ท้องฟ้ายามเช้า แต่อากาศไม่ค่อยแจ่มใส
มีเมฆปกคลุมมาก บดบังแสงอาทิตย์เป็นส่วนใหญ่
ผืนฟ้ามืดครึ้ม เงามืดแผ่กว้าง ค่อยๆกลืนกินตัวเมืองด้านล่าง ทีละน้อยๆ
ผมกำลังแหงนหน้ามองท้องนภาดังกล่าวอยู่
แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่
ผมกลับมามองภาพเบื้องหน้าตนเอง
มีบุคคลกำลังยืนประจันหน้ากับผมอยู่
เด็กสาวผิวสีแทน ผมตัดสั้นสีดำ ตาโตสีฟ้า ตัวสูงกว่าผม คาดว่าอายุมากกว่าหนึ่งปี ชุดเดรสเครื่องแบบที่เธอใส่ดูกระโปรงสั้นกว่าคนอื่นเกือบเท่าตัว (เพิ่งรู้ว่าโรงเรียนนี้อนุญาตให้แก้ไขเครื่องแบบได้ด้วย)
“จะยอมคบด้วยก็ได้นะ”
เธอยืนกอดอก แต่มือทั้งสองกำแขนแน่น แสดงถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ ตรงข้ามกับคำพูดที่ดูมั่นใจเต็มเปี่ยม
มั่นใจเกิน
[ทั้งๆที่เรียกเรามาเอง แล้วมาพูดแบบนี้เหรอเนี่ย เฮ้อ...]
ผมถอนหายใจในความคิด
แล้วก้มหัวพูดตอบไป
“ขอโทษด้วยนะครับ ผม...” ด้วยเหตุผลปฏิเสธแบบเดิมทุกครั้ง ที่ใช้กับผู้หญิงที่มาสารภาพรักทุกคน
เมื่อเธอได้รับฟัง ก็เอาสองมือแนบข้างลำตัว กำหมัด ยืนกางขาออก
“เจ้าบ้า!!” ตะโกนแบบนี้ แล้วหันหลังวิ่งจากไป
[เอ่อ...จะมั่นใจมันก็ดี แต่ถึงกับไปประกาศกับเพื่อนฝูงก่อนแล้วว่า ผมจะเป็นฝ่ายตอบตกลงแน่ๆนี่...มันก็ช่วยไม่ได้หรอกมั้งที่จะผิดหวัง จนโมโหตะโกนด่าผมออกมา]
ผมบ่นในใจหลังรับรู้เรื่องราวผ่าน ‘โปรไฟลิ่ง’
[ช่วงนี้คนที่มาสารภาพเริ่มน้อยลงไปบ้างแล้ว เหลืออยู่แค่ราวๆ หนึ่งคนต่อวัน อันที่จริงก็ว่าแปลกอยู่ (ถึงจะรู้สึกดีก็เถอะ) แต่ที่แปลกยิ่งกว่าคือ คนที่มาสารภาพมีแต่รุ่นพี่ทั้งนั้น อย่างเช่นคนเมื่อกี้ คนรุ่นเดียวกันก็พอมี แต่เป็นพวกขุนนางจากห้อง A ทั้งนั้นเลย
“จงสำนึกบุญคุณซะ! ที่ฉันคนนี้จะยอมให้มาเป็นคู่หมั้น” สาวขุนนางคนหนึ่งเคยพูดแบบนี้กับผม ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นเกียรติหรือบุญคุณใดๆเลยด้วยซ้ำ อะไรทำให้พวกเธอหลงเชื่อผิดๆกันแบบนี้นะ ยังไงก็ตาม ความจริงที่ว่า ปัญหาวุ่นวายของผมค่อยๆเบาบางลงแล้วก็เป็นความจริง แม้ผมจะสงสัยอยู่บ้างและไม่อาจรู้ถึงสาเหตุของมันได้ก็เถอะ...หึหึ ว่าไปนั่น ‘มาสเตอร์มายด์’ ของผมทำให้ความลับไม่มีในโลกนี่นะ]
