จอมโจรทลายสวรรค์

    ตอนที่ 31 สร้างรากฐาน

     

             ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงศิษย์ใหม่ทุกคนกินอิ่มเดินออกมารวมตัวที่ลานด้านนอก“เอาละข้าจะพาไปเจ้าไปพบกับที่นอนอันชวนหลงไหล” กงซุนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์เหล่าศิษย์จ้องมองกงซุนด้วยท่าทีหวาดระแวง พวกมันก้าวเดินตามกงซุนไปอย่างเป็นระเบียบทว่าทางที่ศิษย์พี่พาไปนั้นนั้น เหล่าศิษย์ทุกคนคุ้นเคยทางอย่างดี นั้นคือทางไปลานฝึกเศียรมังกรเหล่าจ้องมองแผ่นหลังกงซุนด้วยความสงสัยพลันเอ่ยขึ้นถาม “ศิษย์พี่ ข้าไม่เห็นที่พักเลย ที่นี่มันลานลานฝึกเศียรมังกรไม่ใช่เหรอ” กงซุนจ้องมองศิษย์คนดังกล่าวด้วยแววตาอันเจ้าเล่ห์

     

             “ใช่ที่นี่คือลานฝึกเศียรมังกร ข้าลืมบอกพวกเจ้าไปต่อไปนี้คือการต้อนรับของพวกศิษย์พี่พวกเจ้าแต่ละคนต้องนอนบนลานฝึกให้ครบสี่สิบแปดชั่วโมง หมู่ตึกนี้จึงจะมีทีพักให้แก่พวกเจ้า ตอนนี้เจ้าเลือกสรรที่พักตามใจชอบของเจ้าเลย” กงซุนหันหลังเดินจากไป กงฝูและซวนอี้ เดินตามกงซุนไป ทว่ามีศิษย์บางคนเคลือบแคลงใจพลันเอ่ยขึ้น

     

             “ช้าก่อนศิษย์พี่ ! เหตุใดต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้ถึงเดินไปกับศิษย์พี่” กงซุนหันมองต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้พลันเอ่ยขึ้น “ข้าเกือบลืมไป พวกมันทั้งสองผ่านการทดสอบนี้แล้ว” ทั้งสามเดินหายลับไปในความมืด ทิ้งเหล่าศิษย์ผู้อ่อนประสบการณ์ยืนโง่งมอยู่บนลานฝึก

     

             “ซุนเราไปหาที่นอนกันเถอะ” ด้วยตัวตนของหลิ่งอี้มันเป็นลูกหลานของจอมโจร ผ่านการพักค้างแรมในป่าตั้งแต่เยาว์วัยไม่เหมือนบรรดาคุณชายจากตระกูลใหญ่ การนอนบนลานฝึกจึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับมัน เฟยซุนและหลิ่งอี้มองหาที่เหมาะๆสำหรับการพักผ่อนในค่ำคืนนี้ ยามซุนมันกำลังเอนตัวลงนอนกับพื้นกลิ่นเหงื่อของเหล่าศิษย์ที่เคยฝึกฝนหยดลงพื้นสะสมจนเกิดกลิ่นเหม็นรบกวนจนมันไม่สามารถข่มตาหลับได้ขณะเดียวเหล่าศิษย์ที่มาจากตระกูลใหญ่ๆ คนอื่นก็ไม่สามารถทนได้เช่นกัน

     

             “กลิ่นเหงื่อรุนแรงขนาดนี้ข้าไม่อาจข่มตาหลับลงได้” เหล่าศิษย์ใหม่จับกลุ่มสนทนาเป็นวงกว้าง ทว่าเฟยซุนกลับเป็นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ยามราตรีอันมืดมิดนอกจากประสาทสัมผัสของซุนเพิ่มขึ้นทวีคณูการรับรู้กลิ่นของมันก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ในยามนี้ใบหน้ามันย่อย่นเอามือปิดจมูกปิดกั้นลมหายใจจนมันต้องพยายามหายใจทางปากอย่างทรมาน หลิ่งอี้จ้องมองมันอย่างประหลาดใจ “เมื่อกลางวัน ข้าไม่เห็นเจ้าเหม็นกลิ่นเหงื่อขนาดนี้เลย”  เฟยซุนพยายามเอ่ยกับหลิ่นอี้ด้วยความลำบาก

