเป็สำนักที่อ่อนแอที่สุดในสามสำนักใหญ่ ทุกครั้งที่มาล่าอสูร ก็มักจะส่งศิษย์สายนอกพวกนี้มาตลอด!"
"ฮึ! ก็แค่กลุ่มพวกโลภมากขลาดกลัวความตายเท่านั้น หน้าที่ของพวกมัน ก็คือรับผิดชอบไปเป็อาหารสังเวยอสูรร้าย!"
"ฮะฮะฮะ ช่างน่าขบขันถึงที่สุด!"
เหล่าศิษย์สำนักเฉียนหยวนได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็โกรธเกรี้ยวจนหน้าแดงก่ำ พวกเขาแม้จะถูกส่งมาตายจริง แต่จำเป็ต้องมาเยาะเย้ยกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"ฮึ พวกเ้าสำนักหวงจี๋ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ส่งกลุ่มศิษย์สายนอกมาเสียหน่อย มีสิทธิ์อันใดมาหัวเราะเยาะสำนักเฉียนหยวนของข้า!" เฟิงเสวียนอี้อดไม่ได้ที่จะเอ่ยโต้กลับด้วยความโกรธ
"ฮ่า ๆ สำนักเฉียนหยวนคู่ควรนำมาเปรียบเทียบกับสำนักหวงจี๋ของข้าด้วยหรือ ตาสุนัขของเ้ามองไม่เห็นหรือไรว่าชุยจ้าน หนึ่งในเจ็ดอัจฉริยะสายในของข้าก็อยู่ที่นี่ด้วย?" ผู้าุโนำกลุ่มแห่งสำนักหวงจี๋ก้าวออกมาตวาดข่ม ครั้งนี้มีชุยจ้านอยู่ด้วย ทำให้ผู้าุโนำกลุ่มคนนี้วางท่าโอหังลำพองใจถึงที่สุด
"ตรงกันข้ามกับเ้า มิใช่ว่ายังคงเหมือนเมื่อก่อน พอเข้าเขาไป ก็เหมือนกับหนูหาโพรงซุกซ่อนตัวอยู่ต่อไปกระมัง?" ผู้าุโสำนักหวงจี๋เอ่ยเย้ยหยัน
"เ้าเอ่ยวาจาไร้สาระอันใด? คนแก่เช่นเ้านั่นแหละที่เป็หนู!"
เฟิงเสวียนอี้โกรธเป็ไฟ มีศิษย์สายนอกมากมายจ้องมองอยู่เช่นนี้ เขาย่อม้ารักษาหน้าตาไว้เช่นกัน
"ทะเลาะอะไรกัน!?"
ทว่าก่อนที่คนทั้งสองจะทันได้โต้เถียงกันจนแตกหัก เรือเหาะเมฆาอีกลำหนึ่งก็ร่อนลงมาจากชั้นเมฆ หลิงเทียนเงยหน้ามอง พบว่าบนเรือเหาะเมฆาลำนั้นมีธงผืนใหญ่ลวดลายเพลิงตระหง่านอยู่ ย่อมเป็หุบเขาเฟินเซียง หนึ่งในสามสำนักใหญ่มาถึงแล้ว!
และที่หัวเรือเหาะเมฆา มีเงาร่างสองสายยืนตระหง่านอยู่ ในนั้นมีสตรีคนหนึ่งซึ่งระดับบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงขั้นครึ่งก้าวสู่แปรแก่นแล้ว อีกทั้งสีหน้ายังดุร้าย น้ำเสียงดังกังวานสะท้านเข้าสู่แก้วหูของทุกคน ทำเอาเฟิงเสวียนอี้และผู้าุโสำนักหวงจี๋หุบปากลงทันใด ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
ทว่า สิ่งที่ดึงดูดสายตาของหลิงเทียนอย่างแท้จริง กลับเป็ยอดอัจฉริยะแห่งหุบเขาเฟินเซียงที่ยืนอยู่ข้างกายสตรีผู้นั้น!