“อากาศดูไม่ดีซะด้วย รีบกลับห้องดีกว่า” ผมพูดแบบนั้น
แม้ในมือตนเองจะถือร่มคันเล็กมาด้วยก็เถอะ แต่ก็ตัดสินใจและกำลังเดินอ้อมอาคารกลับไปยังห้องของตัวเอง
พอเดินมาได้ซักพักก็ต้องหยุดชะงัก
เพราะมีเด็กผู้ชาย 3 คน โผล่ออกมายืนขวางทางผมอยู่ ไม่รู้ว่ามาจากไหน ราวกับกำลังซุ่มรอผมอยู่งั้นแหละ
[เอ หรือว่าบางที แอบดูพวกผมมาตลอดที่หลังอาคารเรียนด้วยรึเปล่าเนี่ย]
เด็กชายทั้ง 3 คนดูแล้ว น่าจะอายุมากกว่าผมทุกคน
พวกเค้ายืนจ้องเขม็งมาที่ผม ส่งสัญญาณภาษากายไม่เป็นมิตรออกมาเต็มที่
ชายตรงกลางตัวใหญ่สุด ยืนกางขา เท้าเอว หน้าขมวดคิ้ว หรี่ตา กวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเสียมารยาท
ชายด้านขวาตัวเตี้ยสุด ยืนกางขา กำหมัด จ้องเขม็งมา และยิ้มโดยยกมุมปากข้างหนึ่ง สีหน้าดูถูก
ชายด้านซ้ายตัวผอม ยืนตัวหันข้าง กอดอก แต่ใบหน้าดูจะส่งความเป็นศัตรูมาให้ผมมากที่สุดเลย คิ้วตกลง มีรอยย่นที่จมูก ขบกรามแน่น สีหน้าแห่งความโกรธปนรังเกียจ ผิดกับอีกสองคนที่เหลือ
[อ่า แบบนี้นี่เอง]
ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะมากันเมื่อไหร่
เมื่อมีของฝั่งผู้หญิง
ก็ต้องมีของฝั่งผู้ชาย
ในบรรดาผู้หญิงที่มาคุยกับผม ดูเหมือนจะมีคู่หมั้นอยู่ด้วยแล้วบางคน คงไปทำให้ฝ่ายชายหึงหวงขึ้นมากันบ้างแหละ
และนี่ก็กลายมาเป็น ปัญหาที่ตามมาเพิ่มอีกเรื่อยๆ อย่างที่ผมเคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรก
[เฮ้อ...เอาแบบไหนดีนะ จะใช้ไม้เดิมแบบทิมอนผู้สูงส่งในวันปฐมนิเทศ ทำให้เคลิ้มไปกับคำชมดีไหมนะ แต่คราวนี้มีมาสามคนเลย ดูท่าจะต้องพูดกันยาว อากาศก็ไม่ค่อยดีซะด้วย...งั้นออกแรงใช้กำลังซักหน่อยละกัน]