     

             “เจ้ามีผ้าที่ยังไม่ได้ใช้งานหรือไม่” หลิ่งอี้ดึงผ้าออกมาจากเสื้อยื่นให้มันอย่างรวดเร็ว เฟยซุนรับผ้ามารัดจมูกมันอย่างรวดเร็ว นั่งลงพื้นพร้อมหลับตาเข้าสู่สมาธิปิดสัมผัสการรับรู้ลงสู่ห่วงแก่นปราณทมิฬหลิ่งอี้จ้องมองมันนั่งพื้นหลับตาด้วยแววตาสงสัย หลิ่งอี้จ้องมองมันอีกครั้งด้วยสายตาเจ้าเล่ห์หลิ่งอี้ขยับไปด้านหลังมัน มันค่อยๆขยับมือแกะผ้าที่มันรัดจมูกอยู่ออกอย่างช้าๆทว่าคราวนี้เฟยซุนนิ่งราวกับไม่รู้สึกเหม็นกลิ่นเหงื่ออีกต่อไป “อะไรของมัน เดียวเหม็น เดียวไม่เหม็น” หลิ่งอี้หันหน้าหนีไม่สนใจซุนอีกต่อไปมันเอนตัวลงนอนรอบกับพื้นอย่างไม่สนใจใคร

     

    ณห้องโถงหมู่ตึกไขมังกร

     

             กงซุนเดินเข้าไปห้องโถงหมู่ตึกไขมังกรด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เรียนอาจารย์ ศิษย์ขออนุญาตรายงานการคัดเลือกระดับชั้นศิษย์ใหม่วันนี้ผ่านไปด้วยดี” ผู้อาวุโสตงฟางเลิ่กคิ้วสูงจ้องมองกงซุด้วยสายตาประดุจพญาอินทรีย์

     

             “ผ่านไปด้วยดีอย่างงั้นเหรอ” กงซุนสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังคุกครามชีวติมันมันรีบเร่งเอ่ยออกอยากตะกุกตะกัก “ตะ…แต่ศิษย์น้องชีเซียงบาดเจ็บเล็กน้อยจากแผลไฟลวก” ผู้อาวุโสตงฟางเอ่ยขึ้นอยากเย็นชา “บาดเจ็บ! ใครทำมันบาดเจ็บ” กงซุนได้ก้มหน้าลงพื้นหลบสายตาของอาจารย์มัน “ศิษย์น้องฮุ่ยซุน”

     

             “ฮุ่ยซุนอีกแล้วมันเป็นเพียงศิษย์ใหม่ไม่ถึงอาทิตย์ แต่มันกลับสร้างปัญหาทั้งภายในและภายนอกสำนักมากมายนับว่าเป็นตัวปัญหาอย่างยิ่ง เจ้าจับตามันดูให้ดี ในเมื่อมันอยู่ในการดูแลของเรา จงอย่าให้มันไปสร้างปัญหาที่ไหนอีกถ้ามันสร้างปัญหาอีก คนแรกที่ข้าจะเอาผิดคือเจ้า ! ออกไปได้ !!” ผู้อาวุโสตงฟางตะหวาดด้วยความไม่พอใจกงซุนรีบเร่งออกจากห้องโถงอย่างตื่นตระหนก

     

