บนยอดเขาสูงของเผ่ามารที่มีสายลมอ่อนพัดโชยมาเป็นระยะ หญิงสาวในชุดสีดำยืนทอดกายไปยังเบื้องหน้า รอฟังคำรายงานจากคนของนาง ที่ตามหมิงเยว่และจางซินไปยังแดนมนุษย์ ระหว่างรอนั้น สายตากลมระริกทอดมองไปตำหนักไท่จูที่เห็นอยู่ไกล ๆ พร้อมความคิดผุดขึ้นมา
“นับจากเด็ก ข้าถูกเลี้ยงดูโดยเผ่ามาร แม้ตัวไม่ได้กำเนิดสืบเชื้อสายจากสถานที่แห่งนี้ แต่จิตใจของข้าพักดีมาตลอด ข้าพร้อมสละชีวิตเพื่อท่านพี่ตงหยาง ข้าอยู่ข้างเขาเสมอมา แต่ไม่ว่าทำอย่างไร หัวใจของเขาก็ไม่เคยมีข้า....” หญิงสาวนึกน้อยใจ ก่อนฝีเท้าของชายในชุดดำสามคนจะเดินเข้ามาน้อมกายลง ด้วยกิริยาอ่อนน้อม
“เรื่องที่ข้าให้ไปจัดการ เป็นอย่างไรบ้าง” ไป่เอ๋อค่อย ๆ หันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ก่อนชายหนุ่มจะอึกอักแล้วพูดด้วยความไม่มั่นใจ
“พวกข้าทำตามที่ท่านสั่งแล้ว แต่ว่าข้าไม่สามารถทำลายต้นจิตของเทพธิดาจางซินได้ขอรับ” ไป่เอ๋อขมวดคิ้วแล้วย่างเท้าเข้ามา พลันฟาดมือลงบนหน้าของชายหนุ่ม
“เจ้ามีพลังวิญญาณมากกว่านาง เหตุใดจึงทำลายต้นจิตของนางไม่ได้”
“ข้านำต้นจิตของนางออกมาได้แล้ว แต่ธิดาหมิงเยว่เข้ามาช่วยไว้” ไป่เอ๋อตบใบหน้าของเขาอีกครั้งด้วยสายตาแน่นิ่ง จับจ้องไปยังชายหนุ่มอย่างรู้ทัน
“หมิงเยว่มีพลังวิญญาณเพียงแค่ขั้นหนึ่ง น้อยกว่าจางซินเป็นเท่าตัว นางจะช่วยจางซินได้อย่างไร เจ้าช่วยคิดหาคำแก้ตัวให้ดีกว่านี้ ได้หรือไม่”
“ข้ามิได้แก้ตัวใด ๆ ขอรับ ข้าเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย อยู่ ๆ พลังวิญญาณของนางก็รุนแรงอย่างที่ข้าไม่เคยพบมาก่อน ไม่เท่านั้นดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง รอบ ๆ กายข้ามีแสงสว่างพร้อมแผ่นดินเคลื่อน ข้าเห็นท่าไม่ดี จึงรีบหนีกลับมายังเผ่ามารก่อน” ไป่เอ๋อยืนนิ่ง แล้วทบทวน
“ที่แท้แสงสว่างวาบกับแผ่นดินไหวเมื่อครู่ เป็นฝีมือของหมิงเยว่งั้นเหรอ หรือว่าพลังวิญญาณนางเปิดออกแล้ว” ไป่เอ๋อครุ่นคิด
“เอาล่ะ เจ้าออกไปก่อน”
“ขอรับ” หลังจากนั้น หญิงสาวจึงหันกลับไปยังหน้าผาสูงทอดสายตาไปยังสถานที่กักขังตงฟางด้วยสายตาแน่นิ่ง
“รอให้นางกำจัดเจ้าได้ก่อนเถอะตงฟาง เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะไม่มีผู้ใด ล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเจ้าอีกต่อไป ความลับอุบาทว์นี้จะตายไปพร้อมกับเจ้า” ไป่เอ๋อครุ่นคิดพร้อมรอยยิ้มมุมปากเผยออกมาเป็นระยะ
สองเท้าของหมิงเยว่เดินไปหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วลงมือขุดสมุนไพรด้วยความยากลำบาก หมิงเยว่ขุดจนเหงื่อไหลท่วมกาย ก่อนจะเห็นหัวของปักคี้ผุดขึ้นมา ทำให้นางเร่งมือขุดด้วยความรีบร้อน ในที่สุดหัวปักคี้ก็อยู่ในห่อผ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“คราวนี้ก็เหลือแต่ดอกฉือหนาน” นางปาดเหงื่อ แล้วเดินตรงเข้าไปในป่าลึก สายตากลมเลื่อนมองหาต้นไม้สีม่วง พร้อมมือแหวกว่ายหาดอกของฉือหนาน ที่มีสีม่วงซึ่งเป็นสีเดียวกับใบของมัน หมิงเยว่พยายามแยกดอกออกจากใบแล้วค่อย ๆ เด็ดดอกเล็ก ๆ ทีละดอกช้า ๆ เมื่อได้ครบแล้ว นางจึงนำสมุนไพรทั้งสองเทรวมกัน แล้วกะน้ำหนักด้วยมือ เมื่อคิดว่าหนักพอแล้ว หมิงเยว่จึงใช้พลังวิญญาณกลับไปยังบ้านไม้