เพราะไม่ว่าจะเป็ทรวดทรง พลังบำเพ็ญเพียร หรือแม้แต่กลิ่นอาย คล้ายคลึงกับซ่งเสินอันเป็อย่างยิ่ง!
เพียงแต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน สตรีผู้นี้มีกลิ่นอายสง่างามอ่อนโยนและนุ่มนวลกว่าซ่งเสินอันอยู่บ้าง อีกทั้งเมื่อเนตรดาราของหลิงเทียนกวาดผ่าน ก็พบว่าเพลิงวิเศษภายในร่างของสตรีผู้นี้ก็แตกต่างกันออกไปเช่นกัน
เช่นนั้นโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด สตรีผู้นี้ย่อมเป็หนึ่งในสองยอดอัจฉริยะแห่งหุบเขาเฟินเซียง ฝาแฝดของซ่งเสินอัน ผู้มีนามว่าซ่งกวนอิน!
ทว่าสิ่งนี้ยิ่งทำให้หลิงเทียนตกตะลึงในใจ ทางสำนักหวงจี๋ส่งชุยจ้าน หนึ่งในเจ็ดอัจฉริยะสายในมาคนหนึ่งแล้ว ยามนี้หุบเขาเฟินเซียงถึงกับส่งยอดอัจฉริยะระดับแนวหน้ามาอีกคนหนึ่งเชียวหรือ!?
นี่มันสถานการณ์เช่นไรกัน? หรือว่าสันเขาโว่หลงแห่งนี้จะมีสิ่งผิดปกติซุกซ่อนอยู่จริง ๆ !?
"ผู้าุโหงอวี้ ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่กันขอรับ ก็แค่ภารกิจล่าอสูรตามปกติเท่านั้นเอง..."
ยามนี้เฟิงเสวียนอี้รีบก้าวเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
"ฮึ ตามปกติหรือ?"
ผู้าุโหงอวี้ไพร่มือเดินลงมา สายตากวาดมองกลุ่มศิษย์สายนอกสำนักเฉียนหยวน
"สำนักเฉียนหยวนของพวกเ้ามักจะส่งเบี้ยใช้แล้วทิ้งพวกนี้มาเป็ตัวแทนกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว? หรือข้าแจ้งในหนังสือไม่ชัดเจนพอ? อสูรร้ายที่ปรากฏตัวอยู่รอบนอกสันเขาโว่หลงครั้งนี้ หลายตัวมีระดับสามขึ้นไป ข้าเตือนให้พวกเ้าให้ความสำคัญ แต่ดูเอาเถอะ สำนักเฉียนหยวนของพวกเ้ากลับไม่มีศิษย์สายในมาเลยแม้แต่คนเดียว!? ภายในสันเขาโว่หลง สามสำนักเราร่วมมือร่วมใจกัน เ้าตั้งใจจะถ่วงขาพวกข้าใช่หรือไม่!"
"ไม่ ๆ ๆ ข้าจะกล้าได้อย่างไรกันขอรับ!?" เฟิงเสวียนอี้รีบเอ่ยปากหวังจะอธิบาย
"ฮึ เ้าไม่กล้าหรือ?"
ทว่าผู้าุโแห่งสำนักหวงจี๋ก็ก้าวขึ้นมาเช่นกัน
"ยังมีเื่อันใดที่เ้าไม่กล้าอีก? เ้าดูศิษย์สำนักเฉียนหยวนสิ ศิษย์สายนอกก็แล้วไปเถอะ ถึงกับลากเอาศิษย์รับใช้มาเติมให้ครบจำนวนด้วยหรือ?"
