- 4 -
สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ผมถูกพิธีอะไรสักอย่างอัญเชิญมา พวกเขาคิดว่าผมเป็เทวดา เป็คนมาจาก์ หรืออะไรแบบนั้น
พวกคนหูสุนัขที่นี่อยากให้ผมไปเป็หมอเพื่อรักษาอาการป่วยของขุนหลวง
แต่อย่างที่บอกว่าผมไม่คิดจะช่วยจริงจัง ไม่อยากทำแบบนั้น
เพราะถ้าให้เดา ผมคงมีประโยชน์ทางการเมืองต่อคนกลุ่มนี้ถ้ารักษาขุนหลวงได้ พวกเขาคงจะมีความสุขถ้าขุนหลวงไม่ตาย
แต่คำถามคือ ถ้าขุนหลวงไม่ตาย ทุกคนจะมีความสุขจริงๆหรือ?
ไม่หรอก เพราะถ้าขุนหลวงตาย จะต้องมีคนอื่นได้ครองราชย์
ถ้าพวกที่ผมเจอเป็กลุ่มการเมืองที่เรียกได้ว่า “ทีมขุนหลวงปัจจุบัน” ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจะมีกลุ่มการเมืองอีกกลุ่มสนับสนุนคนที่กำลังจะได้ครองบัลลังต่อจากขุนหลวงคนเดิม อาจจะเป็เ้าชาย น้องชาย ของขุนหลวง หรืออะไรทำนองนั้น
เราอาจเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ทีมขุนหลวงใหม่” พวกเขาเป็กลุ่มคนที่รอให้ขุนหลวงตาย เพื่อกลุ่มอำนาจของตัวเองจะได้ขึ้นแทนกลุ่มเก่า
“ทีมขุนหลวงปัจจุบัน” ก็ไม่อยากให้กษัตริย์ตายเพื่อจะได้รักษาอำนาจของตัวเองไว้นานๆ
ส่วน “ทีมขุนหลวงใหม่” ก็อยากให้กษัตริย์ตายเร็วๆ อำนาจจะได้ผลัดเปลี่ยนสู่มือตัวเองเสียที
สมมุติว่าถ้าผมรักษากษัตริย์ได้ “ทีมขุนหลวงปัจจุบัน” อาจจะมีความสุข แต่ พวก “ทีมขุนหลวงใหม่” คงจะไม่พอใจแน่นอน แล้วคิดว่าพวกเขาจะแค้นใครสุด ใครที่เป็ตัวขัดขวางเส้นทางของพวกเขาที่สุด?
แน่นอนว่าคือหมอ ซึ่งก็คือผม การรักษาของผมจะไปขัดขาของพวกเขา คนแรกที่พวก “ทีมขุนหลวงใหม่” อยากจะกำจัดต้องเป็ผมแน่นอน
แล้วอีกทางหนึ่งล่ะ
สมมุติว่าผมรักษาขุนหลวงไม่ได้ ถ้าผมรักษาพลาด กษัตริย์ตาย พวกหูหมา “ทีมขุนหลวงเก่า” ซวยแน่นอน และคิดว่าคนแรกที่พวกหูหมาจะเอาความโกรธไประบายใส่คือใคร
แน่นอนว่าคือหมอ ซึ่งก็คือผม
สรุปแล้วคือ ถ้ารักษาได้ก็ซวย ถ้ารักษาไม่ได้ก็ซวย
เื่อะไรจะต้องทำงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของคนอื่นอีก
ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดจึงชัดเจนอยู่แล้วว่า “ต้องไม่รับงานนี้”
แต่ตอนนี้ผมที่ไม่รู้เื่อะไรกับโลกนี้เลยทำแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องตามน้ำไปก่อน
ผมตัดสินใจแล้วว่าจะหนีไปทันทีเมื่อมีโอกาส
เวลานั้น ทุกคนจากไปจากเรือนที่ผมอยู่หมดแล้ว เหลือแค่ผมกับเด็กสาวผมสีส้มที่ชื่อโช
เธอหันมาพูดกับผมด้วยท่าทางเซ็งๆ
“แล้ว เมื่อไหร่ที่เ้าจะเริ่มพูดความจริงเสียล่ะจันทร์”
“จันทร์?”
“ทำเป็ลืมชื่อตัวเองไปแล้วเหรอ คิดว่าข้าเชื่อเื่โกหกของเ้าหรือไง”
“ฮะ…?”
“ข้าไม่เชื่อในสิ่งที่เ้าพูดหรอก เ้าแค่ทำท่าเป็จำเื่ที่ตัวเองทำไว้ไม่ได้สินะเ้าไพร่”
“ไพร่?”
