พ่อเป็คนบอกข่าวนี้แก่ฉันในตอนค่ำวันหนึ่งหลังจากที่เราเสร็จจากการรับประทานอาหารค่ำแล้ว ที่จริงฉันน่าจะสังหรณ์ใจบ้างว่าท่านน่าจะต้องมีอะไรรบกวนอยู่ในใจ เพราะค่ำวันนั้นพ่อมีอาการเงียบขรึมผิดปกติฉันสังเกตเห็นว่าท่านลอบสบตากับน๊อบบ่อยๆ และมักจะชำเลืองมองดูฉันอย่างไม่สบายใจนัก
พ่อเดินนำฉันเข้าไปในห้องฉันออกจะประหลาดใจอยู่บ้างเหมือนกันว่าทำไมวันนี้น๊อบจึงไม่มาร่วมวงสนทนากับเราอย่างเคย ปกติแล้ว ในยามค่ำเช่นนี้พ่อกับฉันจะนั่งลงเล่นดนตรีด้วยกัน พ่อเล่นเปียโน ส่วนฉันเล่นพิณน๊อบนั้นจะเอนอิงสบายๆ ฟังเพลงของเราอยู่ในโซฟา พ่นควันจากไปป์เป็สายยาวเรามักจะร่วมกันร้องเพลงเก่าๆ โดยมีพวกคนรับใช้เข้ามาร่วมฟังอยู่ด้วย
แต่ทว่าในตอนค่ำวันนั้น เมื่อเราสองพ่อลูกเข้าไปในห้องแล้วพ่อก็หันกลับมาปิดประตูทันที และแทนที่จะเดินไปนั่งที่เปียโนอย่างเคยท่านกลับนั่งลงที่โต๊ะทำงาน และชี้ให้ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามดวงตาของพ่อเคร่งขรึม เมื่อเอ่ยขึ้นว่า
“พ่อเพิ่งได้รับจดหมายฉบับหนึ่งมาจากคุณป้าของลูก ซึ่งเป็พี่สาวคนเดียวของแม่คุณป้าบอกมาว่าจะมาเยี่ยมและพักอยู่กับเราในตอนเทศกาลอีสเตอร์นี่ก็คงจะมาอยู่กับประมาณสักหนึ่งอาทิตย์กระมัง”
“อย่างนั้นหรือคะ...หนูไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมีป้า”ฉันตอบหัวเราะๆ
“ใช่...พ่อก็รู้” ท่านถอนหายใจเบาๆเมื่อพูดต่อว่า “ที่จริง มันเคยมีปัญหาเกิดขึ้นนิดหน่อยระหว่างคุณป้า แม่ของลูกแล้วก็พ่อ แต่เื่มันก็นานมาแล้วก็ไม่ใช่เื่ดีอะไรนักและพ่อก็ไม่เห็นว่าจำเป็ที่จะต้องบอกให้ลูกรู้แต่มาถึงตอนนี้เขาบอกมาในจดหมายด้วยว่าเขาจำเป็จะต้องมาทำหน้าที่ของป้ากับหลานเสียทีเขาก็เลยจะมาพักอยู่กับเราชั่วคราวด้วย ก็คงจะออกจากลอนดอนมาถึงที่นี่พรุ่งนี้เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเตรียมตัวต้อนรับเขา...”
“ดีสิคะ พ่อ” ฉันตอบท่านอย่างจริงใจ“ว่าแต่ว่า คุณป้านี่เหมือนแม่ไหมคะ?”
ดวงตาของพ่อ เหม่อมองเปลวไฟในเตาผิงดูราวกับท่านจะขอคำตอบจากเปลวไฟนั้น
“ไม่ดอกลูก แมรี่คุณป้าไม่มีส่วนเหมือนแม่เลยสักอย่างเดียว แต่เขาก็เป็สุภาพสตรีคนหนึ่งนะเป็คนไม่เลวนักดอก ฐานะดีมาก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรับเขาให้สมเกียรติหน่อย”
ฉันมองเห็นความรู้สึกอัดอั้นที่ปรากฏอยู่ในกิริยาท่าทางของพ่อดูท่านออกจะกังวลอยู่มาก
“คุณป้ามีลูกไหมคะ?”
