***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]
กองทัพของพวกปีศาจยักษ์เริ่มแล่นเรือข้ามแม่น้ำเข้าประชิดแนวเนินกำแพงดินของพวกเราแล้ว
กองกำลังขนาดใหญ่นั้นมีจำนวนมากมายเหลือคณานับ จนถมพื้นที่ตลอดความยาวของแม่น้ำไปถึงสุดขอบฟ้าได้
“ท่านขุนพลครับ ตรงนั้นมีเจ้า [อสูรแห่งอัคคี] เจ้าปีศาจร้ายที่เคยบุกมาโจมตีรังของพวกเราเมื่อก่อนหน้านี้รวมอยู่ด้วยครับ! ”
“ออ เจ้าตัวที่บังอาจไปลอบโจมตีรังหลักในตอนที่ข้าไม่อยู่หรอกหรือ? ”
[อสูรแห่งอัคคี] คือสมญานามที่พวกในรังหลักตั้งให้กับปีศาจยักษ์สีแดงเพลิงอันน่ากลัว
แค่การมีอยู่ของเจ้านั่น ทำให้กำลังใจของพวกเราลดถอยลงไปอย่างมาก
แต่สำหรับข้าแล้วนั้น มันคือความตื่นเต้นที่จะได้ล่าเหยื่ออันน่าสนใจมากกว่า
“อย่าได้ขลาดเขลา คิดว่าข้าคนนี้คือใครกัน? ข้า ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส] ขุนศึกของราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] คนนี้อยู่ที่นี้แล้ว! ”
ข้าชูง้าวขนาดยักษ์ขึ้นฟ้า
“อ๊ะ.. โฮ้วววว!!! ”
กำลังใจของกองทัพมดทหารเลวต่างเพิ่มพูนสูงขึ้นมา
ใช่ ไม่มีใครในกองทัพที่ไม่รู้จักข้าหรอก เพราะว่าข้านั้นคือสุดยอดนักรบที่เก่งที่สุดของเผ่ายังไงละ!
กองกำลังสามแสนที่ประจำการแนวป้องกันที่นี่ ต่างรีบตั้งหน้าไม้ยักษ์ขึ้นบนยอดกำแพงเนินดินที่สูงชันสิบเมตร
บรรดามดทาสขนาดเล็กที่ไร้ซึ่งพละกำลังในการรบ ต่างถือหน้าไม้ทดแรงเล็งไปตรงหน้า
ส่วนมดระดับทหารเลวขึ้นไปที่สามารถต่อสู้ได้นั้น ข้าให้พวกเขาเตรียมดักรออยู่ใต้ดินเพื่อรอเวลาเข้าซุ่มโจมตี
แต่ก่อนที่เรือไม้โทรม ๆ ตรงหน้าจะเคลื่อนมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ มันก็มีบางสิ่งบางอย่างบินตรงดิ่งมาทางนี้ก่อน
“นั่นมัน… สัตว์ปีกขนาดยักษ์!? ”
สัตว์ขนาดใหญ่ที่มีเกล็ดสีเขียวกับสีน้ำตาลฝูงหนึ่งได้บินตรงมาทางพวกข้า
บนลำตัวของพวกมันนั้น จะมีปีศาจยักษ์ขึ้นขี่ควบคุมมันเอาไว้หนึ่งตัวต่อหนึ่งคน
และหากสัตว์ปีกยักษ์ตัวไหนมีขนาดตัวราวห้าเมตร บนหลังของมันจะมีอานขนาดใหญ่ที่บรรทุกหน้าไม้ขนาดยักษ์ติดมาด้วย
จำนวนของพวกมันมีราวสองหมื่นห้าพันตัวได้
“ฮะ ฮะ ฮะ น่าสนใจดีนี่หว่า! พวกมันใช้สัตว์ในการรบได้ตามรายงานจริง ๆ ด้วย! มดทหารระดับสูงจำนวนห้าหมื่นนายตามข้ามา พวกเราจะได้รับมือพวกนั้นกัน! ”
ข้าเป็นมดทหารระดับสูงที่มีขนาดตัวสองเมตร
ปกติแล้วนั้น หากเป็นมดทหารระดับสูงขึ้นมา พวกเขาจะมีปีกอยู่กลางหลังเพื่อใช้บินเสาะหาเหยื่อได้ และระดับบินเฉลี่ยจะอยู่ที่ราวห้าเมตร
แต่ถ้าหากฝึกฝนมาดี พวกเขาก็จะสามารถทำระดับบินได้ถึงสิบห้าเมตร
“ฮะ ฮะ ฮะ มาเลย! ”
กองทัพมดทหารระดับสูงที่ฝึกมาอย่างดีได้บินขึ้นฟ้า
ไต่ระดับเพดานบินสูงสิบห้าเมตรเพื่อจะต้อนรับศัตรูที่พุ่งทะยานลงมา
พวกสัตว์ยักษ์บินได้เหล่านั้น คิดหรือว่าจะเอาข้าคนนี้ได้นะ?