“เฮ้ย! แกน่ะ คือโยฮันใช่มั้ย” คนตรงกลางที่ตัวใหญ่สุดเอ่ยปากถาม
“โรงเรียนนี้ไม่มีโยฮันอื่นอีกแล้วครับ” ผมตอบคำถามเค้าไปด้วยรอยยิ้ม
“กวนบาทานักนะ ยิ้มอะไรห้ะ!” คนทางซ้ายที่ตัวผอมบอก
“อวดดีนักนะ เป็นแค่ชั้นล่างแท้ๆ” คนทางขวาที่ตัวเตี้ยบอก อันที่จริงมีแค่คนตรงกลางที่เป็นขุนนาง ไม่รู้นายคนนี้มีสิทธิอะไรมาว่าผมด้วยคำด่าของขุนนางชั้นล่าง
“ไม่ทราบว่า มีธุระอะไรกับผมเหรอ” ผมเมินสมุนฝ่ายซ้ายและขวา หันไปถามคนตรงกลาง
“รู้สึกว่าแกจะได้ใจเกินหน้าเกินตาไปหน่อยนะ ในฐานะขุนนางชั้นสูงกว่า เลยต้องมาให้คำแนะนำหน่อย”
พูดจบเค้าก็ประกบกำปั้นเข้ากับฝ่ามือ เป็นสัญญาณว่า คันไม้คันมืออยากใช้กำลังแนะนำผมแล้ว
[อือ ก็เป็นไปอย่างที่คิด เอ๊ะ! จะว่าไป นี่สินะที่เค้าเรียก “โดนลากไปรุมซ้อมหลังตึก” น่ะ เป็นรูปแบบหนึ่งของการกลั่นแกล้งกันของเด็กอันธพาล ที่ใช้พฤติกรรมหมาหมู่แบบย้อนยุค ไร้อารยธรรมราวกับมนุษย์ยุคหินล่าแมมมอธตัวเดียว เด็กพวกนี้กำลังใช้จำนวนคนที่มากกว่ามาเล่นงานผมที่อยู่ตัวคนเดียว ด้วยท่าทางภูมิใจ เหมือนตนเองเป็นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร แหม ผมเองก็ไม่ได้รังเกียจความคิดของเด็กพวกนี้หรอก ตรงกันข้าม ออกจะดีใจด้วยซ้ำ เพราะชาติก่อนผมไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้เลยนี่นา แม้แต่ตอนเรียนมัธยมก็ตาม ดังนั้นสำหรับผม เหตุการณ์นี้จึงเป็นเหมือน เกมใหม่ที่น่าท้าทาย ชวนให้ลองเล่นดูจริงๆ...ถึงดูท่าจะสนุกได้ไม่นานก็เถอะ]
ผมพยายามเก็บความรู้สึกตื่นเต้นเอาไว้
“เข้าใจแล้วครับ ขอรบกวนให้เต็มที่หน่อยนะครับ รุ่นพี่”
ผมยิ้มสดใสราวกับรุ่นน้องที่ใสซื่อ ตอบกลับทั้งสามไป
พวกเราพากันมาหลังหอประชุม ที่ผมเพิ่งเดินจากมา
จากนั้น...
ตุบ! ปึก! ตับ! ผัวะ! เหวอ! ย้าก! ตุบ! หนอย! อุบ! พลั่ก! ...
มีเสียงแสดงการทะเลาะวิวาทเช่นนี้ ดังขึ้นอยู่พักหนึ่ง ราวๆ 2 นาที
ก่อนที่เสียงเหล่านั้นจะเงียบสงบลง
แฮ่ก แฮ่ก โอ๊ย! อึก!
