โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 66 ต่อสู้ในฐานะจอมเวท

    “ล่าพวกมันให้หมด ฮ่าๆๆๆๆ คะแนนฟรีกำลังอยู่ตรงหน้า!”

    เพียงแค่เสบียงถูกปล่อยออกมาจากตัวเรือบินและยังไม่ตกถึงพื้นกลุ่มนักเรียนจากต่างห้องจำนวนมากก็ได้เข้ามาหามันทุกสารทิศ ในขณะเดียวกันนักเรียนห้องสิบที่เคราะห์ร้ายนั้นได้ถูกลูกหลงและเวทมนตร์หมู่จำนวนมากจนถูกส่งออกจากการทดสอบ

    “ห้อง 1 ห้อง 2 ยังมีห้อง อื่น…”

    เซนกวาดตามองรอบๆ เพื่อสำรวจ อย่างที่คาดเอาไว้คริสทัลเวทมนตร์นั้นมีผู้ต้องการมันจำนวนมาก อย่างไรก็ตามจำนวนของสมาชิกที่แต่ละห้องส่งมานั้นน้อยกว่าที่เขาคิดเอาไว้ อย่างน้อยมันก็มีห้องละไม่ถึงห้าคน แต่เมื่อเซนลองคิดดูอีกทีมันก็ค่อนข้างสมเหตุสมผล เพราะเห็นได้อย่างชัดเจนการแย่งชิงเสบียงกันนั้นเป็นเรื่องของโชคเข้ามาผสมด้วย หากใครอยู่ใกล้ก็จะได้มันไปอย่างง่ายดาย

    แต่กับห้องสิบที่อยู่จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารในขณะนี้นั้นนับว่าเสบียงเป็นสิ่งต้องห้ามที่สุดที่พวกเขาจะเก็บไว้ก็ว่าได้ เพื่อนร่วมห้องของเซนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ถูกโจมตีและถูกส่งออกจากการทดสอบไปโดยที่พวกเขาไม่แม้แต่จะคิดตอบโต้ศัตรูของคนเลยด้วยซ้ำ นั่นทำให้เซนรู้สึกโง่งมอยู่ไม่น้อย

    “จะหนีไปไหน?”

    นักเรียนหญิงห้องหนึ่งคนหนึ่งโผล่เข้ามาปิดทางข้างหน้าของเซน การปรากฏตัวของเธอนั้นมาพร้อมกับกลุ่มเปลวเพลิงขนาดใหญ่ห้อมล้อมร่างกายของเธอเอาไว้ ราวกับว่าเธอเป็นธิดาแห่งเปลวเพลิง อย่างไรก็ตามแม้ว่าเปลวเพลิงนั้นจะร้อนขนาดไหนแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเซนมันก็เป็นแค่ของเล่นเท่านั้น แต่ในสถานการณ์ที่เขาต้องบังคับตนเองไม่ให้ถูกเปลวเพลิงเพราะมันจะไปกระตุ้นกลไกป้องกันอัตโนมัติซึ่งเขาจะถูกส่งออกจากการทดสอบทันทีหากเป็นเช่นนั้น

    “ไฟลุกแรงอยู่แบบนั้นเข้าไปสู้ประชิดตัวไม่ได้พอดีคงต้องใช้เวทมนตร์สู้…”

    เซนคิดคำนวณอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเหลือบสายตาไปด้านหลังและพบว่ามีนักเรียนจากห้องหนึ่งอีกสามคนกำลังไล่ตามมาติดๆ แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเข้ามาใกล้เซนได้

    “บอลสายฟ้า!”

    เซนสะบัดมือออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับปรากฏบอลสายฟ้าขนาดใหญ่สองลูกพุ่งเข้าตรงหาสมาชิกนักเรียนห้องหนึ่งด้วยความเร็วสูง

    “เวทมนตร์ชั้นต่ำแบบนั้นฝ่า การป้องกันเปลวเพลิงของข้าไม่ได้หรอกนะ…”

    “บึ้มๆ”

    บอลสายฟ้าระเบิดอย่างรุนแรงอย่างไรก็ตามมันเป็นไปตามที่หญิงสาวได้กล่าว เพียงแค่บอลสายฟ้านั้นไม่สามารถทำอะไรเธอได้ อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ที่แท้จริงของเซนนั้นไม่ใช่ใช้มันเพื่อโจมตีเธอ แต่เขาต้องการแรงระเบิดเพื่อบดบังวิสัยทัศน์ของอีกฝ่ายเท่านั้น

    กว่าฝุ่นควันที่กระจายตัวบดบังอยู่รอบบริเวณจะเจือจางลงเซนนั้นก็มีเวลากว่าสิบวินาทีเพื่อเตรียมการบางอย่าง เวลาในการต่อสู้มักจะผ่านไปช้าเสมอแต่สิบวินาทีตอนนี้ได้ผ่านไปแล้วและหมอกควันได้จางลงจนหญิงสาวผู้ใช้เปลวเพลิงนั้นสามารถมองเห็นเซนได้

    “คิดจะทำอะไรกัน?”

