เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    บทที่ 49 ตัวตนอันยิ่งใหญ่

    บทที่49ตัวตนอันยิ่งใหญ่


            เฉียวอู่หรงกระโดดทะยานกายกางมือคว้าจับไปที่บ่าไหล่ของอวิ๋นเซ่อบุรุษชราหัวหน้ามือปราบเขตหนึ่งผู้นี้คิดคร่ากุมชายหนุ่มในคราเดียวมิคิดเปิดโอกาสให้มันหลบหนีซึ่งอวิ๋นเซ่อก็มีความตั้งใจที่จะหนีตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ทว่าพลังลมปราณที่แกร่งกร้าวเมื่อถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของเฉียวอู่หรงส่งให้อวิ๋นเซ่อถึงกลับมิอาจขยับคนถูกพลังลมปราณที่แกร่งกร้าวสะกดข่มจนคล้ายมีโซ่มาพันธนาการรัดตัวมิอาจหลบเลี่ยงได้

             

            “ไปกับข้า”

            ฝ่ามือของเฉียวอู่หรงบีบกำชับไหล่ซ้ายของชายหนุ่มพร้อมออกแรงกดร่างให้อวิ๋นเซ่อศิโรราบ เพียงมือสัมผัส ยังมิได้ออกแรงบังคับ ที่แผ่นฟ้าสูงขึ้นไปหลายสิบลี้มีเสียงหวือหวาเสียดแก้วหูดังมาแต่ไกลบรรยากาศบริเวณที่บังเกิดเสียงก่อตัวคล้ายเกลียวพายุขนาดเล็กทะลวงจากแผ่นฟ้าเบื้องบนลงสู่ผืนปฐพีเบื้องล่างเฉียวอู่หรงรับรู้ถึงอันตราย บุรุษชราผู้นี้จึงรีบดึงมือกลับจากการคว้าจับบ่าไหล่ของอวิ๋นเซ่อทันที

             

            ตูมมมมม!

            เฉียวอู่หรงดึงมือกลับได้อย่างฉิวเฉียดก่อนที่วัตถุชิ้นหนึ่งจะปักดิ่งนำพาพลังอันแปลกพิสดารดีดกระแทกเข้าใส่คน ไม่มีใครทราบว่าสิ่งนี้มาจากไหนและมันมาได้อย่างไร รู้เพียงแต่ว่าเมื่อมันมาแล้วกลับสามารถบีบคั้นยอดยุทธ์เพลิงปราณสีส้มอย่างเฉียวอู่หรงให้ต้องถอยห่างออกไปได้

             

            เฉียวอู่หรงจ้องตาเขม็งไปที่แท่งเหล็กดำที่จมพื้นธรณีอยู่กึ่งหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดขวางมิให้มันจับกุมตัวของอวิ๋นเซ่อ พอได้เห็นสิ่งที่ปรากฏอย่างชัดตาแผ่นหลังของคนก็พลันหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ นัยน์ตาเบิกโพลง คนรีบสาดสายตาไปทั่วทุกสารทิศคล้ายกำลังมองหาสิ่งใดอย่างตื่นตระหนกแต่พอเห็นว่าอวิ๋นเซ่อคว้าจับท่อนเหล็กดำชิ้นนั้นขึ้นมาได้ นัยน์ตาของบุรุษชราจากที่ไหวระริกแตกตื่นก็กลับกลายเป็นสงสัยคนครุ่นคิดขึ้น

            “หรือจะเป็นแค่ของที่คล้ายคลึง”

             

            คิดเช่นนั้น กอปรกับเมื่อตรวจดูทุกสารทิศแล้วไม่มีใครมาไม่มีบุคคลที่น่าหวาดหวั่นผู้นั้น บุรุษชราก็คลายใจลง คนสะกิดเท้าพุ่งเข้าหาอวิ๋นเซ่ออีกรอบซึ่งอวิ๋นเซ่อเองก็ได้ดีดกายคืนกลับหลังเพื่อหลบหนีตั้งแต่ที่หัวหน้าเขตมันหยุดชะงักแล้ว