เหลือแต่เสียงหอบหายใจ และเสียงโอดโอยเพราะความเจ็บปวด
ผู้ที่ส่งเสียงทั้งหมดนั่นไม่ใช่ผมเลยแม้แต่เสียงเดียว แต่เป็นทั้งสามคน ที่บัดนี้กำลังนอนหมดสภาพหงายหน้ากองอยู่ที่พื้น
เนื้อตัวมอมแมม มีรอยฟกช้ำ แผลถลอกปอกเปิก
ตรงข้ามกับผม ที่ไร้รอยขีดข่วนใดๆ
และกำลังยืนไขว้มือทั้งสองไว้ด้านหลัง มองก้มไปยังทั้งสามบนพื้นอยู่
ที่ผมทำไปก็ไม่มีอะไรมาก
แค่ใช้ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ จัดการพวกเค้าก็เท่านั้นเอง
ส่วนทำได้ยังไงนั้น ก็เหมือนการเล่นหมากรุกนั่นแหละ
ผมคอยหลบการโจมตีของทั้งสาม ในขณะเดียวกันก็หลอกล่อให้พวกเค้าพุ่งเข้าไป ชกกันเองบ้าง เตะใส่กันเองบ้าง ขัดขาพวกเค้าบ้าง ใช้ด้ามร่มเกี่ยวแล้วเหวี่ยงให้ไปชนกันเองบ้าง โดยอาศัยแรงจากศัตรู คล้ายๆหลักการของวิชาไอคิโดในญี่ปุ่น ที่เคยเรียนเล่นๆเมื่อชาติก่อน
นั่นแหละทั้งหมดที่ผมทำ เป็นกลยุทธ์ชักจูงให้ต่อสู้กันเอง ใช้แรงของตัวเอง เข้าจัดการพรรคพวกของตนเอง
ง่ายดายไม่ต่างจากการหลอกล่อจับกินตัวหมากของอีกฝ่าย แถมยังซับซ้อนน้อยกว่าในกระดานซะอีก
ผลลัพธ์จึงเป็น ทั้งสามบาดเจ็บและหมดแรง ราวกับเป็นแค่การทะเลาะวิวาทกันเองในหมู่เพื่อนรัก
[รวดเร็วกว่าการพูดเยอะเลย]
ผมคิดเล่นๆในหัว
แปะ!
ผมรู้สึกถึงหยดน้ำที่ตกลงมาบนหัวไหล่
“เหมือนฝนจะเริ่มตกแล้ว ดีนะที่พกร่มมาด้วยตามที่เฟรอร์บอกเอาไว้”
วันนี้ก่อนออกจากบ้าน เฟรอร์เมดรับใช้ของบ้านผม บอกให้พกร่มติดตัวมาด้วย
เธอว่าวันนี้เหมือนฝนจะตก แล้วยื่นร่มส่งมาให้ผม
[ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว คำพยากรณ์อากาศของเฟรอร์ไม่เคยพลาดเลย ทำได้ยังไงนะ]
ผมจึงยกร่มขึ้นมา แล้วกางออก
“พวกรุ่นพี่เองก็รีบๆลุกขึ้นกลับห้องไปได้แล้วนะครับ การละเล่นครั้งนี้สนุกดี ไว้ว่างๆคราวหน้าเรียกผมอีกนะครับ”
ผมหันไปยิ้มบอกพวกเค้า แล้วหันหลังกำลังจะเดินจากไป
“ปะ...เป็นเพราะแกนั่นแหละ”
เสียงของรุ่นพี่คนหนึ่งดังขึ้น ผมจึงหันสายตาเหลือบกลับไปมองด้านหลัง มองไปยังต้นเสียง
เป็นของชายร่างผอม คนที่ส่งสีหน้าโกรธเกลียดมาที่ผมนั่นเอง เค้าเงยหน้าขึ้นมาพูดกับผมแม้ร่างจะคว่ำอยู่กับพื้น
“เพราะผม? ทำไมเหรอครับ?”
ผมถามเค้า
“เพราะแก ซาราห์ถึงได้ซึม จนไม่มาเรียนตั้งสัปดาห์นึงแล้ว”
เค้าตอบผม
ซาราห์...อ๋อ ซาราห์ ดีน เด็กสาวผมบลอนด์สั้น ติดกิ๊บรูปแมว ที่มาสารภาพรักผมในวันแรกที่เรียนเวทมนตร์สินะ
เพิ่งได้ยินนี่แหละว่าเธอหยุดเรียน
ซึมไปมันก็ไม่แปลก แต่สำหรับเด็กวัยนี้ถึงซึมไป ไม่นานเดี๋ยวก็บ่นอยากกินเค้กช็อคโกแลตกันแล้ว อิงจากประสบการณ์ในชาติก่อนล่ะนะ ส่วนเรื่องหยุดเรียน น่าจะเป็นเพราะเจ้าตัวป่วยไข้เสียมากกว่า ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยซะด้วยสิ
“แล้วคุณเป็นอะไรกับเธอครับ” ผมถามเค้า
“เป็น...เพื่อนบ้าน ของเธอ”
ผมถอนหายใจหลังได้ยินที่เค้าพูด
จึงหันหลังกลับมาหาเค้า
“งั้นเหรอครับ น่าสงสารซาราห์จังนะครับ”
“หา?”