แต่ก่อนที่จะได้เข้าปะทะกัน ข้าก็พบว่าตัวเองกำลังคิดผิดที่ไปอาจหาญท้าทายเจ้าปีศาจเหล่านั้น
“@! #%! ”
ปีศาจยักษ์ที่มีผิวสีเขียวเข้ม ดวงตาสีเทา ผมสีฟ้าทวินเทล และแบกขวานสงครามได้ตะโกนก้องด้วยภาษาที่ข้าฟังไม่ออก
พวกสัตว์ยักษ์ที่พุ่งบินทะยานเข้ามาได้สยายปีกออกมา
เกล็ดสีเขียวอันแข็งแกร่งได้ทอประกายแสงอยู่บนฟากฟ้าตรงหน้า
ปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวอันน่ากลัวได้ถูกเปิดกว้างออก
กระแสลมได้ผันผวน ลมร้อนได้โหมกระหน่ำจนภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวไป
“นั่นมันอะไร? ... ทุกคนหลบ! ”
แล้วเปลวไฟก็ได้พวยพุ่งออกมาจากปากอันกว้างใหญ่ของพวกมัน
ข้ารีบบินหักหลบกำแพงไฟที่แผ่ขยายออกเป็นแนวกว้างลงมาจากฟากฟ้า
เปลวไฟนั้นได้แผดเผากองทัพของข้าที่กำลังบินเข้าโรมรัน และบรรดานักรบที่ประจำบนกำแพงแห่งนี้
มดทาสที่ประจำการข้างบนต่างมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
มดทหารที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวดินได้ถูกความร้อนแผดเผาจนสิ้นชีวิตลง
“ยิงหน้าไม้สวนกลับไปซะ! ”
ข้ารีบสั่งการให้โจมตีสอยพวกมันลงมาจากบนฟ้า
“…อะไรกัน ทำอะไรไม่ได้เลยอย่างงั้นหรือ? ”
ลูกธนูทั้งเล็กและใหญ่ได้ถูกยิงขึ้นท้องฟ้า
พวกสัตว์ยักษ์ต่างหยุดพ่นไฟแล้วกางปีกบินขึ้นฟ้าไป
บางตัวบินหลบอย่างว่องไว
และบางตัวก็แผ่หน้าอกรับธนูด้วยเกล็ดอันแข็งแกร่ง ราวกับจะเยาะเย้ยความอ่อนแอของพวกเรา
พอเริ่มเห็นว่าการโจมตีเบาบางลงเพราะต้องเสียเวลาขึ้นหน้าไม้ใหม่ พวกสัตว์ยักษ์มันก็บินต่ำลงมาพ่นไฟอีกครั้ง
แบบนี้ไม่ต้องรอให้กองทัพศัตรูบุกมาถึงหรอก ไม่ถึงสิบนาทีกำแพงปราการก็ถูกตีแตกกระจุยแน่
“แถมระดับบินยังสู้ไม่ได้อีก…”
จากที่ข้าสังเกตุ ระยะพ่นไฟของพวกมันอยู่ที่ราวสามถึงห้าเมตร เป็นระดับที่พวกเราพอจะบินไปตอบโต้ได้
แต่ด้วยเปลวเพลิงที่พ่นออกมาเป็นทิวแถวอย่างเป็นระเบียบ เลยทำให้พวกข้าไม่อาจหาช่องว่างบินเข้าไปโจมตีได้
แล้วพอหยุดพ่นไฟ พวกมันก็จะบินไต่ระดับเพดานจนกระทั้งอาวุธและปีกของพวกข้ามิอาจเอื้อมถึงได้
“หึ หึ หึ เขี้ยวลากดินแบบนี้ค่อยสนุกหน่อย! ”
เลือดภายในร่างเริ่มสูบฉีดอย่างเร่าร้อนขึ้นมา
ข้าละชอบความตื่นเต้นแบบนี้ชะมัด
“ตาย! ”
ข้ากางปีกบินทะยานสวนเข้าใส่พวกมันตัวหนึ่งที่บินลงมาพ่นไฟ
เอี้ยวตัวหลบเปลวเพลิงจนความร้อนแผดเผาชุดเกราะสีแดงสดที่ทางด้านซ้าย
ใช้ความเร็วและความสามารถของตัวเองหักหลบเข้ามุมบอดที่อยู่ข้างใต้ท้องของมัน
“ฮ่ะ!? ”
แล้วใช้ง้าวในมือฟันตรงขึ้นมา
คมง้าวที่ทรงพลังได้ส่งเสียงและประกายไฟแลบขึ้นตามผิวเกล็ดของมัน
ฟันไม่เข้า? ไม่สิ พอจะสร้างบาดแผลให้ได้อยู่ไม่ใช่หรือ?