             

            หัวหน้ามือปราบผู้ทำคดีตะโกนสั่งเหล่ามือปราบผู้ใต้บังคับบัญชาเสียงดัง

            “อย่าให้มันหลบหนี”

             

            ขุนนางหลินเองก็สั่งให้เหล่าทหารแห่งจวนของตนปิดล้อมไว้อีกชั้นหนึ่งอวิ๋นเซ่อมิต้องการที่จะลงมือทำร้ายใคร มันเพียงแค่ต้องการหลบหนีเท่านั้น แต่การจะหนียอดฝีมือมากมายในที่นี้โดยเฉพาะเฉียวอู่หรงได้มันก็มิสามารถมองเห็นทางอื่น ในเมื่อเฒ่าเร่ร่อนก็ยังไม่มา เช่นนั้นทางเดียวที่เหลือก็คงต้องหวังพึ่งสุดยอดเคล็ดวิชาอันแปลกพิสดารของบุรุษพิการผู้นั้น!

             

            อวิ๋นเซ่อบังเกิดความลังเลใจ พลังญาณของมันรวมถึงของบุรุษพิการนับเป็นวิชานอกรีตที่ทุกผู้ต่างย้ำเตือนมันนักมันหนาว่าห้ามเปิดเผยขนาดบุรุษพิการมันเป็นยอดคนขั้นใดแล้ว หายนะจากพลังนอกรีตนี้ยังนำพาสุดยอดคนอย่างมันให้มีสภาพเช่นนั้นได้หากตนใช้ออกต่อหน้าผู้คนมากมายเพียงนี้ ใช่จะเป็นการเปิดเผยตัวตน และถูกไล่ล่าจนมีสภาพเช่นนั้นหรือไม่หากเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับว่าแทนที่จะได้ไล่ปิดบัญชีแค้น ตนก็กลับกลายเป็นว่าถูกไล่ล่าแทน

             

            เมื่อบังเกิดความลังเล สภาวะการตัดสินใจจึงเชื่องช้าลงแม้เหล่ามือปราบและเหล่าทหารจะเข้ามาจับตัวมันมิได้ แต่เฉียวอู่หรงมิใช่มือปราบหรือทหารธรรมดาทั่วไปเพียงอวิ๋นเซ่อมีความลังเลแลหยุดชะงักชั่วครู่ นี่ก็เปิดโอกาสให้มันเข้าประชิดตัวของชายหนุ่มแล้ว

             

            อวิ๋นเซ่อหมุนกายสะบัดเท้าเตะเหล่ามือปราบและเหล่าทหารจำนวนห้านายที่ขวางทางจนล้มกลิ้งไปคนละทิศแต่ดรรชนีของเฉียวอู่หรงก็จี้มาถึงเบื้องหน้าสกัดจุดบนร่างกายของมันอย่างรวดเร็ว และชั่วขณะที่บุรุษชราสกัดจุดต้าจงหมิงที่ยืนราวคนเสียสติมิไกลห่างก็ฟาดฝ่ามือพร้อมพลังลมปราณทั้งหมดที่มีเข้าใส่แผ่นหลังของอวิ๋นเซ่ออย่างรวดเร็ว

            “เศษสวะอย่างเจ้าทำลายอนาคตข้า เจ้าต้องชดใช้เจ้าจะต้องจมดิ่งสู่ความผิดหวังมากยิ่งกว่าข้า!”

             

            ด้วยความกระทันหันแลระยะที่กระชั้นชิด จึงไม่มีใครที่จะช่วยร่างที่ยืนนิ่งเพราะโดนสกัดจุดของอวิ๋นเซ่อได้ทันเฉียวอู่หรงที่อยู่ใกล้สุดก็พึ่งปลดปล่อยดรรนีเป็นจังหวะที่ดึงมือแลล่าถอยกลับ มิอาจเปลี่ยนสภาวะได้อย่างกระทันหันเช่นนั้นหัวหน้ามือปราบเขตหนึ่งผู้นี้ รวมถึงอาจารย์ใหญ่หานตงสือ องค์ชายหลิงเทียนหยวนและฟ่านเหลียนจึงได้แต่ตะโกนก้อง

             

            “หยุดมือ!”

