ก่อนอื่นพอทำให้บักโจก กลับมาเป็นเหมือนเดิม
หลังจากเสือหาญคลายมนต์มายา ที่สะกดให้มันหลับหูหลับตา ยอมตกเป็นเชลย
ทำงานหนักเพื่อแลกกับข้าวแกง ซึ่งเจือด้วยไสย์ดำ
วิธีใช้กับมวลผู้ชาย สำหรับให้ง่ายต่อการควบคุม
ทั้งสองเลือกหลบมุมในห้องขัง บนแคร่นอนมีเสื่อผืน หมอนใบ
ใช้บริเวณนั้น แอบคุยกันเบา ๆ ว่าจะเอาอย่างไร
หาทางช่วยพวกผู้ชายทั้งหลาย ที่ถูกจับมาเอาไว้ใช้เป็นทาส
ได้เป็นอิสระ ไม่ต้องถูกจองจำ ทำเยี่ยงสัตว์เลี้ยง ให้ผู้หญิงบงการ
อดีตผู้ชายเคยแพ้ *ก่อพระธาตุแข่งกันในตำนาน ส่งผลให้ผู้หญิงมีอิทธิพล
จนสามารถสร้างชุมชนเข้มแข็งขึ้นมา โดยมวลผู้ชายเป็นแค่ไม้ประดับ
หากแต่ก็ไม่ต้องทำถึงขั้นนี้ พอประสบภัยเข้ากับตัวเอง
ในดินแดนชุมชนเจงเวง เสือหาญกับบักโจกพยายามหาข้อหักล้าง
เพื่อลดตรรกะความเหลื่อมล้ำ ที่สืบทอดรุ่นสู่รุ่น
จนกระทั่งถึงตอนนี้ สตรีคือผู้ควบคุมขับเคลื่อน
ส่วนชายไม่มีบทบาทใด ทำได้ดีนอกจากใช้แรงงาน
ก่อกระทบให้จำนวนชายค่อย ๆ น้อยลงทุกปี อันผลจากมาตรการกดให้ต่ำ
หลบหนีจากชุมชน หรือไม่ก็ตายขณะทำงานหนัก
นานวันเข้า สุดท้ายผู้หญิงจำเป็นต้องล่าผู้ชาย สำหรับเอามาใช้สอยในชุมชน
มีพอให้เห็นบ้าง ถ้าชายคนไหนตั้งใจไม่โยกย้ายไปที่อื่น ก้มหัวให้ระบบ
ก็จะรอดจากกฎเกณฑ์ ด้วยการถูกใช้ให้เป็นนายบำเรอ ประจำกายหญิง
ส่วนมากที่อยู่ในคุก เพราะแสดงออกชัดเจนว่าขัดขืน จึงโดนลงโทษ
และจำพวกซึ่งถูกจับตัวมาได้ ดูเหมือนตกนรกทั้งเป็นชวนเวทนา
อาศัยจากเริ่มต้นแค่สองคน เสือหาญวางแผนกับบักโจก
“เอาจังซี่เด้อโจก มึง”
ประการพรุ่งนี้มีเรื่องต้องเสียสละ อันไม่คนใดคนหนึ่งจะตกเป็นของนางพญา
ใจเสือหาญทำไม่ได้ บักโจกเลยอาสาตรงนี้เอง
...ตื่นมาก็มีกับข้าวกับปลา ตั้งไว้ให้กิน แตกต่างจากคนอื่น
สิ่งสำคัญคือหนีบบักโจกเอาไปด้วย เมื่อคราต้องขึ้นเรือนนางพญา
เพราะมาด้วยกัน ไปไหนต้องไปด้วยกัน อันคำขอร้องต่ออีสา ผู้คุม
ท่าไม่มีสิ่งใดให้ระแวง อีสาดูออกหัวหน้าของมัน ส่งสายตาให้ชายที่จับมาได้เมื่อวาน
จึงปล่อยผ่านกับความตัวติดกัน ของสองคน
ถูกจับอาบน้ำอาบท่า หาเสื้อผ้าใหม่ให้มาเปลี่ยน
เลยทำให้สีธาพอใจ ในตัวกับเสือหาญ อันลักษณะทรงคล้ายผัวรัก
ที่ตายไปหลายปีกว่า ชายซึ่งยินยอมให้นางเป็นผู้นำผัว
โรคภัยไข้เจ็บมาพราก จากนั้นสีธาไม่แลตามองใคร