“เลิกเสแสร้งได้แล้ว เ้าลิง” ยัยหูจิ้งจอกที่ชื่อโชบอก
“อย่าบอกนะว่าเธอคิดว่าผมโกหก”
“ใช่แล้ว เ้าก็แค่โกหกว่าเป็คนอื่นเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกลงโทษเพราะความผิดที่ตัวเองทำไว้ไม่ใช่เหรอ”
“ความผิด?”
ยัยจิ้งจอกกอดอกและสะบัดหน้าไปอีกทาง
ท่าทางของเธอทำให้ผมคิดถึงตอนที่เจอกับคุณหนูใหม่ๆ
คุณหนูที่ว่าคือลูกสาวของนายของผม ตอนที่ผมพบกับเธอครั้งแรก เธอเรียนอยู่ ม.ปลาย อายุน่าจะไม่ต่างจากยัยจิ้งจอกตอนนี้
ส่วนท่าทางก็เหมือนกันแบบนี้
พวกลูกคนรวย ตระกูลดี ขุนนางเอก เป็กันแบบนี้กันหมดหรือไงนะ
การคิดถึงคนในโลกเดิมทำให้ผู้รู้สึกมวนท้องขึ้นมาหน่อยๆ
ผมไม่อยากคิดว่าคุณหนูจะว่ายังไงเมื่อรู้ว่าผมตาย เธอจะคิดว่าผมฆ่าตัวตายจริงๆ หรือสงสัยพ่อตัวเองบ้างหรือเปล่า จึงพยายามตัดบท
“เื่นั้นช่างเถอะ ผมเหนื่อยแล้ว ขออะไรกินสักหน่อยได้มั้ย”
“นายมีสิทธิ์เรียกร้องแบบนั้นั้แ่เมื่อไหร่”
“เมื่อครู่พระยาเขี้ยวเงินบอกว่าให้เธอดูแลผมไม่ใช่เหรอ”
“ก…”
“นอกจากนั้น พรุ่งนี้ผมจะได้เข้าเฝ้าอีกแน่ๆด้วย”
“อะ…"
“หรือว่าอยากให้ผมบอกขุนหลวงว่า “โอ้ นครของพระองค์กระจอกจัง อาหารขาดแคลนไม่ได้เื่ ลูกน้องของพระยาเขี้ยวเงินมารยาทก็ไม่ได้เื่ ไม่รู้จักรับแขกเอาซะเลย”
“เ้า!”
เด็กสาวกัดฟันกรอดๆๆๆ
“ถึงเ้าจะทำเป็ลืม แต่ข้าคงต้องทวนให้เ้าเข้าใจว่าข้าไม่ใช่ “ลูกน้อง” ของพระยาเขี้ยวเงิน ข้าเป็ถึงราชครูเอกของราชสำนัก ศักดินาสามพันไร่ ไม่ใช่คนที่ไพร่อย่างเ้าจะมาต่อปากต่อคำ”
เด็กสาวแบบนี้มีศักดินาสามพันไร่ นครนี้คงใกล้ถึงกาลอวสานแล้วจริงๆ
“ก็ได้ๆ...” ผมตัดบท “ความจริงคนในโลกของผมรักอิสระ ไม่ชอบบังคับจิตใจใคร ถ้าเธอไม่พอใจ ไม่ต้องรบกวนเธอก็ได้”
หูของหญิงสาวกระดิกเมื่อได้ยินแบบนั้น
อารมณ์แสดงออกกันแบบนี้เลยเรอะ พวกคนต่างโลกเนี่ยอ่านง่ายจัง
“เอาแบบนี้” ผมเสนอ “เธอเอาเงินมาให้ผม เดี๋ยวผมจัดการเื่ของตัวเองก็ได้นะ”
“ทำแบบนั้นนายก็หนีสิยะ!!”
ชิ เซนส์ดีจริงๆแฮะ
“อ้าว ไม่ได้เหรอ”
“แน่สิ ใครจะโง่ให้เ้าหลอกกันเล่า”
“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าไม่มีทางเลือกอื่นใช่มั้ยล่ะ”
โชทำท่าฮึดฮัดหูของเธอตั้งตรง
เหมือนผมเคยอ่านมาจากหนังสือสักเื่ว่าถ้าสุนัขทำหูแบบนี้ แสดงว่ากำลังหงุดหงิด
“ก็ได้ ก็ได้” เธอบอก "ข้าก็ไม่อยากนักหรอก มันไม่มีทางอื่นหรอกนะ”
“หืม?”