             

             

            “เจ้าเศษสวะ ข้าจะไม่ยอมแพ้เจ้า ข้าจบสิ้นเจ้าก็จะต้องจบสิ้นและสูญเสียยิ่งกว่าข้า ฮ่าฮ่าฮ่า!”

            ต้าจงหมิงตาแดงก่ำเหลือกถลนราวขาดสติ คนยังคำรามก้องด้วยความคับแค้นเดือดดาล และสาสมใจ เจ้าขยะตนนี้จะต้องพบกับความพังพินาศย่อยยับและผิดหวังยิ่งกว่าตนฝ่ามือนี้จะทำลายจุดชีพจรและพลังลมปราณทั้งหมดของมัน!

             

            ฝ่ามือที่กอปรไปด้วยพลังลมปราณอันคลุ้มคลั่งฟาดเข้าใส่แผ่นหลังของอวิ๋นเซ่ออย่างจัง จนร่างของอวิ๋นเซ่อสะท้านออกไปเบื้องหน้า สิ่งของที่เฒ่าเร่ร่อนมอบให้ที่ชายหนุ่มได้แกะผ้าคลุมออกแล้วซุกไว้ในอกเสื้อโดยที่ยังไม่ดูว่าคืออะไร ก็ได้ปลิวออกจากอกเสื้อของมันตามแรงกระแทกของสิ่งนั้นปลิวกระเด็นออกลอยละลิ่วขึ้นสู่กลางอากาศ เมื่อกระทบเข้ากับแสงแห่งเพลิงปราณที่ถูกจุดติดไว้ตามบริเวณต่างๆเพื่อให้พลังชีวิตและความสว่างไสวแก่ทุกสรรพสิ่ง ของสิ่งนั้นก็ทอแสงระยิบระยับแยงตาผู้คนส่งให้ทุกผู้ล้วนจ้องสายตาไปที่ของสิ่งนั้นเป็นจุดเดียว ของสิ่งนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือเด็กทารกรูปร่างคล้ายแผ่นทรงกลมสีทองแผ่นหนึ่ง

             

            บางคนเพียงรู้ว่าของสิ่งนั้นเป็นของอวิ๋นเซ่อเพราะมันกระเด็นออกมาจากอกเสื้อของมันแต่ไม่รู้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไร แต่สำหรับใครหลายคนล้วนรู้จักของสิ่งนี้เป็นอย่างดี!

             

            ขวับ

            เฉียวอู่หรงคว้าจับแผ่นสีทองที่ปลิวกระเด็นกลางอากาศพอได้เห็นสิ่งที่อยู่ในมืออย่างชัดตา ความแตกตื่นก็ยิ่งปรากฏและฉายชัดออกมาทางสีหน้าหลายผู้ได้เห็นสีหน้าของหัวหน้ามือปราบเขตหนึ่งเป็นเช่นนั้นต่างก็ปรากฏแววความสงสัยก่อนที่เสียงร้องโอดครวญจะดังลั่นขึ้น จึงทำให้สายตาของพวกมันจับจ้องไปที่อวิ๋นเซ่อแทนทว่าเสียงร้องโอดครวญกลับมิได้ดังจากปากของอวิ๋นเซ่อ แต่กลับดังขึ้นจากปากของต้าจงหมิงและที่ตรงนั้นยังเพิ่มมาด้วยบุรุษชราแต่งกายด้วยชุดคลุมซ่อมซ่อคล้ายขอทานผู้หนึ่ง มันปรากฏตัวขึ้นมาแลคว้าจับข้อมือสลายพลังโจมตีของต้าจงหมิงช่วยเหลืออวิ๋นเซ่อได้อย่างพอดี!

            “จิตใจเจ้าช่างอำมหิตนัก คิดทำลายจุดชีพจรลมปราณยังมิพอยังคิดลงมือให้คนพิการอีก"

             

            “อ๊ากกก!!”