กระทั่งเจอชายท่าทางกล้าต่อรองกับนาง จึงคิดรวบหัวรวบหาง หวังสร้างอนาคตด้วยกัน
“เอ้า บักหนิ คึมานำเจ่า”
บ่ายคล้อยแดดร่ม ลมตก อีสาพามาส่งถึงเรือน
พอหันมาทางบักโจก สีธาทักกับความที่มันยังนั่งเสนอหน้าอยู่บนเรือน
“มันเป็นน้องข่อยตั๊ว สิถิ่มให้อยู่ผู้เดียวกะบ่ได่ ญ้อนขี้ญ่าน”
บอกในสถานะที่สร้างขึ้น เพื่อให้ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ
“จังซี่ตั๊ว อ้ายชายข่อย เพิ่นว่าสิพามาเบิ่งเอื้อยสะใภ้”
เชิงพูดเอาใจนางพญา ชานเรือนมีกระบอกไม้ไผ่ ใส่น้ำแขวนอยู่ใกล้ ๆ
บักโจกวิสาสะเอามาเปิดจุกฝาแล้วกิน ทันทีที่ลิ้มรส มันอุทาน
“ฮ่วย! เหล้าตั๊วหนิ”
ความแตกจนได้ สีธากะจะมอมเหล้าผู้ชาย
ท้ายถูกบักโจกทักกับน้ำที่มันดื่มเข้าไป พลอยต้องรักษาหน้า
“กะเอาไว้ต้อนฮับ พวกเจ่านั่นหละ”
เสื่อผืนใหญ่ มีหมอนอิงให้เอกเขนก สำรับกับแกล้มวางไว้พร้อม
“ป๊าด ๆ คึใจดีแท้น้อ เอื้อยสะใภ้ข่อย”
คำยกยอในสถานะ บักโจกงัดมาใช้กับนางพญาให้ตายใจ
“อีสา มาแมะ มึงนั่งซือ ๆ เฮ็ดหยัง”
แก้เก้อเขิน สีธากวักมือเรียกให้เข้ามาร่วมวงด้วย
อุตส่าห์มาส่งผู้ชายให้ถึงเรือน จะไล่มันไปก็กระไรอยู่
บนเรือนมีแค่นางกับชายสองคน คงดูไม่ดี สีธาจึงให้อีสาอยู่เป็นเพื่อน
“เจ่าคนทางไส?”
เหล้าทำให้ถามไถ่กันคล่องปาก สีธาอยากรู้เกี่ยวกับชายผู้จะมาเป็นผัวในคืนนี้
“เว้าแล้ว กะอยู่ไกล คนละฟาก”
บอกไม่ตรงคำถาม เสือหาญพยายามปกปิดตัวตนไว้
“บ่ยากดอก คั่นมื้อหน้ามี สิพาไปหาอีพ่อ อีแม่”
ประโยคเชิงก่อความหวังต่อนางพญา จนเกิดนึกว่าฝ่ายชายพร้อมสมยอมตามข้อเสนอ
“อีหลีแม่นบ่ อ้าย”
กรอกเหล้ากลบความรู้สึกในหัว ทั้งย้ำกับคำพูด
“ข่อยบ่ขี้ตั๋วดอก”สบตา เสือหาญเอ่ยจากใจจริง
“อีสา มึงเป็นพยานเด้อ”
ที่ยังรั้งอีสาไว้ ไม่เสียหลาย เนื่องมันอยู่ พอให้ได้เป็นประโยชน์
“ข้าน้อย อีสาสิจำคำเว้า”
ทั้งเหล้า ทั้งมีชายให้พูดคุยเจรจา สิธานางอิ่มอกอิ่มใจ
ภาพตัดมาถึงวันใหม่ สภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย บักโจกก่ายกอดนางพญา
“บักห่า! กินหัวมึง”
เสียงดุด่าประจาน จากการสมสู่ผิดคน ไม่ใช่ชายที่หมายตาไว้
พลอยทำให้สีธาโมโห เอะอะกับสิ่งเกิดขึ้นในห้องนอน
ตาลปัตรนางพญาได้บักโจกเป็นผัว ไม่ใช่ตัวเสือหาญ