             “ฟูหลิวเจ้าสัมผัสพลังปราณของเจ้าศิษย์ใหม่ คิดเห็นเป็นอย่างไรบ้าง” ฟูหลิวเดินออกมาจากมุมมืดหลังเสา “เรียนอาจารย์ ตอนที่ข้าสลายพลังของศิษย์น้องฮุ่ยซุนกับศิษย์น้องชีเซียงสำหรับศิษย์น้องชีเซียงข้าใช้พลังปราณเพียงสี่ส่วนในการสลายพลัง แต่ของฮุ่ยซุนเปลวเพลิงสีฟ้าของมันแม้เป็นเปลวเพลิงสีฟ้าอันต้อยต่ำ ทว่าข้ากลับต้องใช้พลังปราณถึงเจ็ดส่วนถึงสลายพลังของมันจนหมดสิ้นตอนที่พวกมันแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันข้าคิดว่า ศิษย์น้องชีเซียงประมาทคิดว่าพลังปราณตนเองแข็งแกร่งที่สุดมันจึงใช้เพียงพลังปราณปะทะกัน ช่วงแรกดูเหมือนศิษย์น้องชีเซียงจะได้เปรียบ แต่พริบตาเดียวศิษย์น้องฮุ่ยซุนสามารถระเบิดพลังปราณอัคคีออกมาอย่างมหาศาลทำให้ศิษย์น้องชีเซียงยังไม่ทันได้ใช้กระบวนท่าพลิกแพลงตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด

     

             แต่ความคิดของศิษย์ถ้าศิษย์น้องชีเซียงไม่ประมาท ใช้กระบวนท่าผสานพลังปราณ มันคงไม่พ่ายแพ้หมดรูปเช่นนี้” ฟูหลิวเอ่ยขึ้นตามตรง “เจ้าอยู่ลมปราณนักสู้ชั้นหนึ่ง ยังต้องใช้พลังปราณถึงเจ็ดส่วน นับว่าปราณอัคคีของมันนับว่าไม่ธรรมดา เจ้าเด็กบ้านี้นับว่าน่าสนใจเลยทีเดียวเพียงมันระเบิดพลังปราณมันสามารถต่อกรกับผู้อยู่ชั้นปราณสูงกว่าได้ถึงห้าขั้นเจ้าลอบดูแลมันอย่างห่างๆและคอยมารายงานให้ข้าทราบเป็นระยะ”

     

             ผู้อาวุโสตงฟางหัวคิ้วขมวดชนกันราวกับกำลังครุ่นคิด“แล้วอาการของชีเซียงเป็นอย่างไรบ้าง” ฟูหลิวเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว “โชคดีที่ข้าสลายพลังทันศิษย์น้องชีเซียงจึงบาดเจ็บเล็กน้อย พักผ่อนสองถึงสามวันคงหายดี” ผู้อาวุโสตงฟางพยักหน้าแล้วโบกมือให้ฟูหลิวออกจากห้องโถงไป

     

             ยามเช้าตรู่ท้องฟ้ายังไม่ทันสางเหล่าศิษย์พี่ก้าวขึ้นลานฝึกมาเรื่อยๆจนดูหนาตาทว่ากลุ่มศิษย์ใหม่บางคนนั่งดวงตาเหม่อลอย พวกมันขอบตาดำคล้ำราวกับคนอดหลับอดนอนมาหลายวันหลิ่งอี้ลุกขึ้นบิดกายไปมา มันหันกลับจ้องมองเฟยซุนด้วยท่าทีประหลาดใจ “นี้มันนั่งท่านี้หลับทั้งคืนเลยเหรอเนี่ย” หลิ่งอี้จ้องมองมัน ทว่าไม่มีทีท่าตอบสนอง “หรือว่ามันช็อคเพราะความเหม็นของกลิ่นเหงื่อไปแล้ว” หลิ่งอี้เขย่ามันอย่างร้อนรน “ซุนเจ้าตื่นสิ เจ้าเป็นอะไรไป” หลิ่งอี้พลันเอ่ยอย่างเสียงดัง