ผมเอียงคอ
“หุบปากแล้วตามมาเงียบ ๆ ก็แล้วกัน”
เธอหยิบเสื้อคลุมที่ดูเหมือนเสื้อคลุมจอมเวทย์มาจากสาวเขาแพะใช้มาสวม แล้วเดินนำผมไป
ผมมองตามสาวเขาแพะ เธอเดินตามมาช้าๆ ดูจากฐานะแล้ว เธอน่าจะเป็คนรับใช้ของโช ละมั้ง
เมื่อเราเดินออกมาจากเรือน ก็เห็นรถม้าจอดอยู่
ไม่สิ ไม่ใช่รถม้า แต่เป็รถเทียมนกขนาดใหญ่สีน้ำตาลที่เดินด้วยสองขา
“โจโOโบะ!” ผมอุทาน “สุดยอด นี่มันโจโOโบะจริงๆด้วย!”
สิ่งที่นกั์สีน้ำตาลเทียมอยู่เป็รถล้อเกวียน แบบที่มีสารภีนั่งอยู่บนรถด้านนอก คล้ายๆที่ยุโรปใช้ในยุคอลิซาเบท
ถ้าเป็สีเหลืองล่ะก็... ไม่สิ โจโOโบะก็มีหลายสีนี่นา
โจโOโบะที่ว่าคือมาสค็อตในเกมส์สุดฮิต ผมชอบภาค 7 กับ 9 มาก ภาค 8 ก็ไม่เลว แต่ไม่อินกับบทที่ดูเหมือนช่างกลตีกันเท่าไหร่ จำได้แค่ MV ของเพลง DOB ที่ทำเลียนแบบกราฟฟิคของภาค 8 แต่หลังจากภาค 10 ไปผมก็ไม่ได้เล่นแล้ว ถึงแบบนั้นก็ยังเป็แฟนอยู่ ยังซื้อเกมส์มาทั้งๆที่ไม่เคยมีเวลาเล่น ล่าสุดผมไปคอนเสริทเพลงออร์เคสตราของซีรีส์นี้มาด้วย
“เป็บ้าอะไรของนาย ไม่เคยเห็นรถเทียมนกเหรอ?” โชถาม และปืนขึ้นไปบนรถ
ผมพึ่งสังเกตว่าด้านหลังของรถมีคนอีกราว สิบคน ตั้งแถวอยู่ด้านหลังรถ
หนึ่งในนั้นคือสาวเขาแพะที่ผมเห็นตอนแรก เธอเดินออกมาจากเรือนและไปสมทบในคนกลุ่มนั้นด้วย คนทั้งหมดสวมกางเกงขาสามส่วน ไม่ได้สวมรองเท้า ผู้ชายไม่ได้สวมเสื้อ ส่วนผู้หญิงมีผ้าพันอก
ลุงคนขับรถม้า ไม่สิ รถนก เป็คุณสุนัขหูตก ผมสีน้ำตาล ท่าทางอายุมาก สวมกางเกง กับเสื้อผ้าฝ้าย
“เอ้าขึ้นมาสิ” ยังสาวจิ้งจอกร้องบอกผมจากบนรถ
ผมจึงขึ้นไปบนรถ ตอนแรกผมคิดว่ารถสูง แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะร่างกายนี้เล็กกว่าเมื่อก่อนมาก น่าจะสูงไม่ถึง 160 เิเ เป็ความสูงของเด็ก ม.ต้น ก่อนที่จะเริ่มเป็หนุ่ม จึงทำให้ทำอะไรไม่ค่อยสะดวกเลย
ด้านในรถเป็แบบนั่งได้แค่ประมาณสี่คน หันหน้าเข้าหากัน แต่ทันทีที่ผมขึ้นรถ โชก็ออกคำสั่งให้ออกรถ
“แล้วคนพวกนั้นล่ะ?” ผมถาม
“พวกไหน?” โชเอียงคอถามกลับ
ผมชี้ไปยังคณะคนสิบคนที่น่าจะเป็ผู้ติดตามของเธอ
“อ๋อ เดี๋ยวก็เดินตามมา” หญิงสาวบอก แบบไม่สนใจเท่าไหร่
ผมพยักหน้า
ความจริงก็ไม่แปลก รูปแบบการรักษาความปลอดภัยคนระดับรัฐมนตรีก็เป็แบบนี้บ่อยๆ คือใช้คนหลายชุดประจำหลายจุด
บางครั้งหลังจากนายไปแล้ว ทีมงานอาจจะอยู่เพื่อจัดการงานที่ค้างไว้ แลกคอนแท็กต์ติดต่อ และลงรายละเอียดงาน
ตอนนั้นผมคิดแบบนั้น เลยไม่ได้สนใจเื่นี้เท่าไหร่