ข้างสถานแสงสว่างตั้งอยู่มี ‘พระวิหารแสงอาทิตย์’
ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการให้ความรู้และคำแนะนำในการดำเนินชีวิตแก่ประชาชนตั้งแต่เรื่องการสร้างครอบครัว การทำงาน ไปจนถึงการรักษาจิตใจให้มั่นคงในยามทุกข์พระวิหารทั้งสองแห่งนี้จึงเป็นเสมือนเสาหลักที่ค้ำจุนจิตวิญญาณของอาณานิคม
ค่ำคืนนี้ก็เช่นเดียวกับทุกค่ำคืนที่ผ่านมา ประตูของโบสถ์แสงสว่างเปิดกว้างต้อนรับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศผู้ที่มีความทุกข์ในใจ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ต้องการเพียงที่พึ่งทางจิตใจต่างทยอยกันเข้ามาภายในโบสถ์
แสงจากเทียนที่จุดไว้ในห้องโถงใหญ่ให้ความอบอุ่นแก่จิตใจเสียงสวดมนต์แผ่วเบาของนักบวชหญิงดังก้องไปทั่ว ราวกับเป็นท่วงทำนองที่ชำระล้างความทุกข์ออกจากจิตวิญญาณ
หญิงชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับเด็กน้อยในอ้อมแขนดวงตาของนางแดงก่ำด้วยน้ำตาที่เพิ่งรินไหลแต่นักบวชหญิงที่ยืนรออยู่หน้าประตูเพียงส่งยิ้มอบอุ่นและพยักหน้าเบาๆพวกนางนำนางเข้าสู่ห้องด้านในเพื่อรับฟังและให้คำแนะนำเสียงสนทนาที่เต็มไปด้วยความหวังเริ่มต้นขึ้นในบรรยากาศอันสงบ
ในขณะเดียวกัน ที่ระเบียงด้านบนของโบสถ์ นักบวชหญิงคนหนึ่งยืนมองลงมาเธอรู้ดีว่าโบสถ์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แต่มันคือหัวใจของประชาชนทั้งอาณานิคม
เธอพึมพำเบาๆ กับตนเอง
“ตราบใดที่แสงสว่างแห่งศรัทธายังคงส่องประกายอาณานิคมนี้จะไม่มีวันตกอยู่ในความมืดมน”
นักบวชหญิง คนดังกล่าว นางคือ ‘ท่านโรซ่า’ ยืนประดับในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่ปักลายดอกกุหลาบสีทองเธอยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนของพระวิหาร สายตาเหม่อมองไปยังดวงจันทร์ที่ส่องแสงนวลเหนืออาณานิคมราวกับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ถ่วงหัวใจเธอมานาน
เธอเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงความหนักแน่นในน้ำเสียง
“นางเป็นอย่างไร?”
หญิงสาวผู้ใกล้ชิดของโรซ่าในชุดคลุมสีขาวก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนตอบ
“นางอยู่ในห้องกักบริเวณตามที่ท่านสั่งแต่นางไม่ได้หยุดนิ่งเลยสักวัน นางเอาแต่ฝึกฝนตนเองอย่างหนักพยายามปลุกพลังแสงสว่างในตัวให้แข็งแกร่งขึ้น ราวกับต้องการไล่ตามใครบางคน…”
โรซ่าเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางถอนหายใจ
“ใครบางคน... หรือว่าเจ้าเด็กคนนั้น!”
น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ผู้ใกล้ชิดพยักหน้า
“ใช่แล้วค่ะ....นางยึดติดกับชายผู้นั้นมากหลังจากที่ท่านนำตัวเหมยหลินกลับมาจากภายนอกดูเหมือนนางจะมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ไล่ตามเขาให้ทัน”
โรซ่า เดินไปยังขอบระเบียงแสงจันทร์กระทบใบหน้าอันเรียบเฉย แต่ในแววตากลับมีความหนักใจซ่อนอยู่
“ข้าไม่ได้พาเหมยหลินกลับมาเพื่อให้เธอใช้ชีวิตอยู่ในเงาของใครแต่เพื่อให้เธอค้นพบแสงสว่างในตัวเอง”
โรซ่ากล่าวเสียงเบา แต่หนักแน่นเธอหันกลับมามองหญิงสาวข้างกายด้วยแววตาแน่วแน่
“เจ้าเห็นเธอพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่?”