“ไม่มีดอก มีแต่บ้านอยู่ในลอนดอน เขาเป็คนเก่งมีหัวทางด้านธุรกิจการค้า เหมือนผู้ชายคนหนึ่งทีเดียว”
“แล้วท่านชื่ออะไรล่ะคะ?”
“เฟลิซิตี้” พ่อตอบเสียงเบา
“เฟลิซิตี้...” ฉันทวนคำช่างเป็ชื่อที่น่ารักอะไรเช่นนั้น เป็สัญลักษณ์แห่งความสดชื่นรื่นเริงโดยแท้
“เอาละ ตลอดเวลาที่ท่านมาพักอยู่กับเราเราก็คงจะต้องประพฤติตัวกันเสียใหม่ ลูกคงไม่อยากให้ใครมาตำหนิว่าพ่อเป็พ่อที่ใช้ไม่ได้ ไม่อบรมดูแลลูกให้เป็เด็กดี จริงไหม...เอาละ...ก่อนอื่นพ่อก็คงต้องขอร้องให้ลูกยุติการไปที่คอกม้าเสียชั่วคราว”
“อะไรนะคะ พ่อ” ฉันรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที“พ่อหมายความว่าจะไม่ให้หนูขี่เจสันเลยน่ะหรือคะ...ออกไปหาน๊อบก็ไม่ได้อย่างนั้นหรือคะ?”
“ก็แค่...2-3 วันเท่านั้นนี่ลูก...ต่อไปเมื่อเขากลับไปแล้ว ลูกก็ทำอะไรๆ ตามปกติได้”
“ถ้าไม่ให้หนูออกไปที่คอกม้า...แล้วพ่อจะให้หนูทำอะไรล่ะคะ...นี่หนูจะต้องทำอะไรบ้างคะถึงจะเป็ที่ถูกใจของคุณป้า”
“ลูกก็ต้องแต่งตัวเสียใหม่” พ่อตอบช้าๆ สีหน้ามีแวววิตกอย่างเห็นได้ชัด “ต้องนุ่งกระโปรงจะได้เป็สุภาพสตรีน้อยๆ ไงล่ะ”
“แต่...พ่อคะ แต่หนูไม่รู้เลยนี่คะว่าการเป็สุภาพสตรีอะไรนั่น เขาเป็กันอย่างไร แล้วจะต้องทำอะไรบ้าง”
“ลูกก็คงจะต้องพยายามสักหน่อยไม่ยากดอก...ฟังพ่อนะแมรี่ ฟังแล้วก็ทำตามที่พ่อพูดด้วย ลูกจะต้องแต่งตัวสวยๆคอยต้อนรับคุณป้า... ตลอดเวลาที่ท่านอยู่กับเรา เราก็จะเรียนหนังสือกันตามปกติพอหมดชั่วโมงแล้ว ลูกก็อาจจะ...” สีหน้าของท่านเปลี่ยนไปดูราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
“ไม่เป็ไรค่ะพ่อ หนูอาจจะอ่านหนังสือหรือเล่นดนตรีให้คุณป้าฟังก็ได้นี่คะ”
“ใช่...ใช่...ลูกความคิดนี้ดีมากทีเดียวแต่ว่า...คืนนี้เราอย่าเล่นดนตรีกันเลยนะ แต่ถ้าลูกอยากจะเล่น พ่อจะเรียกน๊อบ...”