     

             สายตาทุกคู่จับต้องมาที่มัน “เจ้าพวกศิษย์ใหม่เล่นอะไรกันอีก” เหล่าศิษย์พี่จ้องมองกลุ่มศิษย์ใหม่ราวกับตัวตลกประจำลานฝึกทว่าดวงตาทั้งคู่ของมันพลันเบิกโตกลมกว้างจ้องมองหลิ่งอี้ด้วยความหงุดหงิด “เจ้าจะเขย่าข้าทำไม ข้ากำลังทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลังปราณของข้าอยู่” ยามหลิ่งอี้เห็นมันลืมตา มันกระโดดถอยห่างด้วยความตกใจ“ข้านึกว่าเจ้าตายเพราะความเหม็นของกลิ่นเหงื่อไปแล้ว” หลิ่งอี้พลันยิ้มให้มันอย่างหยอกล้อ “ใครจะตายเพราะความเหม็นกันเล่า” เฟยซุนเอ่ยด้วยความไม่พอใจ

     

             หลิ่งอี้ชี้ไปยังกลุ่มศิษย์ใหม่ที่ยังคงนั่งอยู่บนลานฝึกด้วยดวงตาเหม่อลอยราวกับคนอดนอน“มีจริงด้วยเจ้าพวกนั้นเหมือนคนกำลังใกล้ตายเลยทีเดียว” เฟยซุนจ้องมองเหล่าศิษย์ที่ดวงตาเหม่อลอยด้วยท่าทีสงสัย

     

             ผ่านไปสิบห้านาที ศิษย์พี่กงซุนเดินมาพร้อมกับต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้ กงซุนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ศิษย์น้องทั้งหลาย เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม” เหล่าศิษย์ใหม่ไม่ตอบรับศิษย์พี่กงซุนสักคนทว่ามันกลับจ้องมองกงซุนด้วยสีหน้าหวาดระแวงด้วยความกลัว ศิษย์พี่คนนี้จะกลั่นแกล้งอะไรพวกมันอีก

     

             “ฮ่า ฮ่าศิษย์ใหม่ทุกคนล้วนเคยผ่านการนอนที่ลานฝึกแห่งนี้มันแล้วทุกคน ข้าก็เช่นกัน เช้านี้ข้าจะสอนการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งก่อนเพื่อเป็นพื้นฐานให้เจ้าสามารถใช้กระบวนท่าได้อย่างสมบูรณ์” กงซุนสังเกตเหล่าศิษย์มีเพียงไม่กี่คนที่ตั้งใจที่มันอธิบาย“ข้าจะสอนเคล็ดลับการฝึก พวกจงจำให้ขึ้นใจ” หลิ่งอี้และเฟยซุนก้าวขยับมาใกล้ๆศิษย์พี่กงซุนของมันศิษย์คนอื่นๆก็ทยอยเข้ามาใกล้เพื่อรับฟัง “เคล็ดลับการฝึกก็ไม่มีอะไรมากเจ้ารับสิ่งนี้ไว้” กงซุนยื่นถ้วยก้นแบนให้ทุกคนเหล่าศิษย์จ้องมองด้วยความสงสัย “ถ้วยนี้มันเกี่ยวอะไรกับการฝึกเหรอศิษย์พี่” เหล่าศิษย์ใหม่ถามด้วยความสงสัย

     

     

             “พวกเจ้านำถ้วยที่พวกเจ้าได้รับไปตักน้ำใส่ให้เต็มถ้วยแล้วถือกลับมาที่ข้า” เหล่าศิษย์พยักหน้าเร่งรีบไปตักน้ำใส่ถ้วยอย่างรวดเร็วใช้เวลาไม่นานเหล่าศิษย์ตักน้ำใส่ถ้วยจนเต็มอย่างพร้อมเพียง “พวกเจ้าไปตั้งแถวห่างกันหนึ่งช่วงตัว” เหล่าศิษย์ถือถ้วยใส่น้ำจนเต็ม เร่งรีบตั้งแถวด้วยแววตาที่ตื่นเต้น