“ในด้านพลัง ใช่ค่ะ นางแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่จิตใจของนาง... ข้ายังรู้สึกว่า........?”
โรซ่า พยักหน้าเบาๆ ก่อนเอ่ย
“ถ้านางยังจมอยู่กับอดีตนางจะไม่มีวันก้าวข้ามตัวเองได้ ข้าหวังว่าสักวันนางจะพบหนทางของตนเองไม่ใช่แค่การตามหลังชายผู้นั้น...”
บรรยากาศในห้องเงียบลงครู่หนึ่งโรซ่าหันกลับไปมองท้องฟ้าอีกครั้ง ลมยามค่ำพัดผ่าน ผมยาวของเธอปลิวไสวราวกับสะท้อนความไม่แน่ใจที่ลึกลงในจิตใจ
“แสงสว่างของนางยังไม่สมบูรณ์และข้าก็ยังไม่รู้ว่าการที่นางยึดติดกับเขาเช่นนี้ จะนำพานางไปสู่ความรุ่งโรจน์...หรือหายนะ”
หญิงคนสนิท ยืนอยู่เบื้องหน้า โรซ่า ด้วยท่าทีสงบเธอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความนับถือ
“การประชันสุดยอดสถาบันในครั้งนี้ราชวงศ์ได้เชิญเหล่าเยาวชนผู้สืบทอดสถานแสงสว่างของเราเข้าร่วมการแข่งขันด้วยท่านโรซ่าคิดว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
โรซ่า หันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความภูมิใจแต่แฝงความคาดหวังลึกๆ
“สถานแสงสว่างของเราแม้จะไม่ใช่สถาบันการศึกษาเช่นพวกเขาแต่ข้าเชื่อมั่นว่า เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของเราก็ไม่แพ้ใคร”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“การฝึกฝนของเราไม่ใช่เพียงเพื่อความแข็งแกร่งทางกายหรือการต่อสู้แต่เพื่อบ่มเพาะจิตใจที่มั่นคงและแสงสว่างในจิตวิญญาณสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีสถาบันใดสามารถเลียนแบบได้”
หญิงคนสนิทก้มศีรษะเล็กน้อยพลางยิ้มบางๆ
“นั่นคือสิ่งที่ทำให้สถานแสงสว่างของเราแตกต่างและโดดเด่นอย่างแท้จริงเจ้าค่ะ”
โรซ่า พยักหน้าเบาๆ ก่อนพูดต่อ
“เหล่าเยาวชนที่ถูกเลือกให้เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่สถานแสงสว่างของเรามั่นใจในความสามารถและศรัทธาในแสงสว่างของพวกเขาข้าอยากให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตจากเวทีนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อชัยชนะแต่เพื่อค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง”
เธอหยุดครู่หนึ่งพลางยกมือขึ้นแตะสร้อยคอรูปดวงอาทิตย์ที่ห้อยอยู่บนลำคอของเธอแววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“และหากพวกเขาสามารถพิสูจน์ตัวเองได้มันจะเป็นเครื่องยืนยันว่า แสงสว่างของเราไม่มีวันถูกกลืนหายไปในความมืดมิด”
บรรยากาศในห้องพลันเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านหน้าต่างเปิดกว้าง
รุ่งอรุณแห่งวันแข่งขันมาถึงพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังก้องทั่วทั้งอาณานิคมในแสงแรกของวันสะท้อนกับยอดโดมสีทองของสนามประลองหลักสถานที่จัดการแข่งขันสุดยอดสถาบัน มันเป็นอาคารขนาดมหึมาที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงประดับลวดลายวิจิตรสวยงามจนดูเหมือนงานศิลปะชิ้นเอก
บรรยากาศรอบๆ สนามเต็มไปด้วยความคึกคัก นักศึกษาจากทั่วทั้งอาณานิคมและแขกผู้มาเยือนต่างพากันหลั่งไหลมาจับจองที่นั่งในส่วนที่เปิดให้เข้าชมแม้จะมีข้อจำกัดในการเข้าชมแต่ก็ยังมีผู้คนที่เดินทางมาเพื่อสัมผัสบรรยากาศแม้จะไม่ได้เข้าไปภายในสนามก็ตาม