“เหตุใดพวกเจ้าจึงรังแกข้า พวกเจ้ารังแกข้าเช่นนี้ ข้าจะไปฟ้องท่านพี่” เสียงเพ้อขอจางซินทำให้หมิงเยว่รีบวางสมุนไพรลงแล้วเข้าไปหานางทันทีด้วยความเป็นห่วง
“พวกเจ้ารวมหัวกันแกล้งข้า เห็นข้าใจดีหน่อย พวกเจ้าก็รังแกข้า นับจากนี้ข้าจะไม่ลดตัวลงมาเล่นกับพวกเจ้าอีก” หมิงเยว่ทอดสายตามองเม็ดเหงื่อ และคำเพ้อของจางซินด้วยความแปลกใจ
“เหตุใดนางจึงเพ้อออกมาเช่นนี้ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ข้าขอใช้เคล็ดวิชาอ่านใจท่านดูอีกครั้งแล้วกัน” หมิงเยว่เอื้อมไปสัมผัสมือของจางซิน แล้วใช้พลังวิญญาณเข้าสู่ห้วงแห่งความคิดที่ซ่อนอยู่ ทว่าหมิงเยว่พบเพียงความว่างเปล่าเช่นเดิม
“เหตุใดข้าถึงอ่านใจเทพธิดาจางซินไม่ได้นะ นางหันมองไปรอบ ๆ ท่ามกลางแสงสีขาวในจิตของจางซิน หมิงเยว่พยายามหาอดีตของนางอยู่นาน จนถอดใจ แล้วถอนพลังวิญญาณกลับมา
“ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ ข้าใช้เคล็ดวิชาอ่านใจนางไม่ได้” หมิงเยว่เก็บความสงสัยไว้ แล้วหันไปต้มยาสมุนไพรให้จางซินอย่างพิถีพิถัน นางค่อย ๆ ฝานเอาเปลือกของหัวปักคี้ แล้วหั่นเป็นแว่น ๆ ต้มลงไปในหม้อดิน เมื่อเคี่ยวได้ที่แล้วจึงผสมดอกฉือหนานในอัตราส่วนที่พอเหมาะ แล้วเคี่ยวต่ออีกสามชั่วยาม ระหว่างนั้นหมิงเยว่ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามกายของจางซินเป็นระยะ
“ดื่มยาหน่อยนะเจ้าคะ” หมิงเยว่พยายามเทยาใส่ปากจางซินทุก ๆ หนึ่งชั่วยาม จนเม็ดเหงื่อค่อย ๆ หายไปในคืนนั้น หมิงเยว่คอยป้อนยาให้จางซินตามเวลาที่กำหนด โดยไม่ได้นอนพักจนกระทั่งฟ้าแจ้ง นางจึงหมดแรงหลับไป ก่อนจางซินจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น หญิงสาวเลื่อนสายตามองไปรอบ ๆ เห็นหมิงเยว่นอนฟุบอยู่ด้านข้าง พร้อมสมุนไพร แลยาต้มที่มีควันโชยขึ้นตลอดเวลา
“เจ้าเด็กดื้อ นี่เจ้าใช้สมุนไพรรักษาข้าหรอกเหรอ” หมิงเยว่ค่อย ๆ รู้สึกตัว ก่อนจะเห็นจางซินได้สติฟื้นคืน จึงรีบลุกขึ้น แล้วหันไปนำน้ำสมุนไพรในหม้อต้ม มาให้จางซินดื่มอีกครั้ง
“ดื่มอีกครั้งนะเจ้าคะ จะได้อาการดีขึ้น” จางซินยิ้มอ่อน แล้วยอมดื่มยาแต่โดยดี ก่อนจะพูดขึ้น
“เจ้าบอกกับไป่เอ๋อ ว่าเคยผสมยาผิดจนทำคนตายมาแล้ว ข้าหวังว่า วันนี้เจ้าจะไม่ผสมยาผิดให้ข้ากินหรอกนะ” คำพูดของจางซินทำให้หมิงเยว่หลุดยิ้ม แล้วพูดขึ้น
“ข้าเคยทำเช่นนั้นที่ไหนกัน ที่ข้าพูดกับไป่เอ๋อไปเช่นนั้น เพราะข้ออ้างของข้าต่างหาก จากนี้ท่านนอนพักฟื้นอีกสักวันสองวัน อาการจะหายเป็นปกติ” หมิงเยว่พูดจบ จึงเดินกลับไปต้มน้ำทิ้งไว้ ก่อนจางซินจะพูดบางอย่างออกมา
“จริงสิ เจ้าช่วยข้าออกมาจากคนพวกนั้นได้อย่างไร” หมิงเยว่ชะงักนิ่ง แล้วหันกลับมาพูดกับจางซินด้วยความแปลกใจเช่นกัน
“อยู่ ๆ พลังมหาศาลก็ออกมาจากร่างกายข้า ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าทำให้รอบ ๆ ตัวมีแสงสว่าง แผ่นดินไหว คนพวกนั้นเห็นพลังวิญญาณของข้า จึงหนีหายไปหมด” ก่อนจางซินจะหัวเราะออกมาทั้งที่เจ็บบาดแผล
“เจ้าน่ะเหรอ ทำให้มีแสงสว่าง และแผ่นดินไหว เจ้ามีพลังวิญญาณเพียงแค่ขั้นหนึ่งเท่านั้น บอกความจริงข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้น อย่าพูดเล่นเช่นนี้” หมิงเยว่วางมือจากเตาฟืน แล้วเดินมาหาจางซินพลันย่อตัวลงนั่งใกล้ ๆ แล้วทำท่าจริงจัง