“อย่าเลยค่ะ พ่อ” ฉันลุกขึ้นยืนและเดินไปจูบท่าน “วันนี้หนูก็อยากจะนอนเร็วๆสักวันเหมือนกัน พ่ออย่าห่วงเลยนะคะ หนูจะทำให้ดีที่สุด”
พ่อลุกขึ้นมากอดฉันไว้
“ลูกน่ารักเหลือเกิน” ท่านกระซิบอยู่เหนือศีรษะของฉัน“รู้ไหมว่าลูกน่ะ ยิ่งโตยิ่งเหมือนแม่”
ฉันปลีกตัวออกจากอ้อมแขนของท่านด้วยความรู้สึกดีขึ้นอย่างน้อยก็ได้รับรู้ว่า คุณป้าจะมาอยู่เพียง 2-3วันเท่านั้นจากนั้นท่านก็จะกลับไป แล้วชีวิตของเราก็จะกลับเข้ารูปเดิมทุกอย่างและด้วยความเชื่อนี่เอง ที่ทำให้ฉันรอการมาถึงของคุณป้าเฟลิซิตี้อย่างใจจดใจจ่อ
การมาถึงของคุณป้าเฟลิซิตี้ ทำให้เราต้องโกลาหลกันพอดูเพราะเราต้องจัดบ้านใหม่ ทำความสะอาดบ้านกันยกใหญ่ เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วก็แต่งตัวออกไปยืนคอยต้อนรับท่านอยู่ที่หน้าประตูบ้าน พ่อยืนอยู่ข้างๆ ฉันน๊อบแต่งตัวด้วยชุดสะอาดที่ดีที่สุดของเขา มิสซิสแพลททิยืนกุมมือเงียบๆ อยู่หัวแถวของพวกคนรับใช้ต่ำลงไปที่คอกม้า คนเลี้ยงม้า คนสวนกับลูกชายของเขาต่างก็ยืนระวังตัวอยู่เงียบๆพวกเราทุกคนต่างตื่นเต้น กระวนกระวายที่จะได้เห็นคุณป้ากับคณะของท่านที่จะมาเป็แขกของเรา ถ้าจะพูดกับตามจริงแล้วเราก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า พวกผู้ดีในกรุงลอนดอนนั้น เขาแต่งตัวกันอย่างไรเหมือนพวกเราคนบ้านนอกหรือไม่...
และแล้ว เวลาที่รอคอยก็มาถึง รถม้าคันงามคันหนึ่งเทียมด้วยม้า4 ตัว ก็วิ่งเข้ามาในอาณาเขตไร่ของเรา ฝุ่นลอยคลุ้งขึ้นไปในอากาศจนเมื่อฝุ่นค่อยจางลง พ่อกับน๊อบจึงได้เดินไปที่รถเพื่อช่วยพยุงคุณป้าลงมาตามธรรมเนียม
มีผู้หญิงลงมาจากรถด้วยกัน 3 คนและฉันก็รู้ได้ทันทีว่าคนไหนคือคุณป้าเฟลิซิตี้ เพราะท่านก้าวลงมาเป็คนแรกโดยมีมือสี่ข้าง คอยช่วยรวบชายกระโปรง เพื่อให้ท่านก้าวลงจากรถได้สะดวกขึ้นส่วนผู้หญิงอีก 2 คนนั้น แต่งตัวเรียบๆ ธรรมดาแต่ก็ดูดีกว่าพวกเรามาก และฉันก็ไม่ได้สนใจผู้หญิงสองคนนี้เท่าไหร่นักฉันจ้องมองแต่สุภาพสตรีร่างท้วมขาวแต่งตัวหรูหราซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ประดับด้วยเครื่องเพชรมากมายแต่ท่านก็สง่างามอยู่ไม่น้อย ท่านสวมหมวกปีกกว้างคาดไว้ด้วยสายริบบิ้นประดับดอกไม้ โยงไปรัดไว้ใต้คาง จนเห็นใบหน้าเหลือเล็กนิดเดียว
พอเห็นท่านเข้า หัวใจของฉันก็ดิ่งวูบลง จากคำบอกเล่าของพ่อฉันประมาณเอาเองว่าคุณป้าน่าจะมีส่วนที่คล้ายคลึงกับแม่บ้างแต่กลับมิได้เป็เช่นนั้นเลย จนฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ท่านจะเป็พี่น้องกันจริงๆหรือเปล่า...