กลเล่ห์ใช้มนต์เป่าลวงตา จึงสลับกัน อันสีธานางพญาพลาด ลากเอาบักโจกเข้าห้อง
ส่วนเสือหาญไม่เมามาก หลังจากอีสามือถือกระบอกเหล้า หมอบหลับตรงพื้นเสื่อ
ก็ย่องลงจากเรือน เดินเข้าไปนอนในกรงเหมือนเดิม
...โดยการนี้แผนที่ช่วยกันวางไว้สำเร็จ ลุล่วงถึงครึ่งทาง
รอแค่นางพญาอับอาย รู้สึกผิดต่อเสือหาญ ที่ได้บักโจกไปนอนกกแทน
“จักสิว่าจังได๋”
เปรยออกมาเมื่อสามวันผ่าน สีธาเรียกหาเพื่อเจรจากันใหม่
“บักโจกมันกะน้องข่อย”
สำหรับความสบายใจทั้งสองฝ่าย เสือหาญไม่เอามาคิด
ทั้งสามคนนั่งคุยกันตรง ๆ เพราะทุกอย่างไม่เป็นตามที่สีธานึกไว้
“แต่ว่า ข่อยขอสา เซาเอาผู้ชายมาขังทรมาน”
สิ่งที่กล่าวขอจากปากเสือหาญ ซึ่งนางพญาใจอ่อน
“เฮ็ดจังซี่ เจ่าบ่มีสุขดอก แนวข่มเหงผู้อื่น”
ประกอบกับคำพูดบักโจก โน้มน้าวให้เห็นค่าของคน
พิจารณาดู จริงตามนั้น ตลอดมาสีธาทำกับผู้ชายไว้เยอะ
แต่หาใช่ความสุขที่ใจต้องการ เธอจึงลุกขึ้นตีเกราะเคาะไม้ เรียกประชุม
ในหัวข้อต่อนี้ไป ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ว่าหญิงหรือชาย
แรก ๆ กว่าจะปรับตัวกันได้ ต้องให้เวลาบ้าง
โดยเฉพาะบักโจก พอได้เป็นผัวนางพญา มันพาทำเป็นตัวอย่าง
ไม่ยอมทิ้งขว้างไปไหน กลางวันออกไปไร่นา สวน ภาคกลางคืนมันก็ขยันเรื่องในมุ้ง
หลักจากมันผูกข้อไม้ข้อมือ เป็นเขยชุมชนเจงเวง
ความอุตสาหะยังตามหาชาวภิญ จนทราบแหล่งอาศัยในบริเวณ
บักโจกบุกเบิกเข้าไปผูกไมตรีเป็นด่านแรก มันเสาะแสวงหาพวกพ้องเผ่าเดียวกัน
จนรวบรวมรายชื่อได้หลายคน บ้างก็ประสงค์ตั้งหลักแหล่ง แต่งเมียในชุมชนแห่งนี้
เพราะกฎเกณฑ์ใหม่ ให้สิทธิแก่ชายทั่วไป ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
หากถ้าอยากเข้าร่วมอีกชุมชนเชียงยืน ก็สามารถเดินทางกับเสือหาญ
ที่ถูกไหว้วานกลับไปส่งข่าวกับทางครอบครัวบักโจก ซึ่งมันแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว
ไม่เสียเที่ยวเปล่า แวะชักชวนกลุ่มอันธพาลเถื่อนตามรายทาง
ที่พร้อมล้างประวัติกลับใจ เสือหาญได้พวกพ้องเพิ่ม
...ทางเข้าชุมชนเชียงยืน มีผู้คนจำนวนหนึ่ง ขับเกวียนมาถึง
ถูกต้อนรับด้วยตาลุน ผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งอยู่ในแผนกส่งเสริมเวทมนต์
อันบรรดาผู้มาใหม่ ต่างไม่ใช่บุคคลธรรมดาทั่วไป