             “ย่อขาลงประหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้กลางอากาศกางมือทั้งสองข้างออกให้ตรึง ใช้มือที่เจ้าไม่ถนัดถือถ้วยน้ำใบนี้ไว้อย่าให้น้ำในมือของเจ้าหกพวกเจ้าทำท่านี้ไว้ตลอดทั้งวัน ใครทำถ้วยน้ำนี้หกหมดคนนั้นจะต้องนอนที่นี่อีกหนึ่งคืน พวกเจ้าต้องฝึกท่านี้จนกว่าพวกเจ้าจะได้ที่พัก พวกเจ้าห้ามขี้เกียจเด็ดขาดข้าจะจับตาดูพวกเจ้าตลอด ใครแอบอู้หรือใช้กลโกงมันผู้นั้นจะต้องได้รับบทลงโทษอย่างสาสม” กงซุนเดินจากไปโดยทิ้งเหล่าศิษย์ใหม่ยืนตัวเกร็ง

     

     

             “นี้ นี้ ฝึกแบบนี้มันจะได้อะไรให้มายืนถือถ้วยน้ำทั้งวัน” เหล่าศิษย์เริ่มสนทนากัน“ท่านพ่อเคยเล่าให้ข้าฟังการฝึกกระบวนท่าจำเป็นต้องทำให้ร่างกายนั้นแข็งแกร่ง” หมิงเจ๋อเอ่ยออกอย่างภาคภูมิต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้กลับไร้ปฏิกิริยาพวกมันทั้งสองถูกฝึกฝนจากตระกูลมันอย่างหนักการฝึกแค่นี้ไม่อาจทำให้มันท้อแท้ได้ทว่าคนที่ได้รับผลกระทบที่สุดก็คือเฟยซุนร่างกายมันแข็งแกร่งจากการวิ่งเล่นซุกซนหาได้แข็งแกร่งจากการฝึกฝนมันแทบไม่มีพื้นฐานการฝึกร่างกายแม้แต่น้อย กล้ามเนื้อมันไม่ได้ขึ้นตามรูปที่สมควร การฝึกถือถ้วยน้ำในครั้งนี้ นับว่ายากลำบากเพียงแค่ชั่วโมงเดียวแขนขามันเริ่มล้า หลิ่งอี้จ้องมองมันด้วยความประหลาดใจ “นี้เจ้ามีทักษะที่แข็งแกร่งแต่ร่ายกายเจ้าไม่แข็งแกร่งตามฝีมือเจ้าเลย” เฟยซุนจ้องมองหลิ่งอี้ทว่ามันกับยืนนิ่งไม่โอนเอนแต่อย่างใด “นี้เจ้าไม่เมื่อยบ้างเหรอ”

     

             “ฮ่า ฮ่า ฝึกพวกนี้นับว่ายังเทียบกับที่ข้าฝึกร่างกายมากับท่านพ่อของข้ายังไม่ได้” หลิ่งอี้เอ่ยอย่างภูมิใจ “เจ้านี้ ชอบทำให้ข้าประหลาดใจอยู่เรื่อย” เฟยซุนเอ่ยขึ้นอย่างนับถือในตัวสหายของมัน “การยืนเช่นนี้ มันมีเคล็ดลับอะไรหรือไม่” เฟยซุนแอบกระซิบถามหลิ่งอี้ “เคล็ดลับของการยืนนี้ มีเพียงฝึกแล้วก็ฝึกอีก เมื่อผ่านไปช่วงเวลานึงขาของเจ้าจะคุ้นชินกับการปวดเมื่อยและแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากเจ้าต้องอดทดเท่านั้น ข้าเคยผ่านจุดนี้มาแล้ว ข้าเชื่อยังไงเจ้าก็ผ่านไปได้” เฟยซุนพยักหน้าให้หลิ่งอี้ทั้งคู่ตั้งสมาธิกับถ้วยน้ำอย่างระมัดระวังไม่ให้น้ำในถ้วยหก