การต้อนรับเป็ไปอย่างมีพิธีรีตองอย่างยิ่งฝ่ายชายโค้งกายลงต่ำ และฝ่ายหญิงก็ย่อกายถอนสายบัวคำนับอย่างงดงามฉันจ้องมองภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างตื่นใจและเป็ครั้งแรกในชีวิตที่ฉันถอนสายบัวโค้งคำนับคุณป้าแต่ท่าทางนั้นเหมือนกระแทกตัวลงมากกว่า คุณป้าจับตาอยู่ที่ฉันขณะที่พูดกับพ่อว่า
“คุณโจนาธาน” เสียงของท่านแ่เบาแต่ก็มีกังวานประหลาด“พี่รู้แล้วนะว่าคุณน่ะมีตัวแทนของน้องสาวพี่อยู่จริงๆดูสินี่ ลูกสาว...ช่างเหมือนแม่อะไรอย่างนั้น ตอนที่มีอายุเท่ากันนี้แมรี่ก็หน้าตาอย่างนี้ล่ะ” แล้วท่านก็หันมาหาฉัน ถามตรงๆ ว่า
“นี่...เธอไม่รู้จักวิธีถอนสายบัวเลยหรือนี่?”แล้วท่านก็หันไปหาพ่อ
“ใครเป็คนแต่งตัวให้ลูกสาวคุณ?” ท่านถามเสียงเยือกเย็น
ฉันรู้สึกออกจะผิดหวังอยู่ไม่น้อยเพราะชุดที่สวมอยู่นี้ฉันเชื่อว่าเป็ชุดที่ดีที่สุดที่ฉันเลือกสวมเพื่อการต้อนรับคุณป้า จริงอยู่...มันออกจะสั้นไปสักหน่อยโดยเฉพาะเมื่อมันกำลังอยู่ในสายตาของคุณป้า ก็ดูมันกำลังจะสั้นขึ้นมาเรื่อยๆด้วยซ้ำ
“มิสซิสแพลททิครับ เธอจ้างช่างตัดเสื้อมาจากคลันนี่ ไชม์ส”
“แล้วไอ้ คลันนี่ ไชม์ส มันอยู่ที่ไหนกันล่ะ?”
“ท่านผ่านมาแล้วครับคุณนายมาร์สตัน...อยู่บนเส้นทางที่ผ่านมานั่นแหละครับ” น๊อบช่วยตอบแทนให้
ดวงตาคู่เล็กๆ นั้นวาวโรจน์ขึ้นทันที
“ขอบใจ พ่อหนุ่มแต่ขณะนี้ฉันกำลังพูดอยู่กับนายของเธอ...อ้อ...คลันนี่ ไชม์ส ที่เป็เมืองเล็กๆมีตลาดนั่นใช่ไหม...เอาละ เข้าใจแล้วว่า ทำไมเสื้อของหลานสาวฉันมันถึงได้ออกมาเป็อย่างนี้ โชคดีอยู่หน่อยนะ คุณโจ-นาธานที่พี่เอาช่างตัดเสื้อมาด้วย มิสพิบบ์นี่ไงล่ะ” มือที่สวมถุงมือสีดำชี้ไปทางสตรีร่างเล็กคนหนึ่ง ที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังของท่าน
“ในหีบเสื้อผ้าของพี่ มีผ้าติดมาด้วยหลายชิ้น ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่พี่หวังว่าคุณคงจะอนุญาตให้มิสพิบบ์ได้จัดการกับเื่เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของหลานสาวเสียใหม่นะ”
ฉันไม่ได้ยินว่า พ่อตอบว่ากระไรแต่กำลังมองดูใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความอับอายของน๊อบอย่างเห็นใจตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันมา น๊อบไม่เคยต้องรู้สึกเลยสักครั้งว่าเขาเป็ผู้รับใช้ของเรา และไม่มีใครกล้าเรียกเขาว่า พ่อหนุ่มด้วยเสียงที่ชาเย็นอย่างนั้นด้วย
พ่อพยายามแก้ปัญหาในภาวะที่กำลังกระอักกระอ่วนอยู่นั้นด้วยการเดินนำทุกคนเข้าไปในบ้านส่วนน๊อบนั้น แยกตัวเดินไปหาคนรถ ช่วยพาเขาไปที่คอกม้า ปลดมันออกจากบังเหียนและจัดการให้มันได้พักผ่อน ฉันอยากจะตามไปปลอบเขาอย่างเหลือเกิน แต่ก็ทำไม่ได้เพราะต้องตามพ่อกับกลุ่มสุภาพสตรีเ่าั้เข้าไปข้างใน