“ผมสงสารเธอ ที่ถูกยกกลายมาเป็นข้ออ้าง ปกปิดความขี้ขลาดของตัวคุณเองครับ”
“พูดอะไร ฉันเนี่ยนะขี้ขลาด”
“ไม่ใช่เหรอครับ? คุณไม่กล้าที่จะสารภาพความรู้สึกที่มีต่อเธอ ได้แต่เก็บมันเอาไว้ในใจ จนเธอไปหลงชอบคนอื่น คุณที่ไม่รู้จะทำยังไงกับความรู้สึกนั้นดี ทั้งที่เห็นเธอเศร้าก็ยังไม่กล้าไปปลอบ จนมาลงเอยที่การระบายความอัดอั้นนั้นใส่ผมคนนี้”
“น่ะ นายรู้ได้ยังไง!?”
“เรื่องความรู้สึกของคุณน่ะเหรอ หน้าต่างมีหู ประตูมีตาครับ”
“ระ เรื่องนั้น...”
“ไม่จริงเหรอ? ผมยังรู้อีกนะว่าคุณคือคนที่เกลี้ยกล่อมให้อีกสองคนมาร่วมกันรุมจัดการผม”
“ทะ ทำไมถึง-”
“เพราะคุณส่งสีหน้าโกรธเกลียด หรือเคียดแค้นชิงชัง มีความเป็นศัตรูมาที่ผมมากที่สุด มากกว่าอีกสองคนที่แค่ส่งสัญญาณเป็นศัตรูธรรมดาออกมาเท่านั้น...แต่ถึงอธิบายไปคุณก็ไม่เข้าใจหรอก”
“แล้วฉันขี้ขลาดตรงไหน!?”
“ตรงไหนเหรอ? ในขณะที่ซาราห์กล้าที่จะมาสารภาพความรู้สึกตรงๆ แม้จะต้องใช้ความพยายามอย่างมากก็ตาม แต่คุณ นอกจากจะไม่กล้าเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอแล้ว ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับผม จนถึงขนาดไปเรียกคนอื่นให้มาร่วมด้วยอีก ทั้งที่คุณก็อายุมากกว่าผม กับรุ่นน้องแค่คนเดียวยังไม่กล้าเผชิญหน้าคุยด้วยเลย ในฐานะผู้ชายแล้ว ผมอดสงสารซาราห์ไม่ได้จริงๆ ที่ต้องมีเพื่อนบ้านแบบคุณมาห่วงใย”
“อึก!...”
เค้าพูดอะไรไม่ออก ราวกับมีอะไรอุดในลำคอ
ทำได้แต่หลุบสายตาลง มุมปากตก สำนึกลงไปในความน่าสมเพชของตนเอง
ผมยืนจ้องเค้าอยู่พักหนึ่ง เพื่อดูว่าจะมีอะไรที่อยากพูดอีกไหม
“ทำไม...นายถึงปฏิเสธเธอล่ะ”
[คงอยากจะรู้ว่าเธอไม่ดีตรงไหนงั้นเหรอ]
“อยากให้ผมตอบ ตกลงครับ เหรอ”
“ไม่มีทาง!”
สวนกลับมาแบบนั้น แล้วเค้าก็นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก้มหน้าลงไป
“...ของที่มันไม่ใช่ ทำยังไงมันก็ไม่ใช่หรอกครับ แต่ว่า...ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่ทำให้ข้องใจในตัวเธอ ไม่ใช่ท่าทางที่ดูขี้อายจนชวนให้เหนื่อยใจนั่น แต่เป็น...น้ำหอมล่ะมั้ง”
“แค่นั่นเหรอ?”