            ต้าจงหมิงถูกบีบข้อมือจนเจ็บปวดยากทานทนคนร้องโอดโอยพร้อมตะคอกด่าบุรุษชราที่ดูมิต่างจากขอทานเร่ร่อนผู้นี้

            “เจ้าขอทานสวะปล่อยมือสกปรกจากข้า เจ้าเป็นใครถึงกล้าแส่มายุ่งเรื่องของข้าเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร!”

             

            บุรุษชราปล่อยมือจากการคว้าจับ พร้อมสะบัดจี้ดรรชนีคลายจุดให้แก่อวิ๋นเซ่อแล้วกล่าวกับต้าจงหมิงอย่างไม่ยีระ

            “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ก็อย่าได้คิดรังแกศิษย์ของข้า!”

             

            “ศิษย์?..... ฮ่าฮ่าฮ่าน่าขันสิ้นดี อวิ๋นเซ่อที่แท้เจ้าก็เป็นศิษย์ไอ้เฒ่าขอทานเร่ร่อนพรรณนี้ มิน่าเจ้าจึงไร้สัมมาคารวะนักเพราะได้รับการสอนสั่งจากเศษสวะนี่เอง….. พวกเจ้าทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ล้วนเป็นสวะดีๆนี่เอง แล้วเจ้าจะเอาอะไรมาเทียบกับข้า แม้ข้าถูกขับออกจากสำนักมือปราบไป ข้าก็ยังหาอาจารย์ที่ดีเลิศกว่าเศษสวะขอทานนี้อีกหลายเท่าอวิ๋นเซ่อวาสนาเจ้ามิอาจเทียบเคียงข้าเลยจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า!”

             

             

            อวิ๋นเซ่อหาได้สนใจคำกล่าวถากถางหรือคำดูหมิ่นดูแคลนของบุรุษผู้เสียสติอย่างต้าจงหมิงไม่บุรุษชราผู้นี้ต่อให้ผู้ใดจะมองท่านยังไง ต่อให้คนทั้งโลกดูถูกเหยียดหยามท่าน แต่สำหรับมันบุรุษชราผู้นี้คือผู้มีพระคุณต่อมันอย่างยิ่งยวดและท่านยังเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่มันเฝ้ารอมาโดยตลอดหนึ่งเดือน เป็นผู้ที่มันจะฝากความหวังสุดท้ายไว้เฒ่าเร่ร่อน

             

            เฒ่าเร่ร่อนจ้องมองอวิ๋นเซ่อ

            “เจ้าอับอายผู้อื่นหรือไม่ที่จะมีคนเร่ร่อนอย่างข้าเป็นอาจารย์"

             

            อวิ๋นเซ่อมิคิดมากความด้วยซ้ำ คนทิ้งเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะกระแทกพื้นอย่างหนักแน่นแลไร้ซึ่งความลังเลสามครา พร้อมกล่าววาจาเสียงดังฟังชัด

            “อาจารย์”

             

            เฒ่าเร่ร่อนยกมือขึ้นมาลูบเคราคราหนึ่งใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ คนกล่าวคำว่าประเสริฐถึงสามรอบ ค่อยย่อกายลงไปพยุงอวิ๋นเซ่อ

            “ลุกขึ้นเถิด”

             

             

            ยังเป็นต้าจงหมิงที่หัวเราะลั่นด้วยความเหยียดหยาม

            “ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเจ้าช่างเหมาะสมที่จะเป็นศิษย์กับอาจารย์กันจริงๆเศษสวะกับเศษสวะ”

             

             

            “หุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้!”