อดีตโชกโชนเคยเป็นโจรบ้าง หรือมีอิทธิพลในแหล่งเคยอาศัย
จึงต้องจัดให้อยู่ในกรอบ ของการปฏิบัติตัวที่เคร่งครัดเสียก่อน
เนื่องทั้งด้านอาหารการกิน และการนับถือคุณไสย วิชาศาสตร์ลึกลับ
ดังนั้นตาลุนต้องปรับพฤติกรรม มวลเหล่าประสงค์ล้างมลทิน
หมู่บ้านโนนขลัง จึงเป็นที่อยู่โดยเฉพาะสำหรับผู้สมัครใจ
ชุบตัวให้คืนมาก่อประโยชน์เพื่อสังคม อันไหนที่ไม่ดีก็ทิ้งไป
นับจากนี้มุ่งสู่หนทางสร้างคุณค่าแก่ตนเอง บางคนเคยเป็นนักเลง
บ้างอุกฉกรรจ์ฆ่าคนมาก่อน มีคดีติดตัวหรือนิสัยชั่ว
แต่พอมาอยู่ภายใต้ศีล 5 ข้อ ตาลุนขอให้ผู้มาใหม่ทั้งหลาย ตั้งใจรักษากฎเกณฑ์ตรงนี้
ส่วนสิทธิและเสรีภาพ ท้าวฟ้าฟื้นผู้นำชุมชน กล้ารับประกันจะเสมอภาคทุกคน.
*ก่อพระธาตุในตำนาน กล่าวถึงการแข่งขันระหว่างกลุ่มชายและหญิง
เพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโบราณสถานสำคัญ 2 แห่ง
ได้แก่ พระธาตุภูเพ็ก และ พระธาตุนารายณ์เจงเวง
ที่มาตามตำนานอุรังคธาตุ หรือตำนานพระธาตุพนม
เมื่อพระมหากัสสปะอัญเชิญพระอุรังคธาตุ มาจากอินเดีย
พระยาสุวรรณภิงคารเมืองหนองหารหลวง ต้องการสร้างพระธาตุ
สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงจัดให้มีการแข่งขันสร้างพระธาตุขึ้น
ระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ให้เสร็จภายในวันเดียว
หากฝั่งใดเสร็จก่อน จะได้บรรจุพระอุรังคธาตุ
ฝ่ายชายเลือกสร้างบนยอดเขาภูพาน พอพลเมืองชายสร้างไปได้ไม่นาน
ก็เห็นปรากฏการณ์ “ดาวเพ็ก” (ดาวศุกร์/ดาวประกายพรึก) ขึ้นบนท้องฟ้า
อันเป็นกลอุบายของฝ่ายหญิง ด้วยการจุดไฟบนยอดไม้
ทำให้ฝ่ายชายเข้าใจผิด ว่าเช้าแล้ว เลยยุติงานทั้งหมด
โดยพระธาตุภูเพ็ก คือหลักฐานประกอบตำนานในเรื่องนี้
ส่วนการสร้างฝ่ายหญิง สร้างบนพื้นราบด้านล่างภูเขา
พลเมืองหญิงสร้างเสร็จก่อน ในภาษาอีสานคำว่าเจงเวง หรือเชิงแวง แปลว่า ขายาว สูงชะลูด
ซึ่งสอดคล้องกับการพบภาพสลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ และสร้างเสร็จก่อนในช่วงเวลาที่กำหนด
ผลลัพธ์ปราสาทพระธาตุภูเพ็ก จึงสร้างไม่แล้วเสร็จ
ไม่มีหลังคาหรือยอดปราสาท ส่วนพระธาตุนารายณ์เจงเวงสร้างเสร็จสมบูรณ์
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย ค้นในประวัติพระธาตุภูเพ็ก)