สิ้นเสียงของผู้าุโสำนักหวงจี๋ สายตาของผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักใหญ่ ต่างก็จับจ้องมาที่ร่างของหลิงเทียนท่ามกลางฝูงชนเป็ตาเดียว ฐานะศิษย์รับใช้ ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มักจะถูกผู้คนดูแคลนเสมอ
"ไม่เพียงแต่เป็ศิษย์รับใช้ แต่กระทั่งศาสตราวุธที่ดูเข้าท่าสักชิ้นก็ไม่มี ในมือนั่นถือสิ่งใดอยู่? ไม้เขี่ยไฟหรือ? สำนักเฉียนหยวนของพวกเ้า ช่างน่าขายหน้าเสียจริง!"
ทุกคนต่างจ้องมองไปที่มือของหลิงเทียน และก็พบกับท่อนไม้สีดำสนิทชิ้นนั้นจริง ๆ และในสายตาของพวกเขา สิ่งนี้กระทั่งศาสตราวุธระดับเสวียนก็ยังเทียบไม่ได้
ทรวงอกของผู้าุโหงอวี้กระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธปะทุจนใกล้จะถึงขีดจำกัด
"ผู้าุโ ภารกิจล่าอสูรสำคัญที่สุดเ้าค่ะ!"
ในเวลานี้ซ่งกวนอินที่อยู่ด้านหลังผู้าุโหงอวี้พลันเอ่ยปากขึ้น
"อืม!"
ผู้าุโหงอวี้จึงค่อยกดเพลิงโทสะในใจลง ก่อนจะหันมามองหลิงเทียน "เ้ามีนามว่าอะไร?"
"หลิงเทียน!" หลิงเทียนเอ่ยตอบ
แผ่นหลังยืดตรงราวกับคมกระบี่ สง่าผ่าเผยคมกล้า ท่วงท่าเช่นนี้ ไร้ซึ่งความต้อยต่ำหรือยโส แม้จะเป็เพียงศิษย์รับใช้ แต่ท่ามกลางกลุ่มศิษย์สายนอก เขากลับโดดเด่นสะดุดตาอย่างยิ่ง
"หลิงเทียนหรือ? นามนี้คล้ายกับเคยได้ยินที่ใดมาก่อน"
ผู้าุโหงอวี้พึมพำ ก่อนจะเอ่ยว่า "ภารกิจล่าอสูรครั้งนี้ไม่ธรรมดา ระดับบำเพ็ญเพียรของเ้าต่ำเกินไป ถอนตัวออกไปเสีย! อย่าได้มาสังเวยชีวิตโดยไร้ประโยชน์เลย"
"ไม่ ข้าจะไป!" ทว่าหลิงเทียนกลับเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเ็า โดยไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย
หือ!?
ฉากนี้ทำเอาหลายคนตกตะลึงในใจ นึกว่าหลิงเทียนผู้นี้บ้าไปแล้วหรือไร ไม่ต้องไปหาที่ตายที่สันเขาโว่หลงยังไม่เอาอีกหรือ!?
"ในเมื่อจะไป ก็ควรมีของป้องกันตัว ข้ามีกระบี่ระดับเสวียนที่ไม่ใช้แล้วอยู่เล่มหนึ่ง" ด้านหลังผู้าุโหงอวี้ ซ่งกวนอินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเทียบกับซ่งเสินอันที่แสบสันเอาแต่ใจ ซ่งกวนอินนั้นขึ้นชื่อเื่ความเมตตากรุณา บางทีอาจจะทนเห็นศิษย์รับใช้คนหนึ่งต้องมาจบชีวิตอย่างน่าอนาถในสันเขาโว่หลงไม่ไหว จึงบังเกิดความเมตตาขึ้นมา
"ไม่จำเป็"
ทว่าในวินาทีต่อมา สิ่งที่ทำให้สีหน้าของทุกคนต้องเปลี่ยนไปก็คือ หลิงเทียนกลับเอ่ยปฏิเสธอีกครั้ง!?
นี่คือกระบี่ของซ่งกวนอินแห่งหุบเขาเฟินเซียงเชียวนะ มีอัจฉริยะกี่มากน้อยที่อยากได้แต่ไม่มีโอกาส
คนผู้นี้ เป็คนโง่เง่าหรืออย่างไร!?