            เฉียวอู่หรงคำรามก้องใส่ต้าจงหมิงด้วยความเดือดดาลจนเหล่ามือปราบฝึกหัดหลายนายต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตื่นตระหนกแลแปลกใจ หัวหน้ามือปราบเขตหนึ่งผู้นี้เป็นคนที่สุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอดมิว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไรเหตุใดครานี้มันถึงกับต้องเดือดดาลแทนผู้อื่นถึงเพียงนั้น แต่การกระทำของบุรุษชราหัวหน้าเขตหลังจากนั้นต่างหากที่ทำให้เหล่ามือปราบฝึกหัดแตกตื่นสงสัยไปกันใหญ่เมื่อเฉียวอู่หรงได้ทิ้งเข่าข้างหนึ่งคุกลงต่อหน้าอวิ๋นเซ่อ ซึ่งการกระทำนี้อวิ๋นเซ่อก็ยังอดที่จะแปลกใจขึ้นมามิได้

             

            เฉียวอู่หรงยังคุกเข่าข้างเดียวต่อหน้าอวิ๋นเซ่อพร้อมประคองส่งแผ่นป้ายสีทอง สิ่งของที่แม้แต่อวิ๋นเซ่อเองก็พึ่งได้เห็นอย่างชัดตาตอนนี้

             

            “ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ ได้โปรดท่านมือปราบลำดับเจ็ดให้อภัย”

             

             

            “มือปราบลำดับเจ็ด!”

            เสียงฮือฮาตื่นตระหนกดังกึกก้องไปทั่วบริเวณนี่มันหมายความว่าอะไรกัน นี่มันเรื่องอะไร หากอวิ๋นเซ่อเป็นมือปราบลำดับเจ็ด เช่นนั้นเฒ่าเร่ร่อนอาจารย์ของมันก็ต้องเป็นท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่!

             

            คล้ายอัสนีบาตฟาดลงยังแก้วหูของต้าจงหมิงเศษสวะที่มันดูถูกเหยีนดหยามผู้นี้ กลับเป็นท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นหนึ่งในจุดสูงสุดบนผืนปฐพีแห่งนี้อีกทั้งตำแหน่งมือปราบติดลำดับที่มันใฝ่ฝันถึง มือปราบติดลำดับที่สมควรเป็นของมัน กลับเป็นบุคคลที่มิต่างจากเศษสวะบุคคลที่มันเกลียดชังมิอาจยอมแพ้ผู้นี้มาตัดหน้าคว้าไปได้ราวกับเป็นความฝันบ้าๆ นี่ออกจะเป็นสิ่งที่บ้าบอผิดเพี้ยนยากทำใจยอมรับเกินไปแล้ว

            “เป็นไปไม่ได้ ไม่จริง ข้าไม่เชื่อ!”

             

            ด้วยสารพันปัญหามากมายที่ถาโถม ด้วยความผิดหวังอย่างแรงกล้ากอปรกับความอัปยศและเสื่อมเสียหน้านับครั้งมิถ้วนส่งให้ต้าจงหมิงถึงกับลมปราณแตกซ่านชีพจรลมปราณไหลเวียนย้อนทวนสะเปะสะปะไปมา บุรุษหนุ่มกระอักโลหิตคำโต พร้อมพลังลมปราณที่สาหัสแทบแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นคนพิการลมปราณในฉับพลัน

             

            ต้าจงหมิงล้มทั้งยืนสิ้นสติ จากผู้ที่เคยถูกคาดหวังไว้ว่ามีโอกาสจะไปถึงตำแหน่งมือปราบติดลำดับก็กลายเป็นว่ามันถูกขับออกจากสำนักมือปราบเพราะทำผิดกฎต้องห้ามในวันนี้ ทั้งประการสำคัญมันมิได้ต้องตาต้องใจของท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่เลยซักนิดความฝัน ความทะเยอทะยาน และสิ่งที่มันวาดไว้ทั้งหมดได้พังครืนลงมาพร้อมกับพลังลมปราณที่แตกซ่านเส้นชีพจรลมปราณที่สาหัสกลับกลายเป็นบุคคลที่เกือบจะมิต่างจากคนพิการผู้หนึ่ง คนจมจ่อมสู่ห้วงแห่งความผิดหวังและความมืดยากที่จะแก้ไขและยากที่จะออกมาชูหน้าชูตาได้อีกครั้ง โลกของมันบัดนี้ได้เปลี่ยนไปตลอดกาล!