     

             ผ่านไปห้าชั่วโมงเหล่าศิษย์จำนวนมากยืนในท่าก้าวอี้ล่องหน ช่วงล่างสั่นสะท้านไปด้วยความเมื่อยล้าทั่งร่างมันทุกคนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ศิษย์บางคนเริ่มถึงขีดจำกัด พวกมันทิ้งตัวลงพื้นด้วยความทรมานทว่ามีเพียงชายหนุ่มสามคนที่ยังคงยืนอย่างมั่นคงราวกับพวกมันไม่เหน็ดเหนื่อยคือต้วนกงฝู เจี่ยงซวนอี้และม่อหลิ่งอี้ ในสายตาคนอื่นต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้มีตระกูลใหญ่ของพวกมันคอยสนับสนุนฝึกฝนมาตั้งแต่เยาว์วัยแต่ม่อหลิ่งอี้นับเป็นตัวตนเช่นไร?  ต้วนกงฝูและเจี่ยงซวนอี้นับเป็นอัจฉริยะผู้ปลุกมังกรขึ้นมาจากเสามังกรไร้ลักษณ์ในรอบหลายปีแต่หลิงอี้กลับยืนหยัดเคียงข้างเหล่าอัจฉริยะได้อย่างไม่น้อยหน้า เฟยซุนลอบมองสหายมันอย่างชื่นชม

     

     

             แปะ แปะ กงซุนเดินตบมือด้วยความชื่นชมมาแต่ไกลเหล่าศิษย์หันมองตามเสียงปรบมือ “ดีมากในการฝึกฝนครั้งแรก นับว่าพวกเจ้าอดทนได้เยี่ยม เย็นนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปโรงอาหารกระทะทองอีกครั้ง” กงซุนเดินนำพวกมันไปโรงอาหารกระทะทอง เหล่าศิษย์ก้าวเดินด้วยความยากลำบากพวกมันใช้เวลานานกว่าปกติ กว่าจะเดินถึงโรงอาหารกระทะทองพวกมันเข้าโรงอาหารโดยนั่งที่เดิม สายตาพวกมันจดจ้องไปที่อาหารที่กำลังยกมายามอาหารถึงโต๊ะเหล่าศิษย์ไม่รีรอใช้มือฉกฉวยอาหารบนโต๊ะอย่างหิวกระหายสลัดคราบมาดคุณชายจากตระกูลต่างๆจนหมดสิ้นคราวนี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที พวกมันจัดการอาหารบนโต๊ะจนหมดสิ้น

     

             พวกมันก้าวเดินออกจากโรงอาหารโดยไม่รอศิษย์พี่กงซุนแต่อย่างใดพวกมันมุ่งหน้ากลับสู่สถานลานฝึกเศียรมังกร “เจ้าพวกนี้ เริ่มคุ้นเช่นกับการกิน นอน ฝึกและฝึกแล้วสินะ” กงซุนแอบยืนยิ้มอยู่ในความมืดทุกช่วงเวลากงซุนพยายามจับตามองเฟยซุน เพื่อป้องมันสร้างปัญหา ในยามค่ำคืนเฟยซุนสามารถสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมันอยู่ตลอดเวลา “ใครกันนะ ที่แอบจับตามองข้าอยู่” มันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบา

     

             ในราตรีนี้เหล่าศิษย์ใหม่ พอพวกมันถึงลานฝึกเศียรมังกรพวกมันต่างหามุมนอนอย่างรวดเร็วจากความเหนื่อยล้าในการฝึกมาทั้งวัน พวกมันหลับโดยไม่สนใจกับกลิ่นเหงื่ออีกต่อไป