่เวลาหนึ่ง ทุกคนต่างพากันส่ายหน้า คิดในใจว่าศิษย์รับใช้ผู้นี้คงรนหาที่ตายจริง ๆ เท่านั้น กระทั่งซ่งกวนอินเองก็ตะลึงงันไป ในแดนใต้แห่งนี้ ไม่เคยมีใครปฏิเสธนางมาก่อนเลยสักคน ศิษย์รับใช้สำนักเฉียนหยวนเบื้องหน้านี้ คือคนแรก!
"กวนอิน พอเถอะ"
ผู้าุโหงอวี้ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว "ออกเดินทางได้!"
ผู้ฝึกตนทั้งสามสำนักใหญ่รวมตัวกัน มุ่งหน้ามุ่งตรงไปยังสันเขาโว่หลง ทว่ายามที่ทุกคนเพิ่งก้าวเข้าสู่ปากทางเข้าขุนเขา กลับต้องชะงักเท้าลงอีกครั้ง เพราะยามนี้ ไอพิษและหมอกหนาในสันเขาโว่หลงกลับหนาแน่นผิดปกติ กระทั่งบดบังสายตาจนมองไม่เห็นสิ่งใด
แม้แต่จิตััก็ยังถูกรบกวน บวกกับเสียงคำรามของสัตว์อสูรที่ดังขึ้นเป็ระยะ ยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวในจิตใจผู้คน กระทั่งชุยจ้านแห่งสำนักหวงจี๋ ใบหน้าก็ยังเครียดเกร็งขึ้นมา
"เกิดอะไรขึ้น ไอพิษหนาแน่นกว่าแต่ก่อนตั้งหลายเท่า!" เฟิงเสวียนอี้ขมวดคิ้วเอ่ย
"อาจจะเกี่ยวข้องกับการบ้าคลั่งของอสูรร้ายในครั้งนี้ ในไอพิษนี้อาจมีสิ่งผิดปกติ พวกเราต้องระมัดระวังให้มาก" ผู้าุโหงอวี้สีหน้าเคร่งขรึม แผ่จิตััออกไป หวังจะสำรวจตรวจสอบดูสักครู่
"เหอะ ๆ ไม่ต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้นหรอก มิจำเป็ต้องลำบาก สำนักเฉียนหยวนมิได้นำตัวสังเวยมาด้วยหรอกหรือ? พวกเ้าเข้าไปสำรวจดูให้รู้แจ้ง หากมีชีวิตรอดออกมาได้ ก็ส่งข่าวบอกด้วยแล้วกัน!"
ทว่าในเวลานี้ ชุยจ้านแห่งสำนักหวงจี๋กลับกวาดสายตามองกลุ่มศิษย์สายนอกสำนักเฉียนหยวน แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
"อะไรนะ?"
"ให้พวกข้าเข้าไปก่อนหรือ? เห็นพวกข้าเป็คนโง่หรืออย่างไร?"
เหล่าศิษย์สายนอกสำนักเฉียนหยวนต่างพากันถอยหลัง การบุ่มบ่ามก้าวเข้าสู่ไอพิษ ย่อมเป็การไปหาที่ตายอย่างไม่ต้องสงสัย
"เหอะ ๆ นี่อาจเป็ประโยชน์เพียงหนึ่งเดียวของพวกเ้า หากพวกเ้าไม่ไป แล้วใครจะไป?" ผู้าุโสำนักหวงจี๋ก็ยิ้มเหี้ยมเอ่ยขึ้นเช่นกัน
เฟิงเสวียนอี้ในฐานะผู้นำกลุ่มสำนักเฉียนหยวน กำลังจะเอ่ยปากโต้แย้ง ทว่าในเวลานั้นเอง เสียงสายหนึ่งพลันดังขึ้นมาจากด้านหลัง
"ข้าไปเอง!"