    หญิงสาวนั้นเห็นเซนกำลังร่ายเวทมนตร์บางอย่างและปรากฏประกายสายฟ้ารอบตัวของชายหนุ่ม ก่อนที่เธอจะสังเกตมันอีกครั้งและเห็นมันอย่างชัดเจน เธอเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและมีสีหน้าเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที

    “เจ้าหนีไม่ทันแล้ว”

    เซนยิ้มพร้อมกับกล่าวขึ้น ชายหนุ่มกำลังพยายามจะใช้เวทมนตร์บางอย่าง ซึ่งเวทมนตร์บทที่เขาใช้นั้นเป็นเวทมนตร์ประเภทที่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า เซนอาศัยในช่วงที่ฝุ่นควันตลบเตรียมพร้อม โดยปกติแล้วเวทมนตร์ประเภทนี้นั้นจะไม่ใช้ในสถานการณ์ต่อสู้เช่นนี้เนื่องจากกินเวลาร่ายและเงื่อนไขเยอะเกินไป ชายหนุ่มจำเป็นต้องวาดวงแหวนธาตุบนพื้นและรวบรวมพลัง แต่เซนนั้นบ้าเกิดพอที่จะใช้มัน

    “คำสาปฟ้าผ่า!”

    เซนกล่าวชื่อบทเวทมนตร์ตนเองออกมา ก่อนที่ท้องฟ้าเบื้องบนของหญิงสาวผู้ใช้เปลวเพลิงนั้นจะเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม และปรากฏเสียงฟ้าร้องดังสนั่น

    “เปรี้ยง!”

    สายฟ้านับสิบสายต่างผ่าลงมาในเวลาใกล้เคียงกันซึ่งนั่นทำให้หญิงสาวที่อยู่ในกลางพวกมันทำสิ่งใดมิได้นอกจากเลือกที่จะป้องกันตนเอง

    คำสาปสายฟ้านั้นเป็นเวทมนตร์ระดับ D มันไม่ได้มีความพิเศษอะไรอย่างไรก็ตามยิ่งเวทมนตร์ที่มีเงื่อนไขการใช้ยากเย็นในการต่อสู้มากเท่าไหร่ศักยภาพที่แท้จริงของมันยิ่งสุดยอดไปตามนั้น คำสาปสายฟ้านั้นจะให้ผู้ใช้กำหนดพื้นที่และรัศมีของฟ้าผ่าซึ่งความกว้างของอาณาเขตนั้นขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณที่ผู้ใช้เลือกจ่าย และยิ่งใช้มันเป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องเสียพลังวิญญาณเพิ่มด้วย

    ความรุนแรงของเวทมนตร์บทนี้นั้นอยู่ในระดับ C ได้เลยหากนับตามความเหมาะสมแค่เรื่องความรุนแรง แต่มันกลับโหดเหี้ยมกว่านั้นเพราะมันเป็นการโจมตีต่อเนื่อง หากศัตรูอยู่ในอาณาเขตจะเคลื่อนไหวลำบากอย่างมาก ยิ่งเป็นเซนที่มีพลังวิญญาณฟื้นฟูเรื่อยๆ ราวกับไม่มีวันหมดด้วยแล้ว มันเป็นเวทมนตร์ขี้โกงดีๆ นี่เอง

    “เพลิงพิโรธ!”

    หญิงสาวนั้นแน่นอนว่าไม่ใช่ผู้ใช้เวทมนตร์มือสมัครเล่นแน่นอน เธอฝึกเวทมนตร์มายาวนานกว่าเซนและเธอรู้ว่าเธอควรจะหยุดเวทมนตร์คำสาปนี้อย่างไร นอกจากวิธีการหนีออกจากอาณาเขตแล้วยังมีอีกวิธีคือทำลายผู้ใช้มัน การหลบหนีในการโถมจากการโจมตีสายฟ้าที่ต่อเนื่องนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะจู่โจมเซนแทน

    “เฮ้ยๆ เจ้าคิดจะเผาทั้งเกาะเลยหรือไง!”

    เซนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเมื่อเห็นหญิงสาวเล่นใช้เวทมนตร์บทใหญ่ใส่เขา เปลวเพลิงที่ราวกับคลื่นทะเลมีความสูงกว่าหกเมตรและความยาวมากกว่ายี่สิบเมตรกำลังพุ่งตรงมาหาเซน ในขณะเดียวกันพื้นที่ที่มันได้กวาดผ่านไปได้ถูกเผาทำลายจนหมดสิ้นนี่นับว่าเป็นเวทมนตร์ที่สร้างหายนะได้อย่างแท้จริง

    แม้ว่าเซนจะกล่าววาจาออกมาเช่นนั้นแต่ชายหนุ่มมีวิธีหลบมันได้อย่างง่ายดาย โดยที่หญิงสาวนั้นไม่สามารถคาดถึงได้แน่นอน เปลวเพลิงพุ่งผ่านพื้นที่ที่เซนอยู่เมื่อสักครู่ไปก่อนที่จะทำลายล้างทุกอย่างบริเวณนั้น อย่างไรก็ตามเซนนั้นกลับไม่ได้ยืนอยู่ที่นั่นแล้ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้หญิงสาวคิดว่าเซนจะรอดจากเวทมนตร์บทนี้ของเธอได้ เพราะในระยะแค่นี้นั้นการจะหลบเวทมนตร์ของเธอนับว่าต้องเป็นยอดมนุษย์ไม่ก็อัจฉริยะ

    “จบแล้วสินะ…”

    หญิงสาวกล่าวก่อนที่เธอจะมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของเธอและเห็นว่าคำสาปสายฟ้านั้นได้หายไปแล้ว อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาเธอก็ต้องตกตะลึงเพราะสายตาของเธอเหลือบไปมองที่เข็มกลัดวิญญาณซึ่งติดอยู่ที่คอปกเสื้อของเธอ แสงของมันจากสีฟ้ากลับกลายเป็นสีแดง ก่อนที่โล่แสงจะปรากฏมาล้อมรอบตัวเธอไว้และพร้อมที่จะส่งเธอออกจากการทดสอบ

    “ทำไมกัน?”

    หญิงสาวกำลังสับสนอย่างมาก เธอเหลือบไปมองรอบๆ แต่กลับไม่พบร่องรอยอะไรมีเพียงกิ่งไม้กิ่งหนึ่งเท่านั้นที่ตกอยู่ใกล้ๆ ตัวเธอ ดังนั้นเธอจึงคิดว่าเธอจะไปร้องเรียนกับผู้คุมสอบว่าเกิดความผิดพลาดใจการทดสอบ โดยที่เธอนั้นหารู้ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงมันก็มาจากกิ่งไม้ที่หล่นอยู่ที่พื้นนั่นแหละ

    ย้อนกลับไปในไม่กี่วินาทีก่อนหน้า เซนได้หลบเพลิงพิโรธไปด้วยเวทมนตร์ธาตุดิน หนึ่งเดียวกับปฐพี เป็นเวทมนตร์เร้นกายของธาตุดิน มันจะส่งผู้ใช้ดำลงไปใต้ดินลึกห้าเมตรเพื่อหลบหลีก แต่ก่อนที่เซนจะดำลงไปนั้นเขาได้คว้ากิ้งไม้และปามันออกไปโดยควบคุมแรงไม่ให้แรงเกินไปเหมือนกับที่เขาทำกับกลุ่มนักเรียนที่เจอที่แหล่งน้ำก่อนหน้า และมันก็เป็นไปตามที่เซนเล็งเอาไว้

    หญิงสาวไม่แม้แต่จะรู้ตัวว่าเธอถูกกิ่งไม้จู่โจม และแน่นอนว่ากิ่งไม้นั้นไม่ได้มีความแรงกระจอกๆ หากไม่ได้มีกลไกป้องกันอัตโนมัติมันสามารถหักกระดูกของมนุษย์คนหนึ่งได้อย่างง่ายดายหากเข้าปะทะ

    หลังจากจัดการกับผู้ใช้เวทมนตร์จากห้องหัวกะทิคนแรกแล้ว คนที่ตามมาก็ได้ถูกเซนลอบโจมตีและจัดการไปได้อย่างง่ายดายเป็นเพราะพวกเขานั้นประมาทเกินไปและไม่ได้เรียกเกราะเวทออกมาป้องกันเหมือนกับหญิงสาวก่อนหน้า ไม่อย่างนั้นต้องทำให้เซนใช้ความพยายามมากกว่านี้ในการต่อสู้แน่นอน แต่ก็นับว่าทำได้ไม่เลวในการต่อสู้ในฐานะจอมเวทครั้งแรก