“เปล่า ไม่ใช่เพราะชนิดของกลิ่นไม่ถูกใจผมหรอก แต่เป็นปริมาณที่เธอใช้ต่างหาก”
“ปริมาณ?”
“แม้จะเป็นน้ำหอมยี่ห้อทั่วไปเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น แต่เธอใส่น้ำหอมมากกว่าเด็กวัยเดียวกันถึงเท่าตัวเลยมั้ง สิ่งนี้แหละที่ทำให้ผมข้องใจ...คุณไม่เคยสังเกตหรือเอะใจมั่งเหรอ เรื่องแค่นี้ของคนสำคัญใกล้ตัว”
“มะ ไม่เคยเลย...”
เหมือนหมุดตอกฝาโลง คำพูดของผมคงไปตอกย้ำเรื่องความใส่ใจในคนสำคัญของตัวเค้า จนทำให้เจ้าตัวก้มหน้านิ่งเงียบสนิท และไม่มีทีท่าจะเงยหน้าขึ้นมาอีกเลย
ส่วนเรื่องน้ำหอม อย่างที่บอก ผมไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด เป็นแค่ความข้องใจ อันทำให้ผมเกิดสงสัย จนใช้ ‘โปรไฟลิ่ง’ กับเธอไป
...มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราอยู่แล้ว
จะด้วยเหตุผลอะไร ผมก็ไม่สนใจในเรื่องรักใคร่มาตั้งแต่ต้น
[คงไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้วสินะ]
“ถ้าอย่างนั้น ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ”
ผมจึงเอ่ยกล่าวลาพวกเค้า แล้วหันหลังเดินจากมา…
แปะ! แปะ! แปะ!
เม็ดฝนเริ่มตกลงถี่ขึ้น
เหล่าเด็กชายทั้งสาม ต่างพยายามช่วยกันพยุงตัวลุกขึ้นยืน
“อะ อึ๋ย!”
เด็กร่างเตี้ย ส่งเสียงหลงออกมา
“อะไรวะ!?” เด็กร่างใหญ่ถาม
“นะ หนู!” ชายร่างเตี้ยชี้ไปที่ริมผนังอาคาร
“หือ อึ๋ย!”
หนูสีดำ ตัวใหญ่ เกือบเท่าสองมือผู้ใหญ่ชาย กำลังจ้องมองมาที่พวกเด็กทั้งสาม
“ตะ ตัวใหญ่ชิบ!” เด็กร่างผอมพูด
แซ่ก แซ่ก
“!?”
เด็กร่างผอมได้ยินเสียงเหมือนพุ่มไม้ข้างๆตัวเองเสียดสีกัน จึงหันไปดู
“เหวอ!” แล้วเค้าก็ตกใจ จนโซเซถอยหลังไป
มีฝูงหนูเป็นสิบๆตัวที่ตัวใหญ่ไม่แพ้กัน โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ในทันใด
“อี๋!!” ทั้งสามตกใจ ร้องแหยงกับภาพฝูงหนูยั้วเยี้ยนี้
ฝูงหนูสีดำ จ้องมาที่พวกเด็กๆอยู่พักหนึ่ง
ก่อนจะพากันวิ่งกรู กลับเข้าไปในดงป่าไม้ข้างอาคาร
“โรงเรียนนี้ดูแลความสะอาดยังไงเนี่ย”
“ต้องไปแจ้งคุณครูแล้ว”
เด็กร่างใหญ่กับร่างเตี้ยบ่น
“จริงด้วย...แต่ว่า” เด็กร่างผอมเอ่ย
“แต่อะไร?” เด็กร่างใหญ่ถาม
“รู้สึกเหมือน...หนูทุกตัวมันประสานตาจ้องมาที่ชั้นกันหมดเลยน่ะสิ...น่าขนลุกเป็นบ้า”
แล้วฝนก็ทยอยตกกระหน่ำลงมา...