             

            ต้าจงหมิงได้ถูกส่งตัวคืนกลับภูมิลำเนาเกิดของมันทันใดหลังจากที่ได้รับการรักษาไปเบื้องต้น ส่วนเรื่องของอวิ๋นเซ่อยังคงอยู่ แม้มันจะกลับกลายเป็นมือปราบติดลำดับอย่างมิคาดฝันแต่เรื่องการหายตัวไปของอวิ๋นจื่อลู่ยังไม่ได้รับความกระจ่าง

             

            แต่อวิ๋นเซ่อก็ยังมิได้คิดกังวลเรื่องนั้นชายหนุ่มเพียงหันไปจ้องมองเฒ่าเร่ร่อนด้วยแววตาที่ตะลึงค้าง เฒ่าเร่ร่อนที่อยู่กับมันผู้นี้กลับมีฐานะที่แท้จริงเป็นถึงท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่เป็นตัวตนที่มันตั้งปณิธานมาตั้งแต่แรกเริ่มว่าจะต้องกราบกรานท่านเป็นศิษย์ให้ได้ แต่แล้วปณิธานของมันต้องพังครืนลงคนหมดโอกาสและวาสนาที่จะไปถึงตัวท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ จึงคิดหวังเฒ่าเร่ร่อนเป็นทางเลือกสุดท้ายทว่าทางเลือกสุดท้ายกลับคล้ายเป็นดั่งโชคชะตาที่ขีดเขียนไว้ตั้งแต่ที่มันพบกับเฒ่าเร่ร่อนครั้งแรกแล้ว…..อวิ๋นเซ่อพอได้คิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมด ก็ได้คิดว่าหากมิใช่ท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่แล้วจะมีใครที่พิสดารลึกล้ำได้เช่นนี้อีก

             

            คนเราบทจะฝ่าฟันเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ก็ต้องทนฝ่าฟันไปอย่างยากเย็นแสนเข็ญมีบททดสอบมาขวางกั้นสารพัด แต่บทจะประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์ ก็สำเร็จอย่างไม่คาดฝันและไม่น่าจะเป็นไปได้นี่สินะที่ใครก็ต่างกล่าวอ้างถึงสำนวนที่ว่า คนคำนวณ หรือจะสู้ฟ้าลิขิต

             

            “อาจารย์ เพียงพบพานท่านก็เล่นงานข้าเสียแล้ว"

             

            ท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ลูบเคราหัวเราะร่า

            “ข้าก็เพียงต้องการทดสอบจิตใจของเจ้าดูหากเจ้าพบพานผู้ที่เก่งกาจแล้วเปลี่ยนแปลงปณิธานไปเสียหมด คนแบบนั้นจะเหมาะกับการเป็นศิษย์ของข้าได้อย่างไร"

             

            “อาจารย์ ข้าขอเรียนถาม”

             

            “ว่ามา"

             

            “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านมิได้จากเมืองนี้ไปทั้งยังคอยเฝ้าจับตาดูข้าอยู่ตลอดใช่หรือไม่"

             

            “ความคิดแหลมคมดี สมแล้วที่เป็นศิษย์ข้า"

             

            “เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงมิช่วยข้า”

             

            “หากข้าช่วยเจ้า แล้วข้าจะเสียเวลาเสียพลังถ่ายทอดประตูแห่งเพลิงปราณแก่เจ้าเพื่อสวรรค์วิมานอันใด”

             

            “หรือเหตุการณ์ทั้งหมดท่านคาดการณ์ไว้หมดแล้ว"

             

            “ซึ่งเจ้าก็มิทำให้อาจารย์ผิดหวัง”

             

            “อาจารย์ แล้วคืนนั้นท่านเห็นคนร้ายที่ลงมือต่อนางหรือไม่”

             

            “ถ้าข้าอยู่ เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เรื่องบานปลายเช่นนี้หรือบังเอิญวันที่เกิดเรื่อง เป็นวันที่ข้าต้องกลับวังหลวงเพื่อไปดูอาการขององค์หญิงพอดี”

             

             

             

            .......................................................