ถึงจะฟันไม่เข้า แต่หากดูให้ดี ก็จะพบได้ว่าการเรียงตัวของเกล็ดที่หุ้มสวยงามนี้ มันมีจุดอ่อนให้ทำร้ายได้อยู่
“@! ^T”
“เกะกะ”
ข้าปีนไต่หลังของมันขึ้นมา แล้วปลิดชีพปีศาจยักษ์ตัวสูงสามเมตรบนหลังลง
หลบดาบเล่มโต แล้วแทงง้าวไปที่รอยต่อของชุดเกราะเหล็กพวกมัน
ร่างไร้วิญญาณของศัตรูได้ร่วงหล่นลงมาจากหลังสัตว์ยักษ์
เมื่อขาดนายของมัน มันก็เริ่มกรีดเสียงโกรธและพยายามที่จะสะบัดข้าให้ร่วงลงมา
ข้าปีนป่ายตรงไปที่หัวของมันอย่างรวดเร็ว แล้วจัดการแทงลงไปที่นัยตาทั้งสองของมัน
ดวงตาของสัตว์ยักษ์ได้มืดบอดลง
“ปีก ดวงตา แล้วก็เกล็ดย้อนที่ใต้ลำคอ”
ทุกเส้นทางที่ข้าวิ่งผ่านลำตัวของมัน เป็นต้องนองไปด้วยเลือดจากบาดแผลตามจุดที่ว่า
แล้วร่างของสัตว์ยักษ์ก็ได้ร่วงหล่นตามเจ้านายของมันลงไปที่เบื้องล่างจากระยะความสูงสองร้อยเมตร
แต่ก่อนที่จะร่วงตามมันลงมา ข้าก็บินทะยานไปโจมตีตัวที่อยู่ติดกันแทน
จริงอยู่ว่าข้านะบินได้สูงสุดแค่สิบห้าเมตร แต่กับอีแค่ [บินร่อน] นะ มันง่ายมาก
“ฮ่ะ! ”
พายุง้าวสีแดงได้เกิดขึ้นบนหลังของสัตว์ยักษ์ตัวที่สอง
แล้วก็ตัวที่สาม
สี่ ห้า หก เจ็ด…
ฮะ ฮะ ฮะ มันเป็นบ้าเลยว้อย!
***ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]
“เดียวสิเฮ้ย!? นั่นมันตัวบ้าอะไรกัน? ”
ข้ากำลังตื่นตกใจกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในฝูงบินที่ปีกซ้าย
[อสูรปีก] ที่ยื้มมาจากกองทัพอสูรของแครอทนั้น มีทั้งหมดด้วยกันสองหมื่นห้าพันตัว
ใช่ หากดูจากสมญาของข้าแล้ว ข้าก็คือผู้ที่รับผิดชอบกองทัพอากาศของพวกเรา เผ่ายักษานั่นละ
“จะให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ไม่ได้! ”
ทัพอสูรนั้นผิดกับทัพยักษา เพราะหากตายแล้ว พวกมันก็จะตายเลย
การจะเลี้ยงหรือจับมาฝึกให้เชื่องใหม่นั้น มันใช้เวลามากกว่าการเกิดใหม่ของพวกเรา
ดังนั้น จะปล่อยให้เจ้าบ้านั่นสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
“ทุกคนหลบไป! ”
ข้าดึงบังเหียนของอสูรปีกเขียว แล้วบินตรงไปทางมัน
มันเองก็ดูท่าจะจับความต้องการสู้ของข้าได้ มันจึงกระโจนจากหลังของอสูรปีกตัวนั้นมาทางข้า
ง้าวในมือของมันได้ง้างขึ้นฟ้าหมายที่จะปลิดชีพข้า
ข้ารีบยกขวานขึ้นเหนือหัวเพื่อรับเอาไว้
*เคร้ง! *
เกิดประกายแสงจากอาวุธทั้งสอง
ช่างรุนแรงยิ่งนัก!
เจ้าตัวเขี้ยวนี้มันแตกต่างจากตัวอื่น
มันสูงสองเมตร สวมเกราะสีแดงสด และถือง้าวขนาดยักษ์กว่าสองเมตรด้วยแขนทั้งสี่ข้างของมัน
มันลงมายืนอยู่บนหลังของอสูรปีกที่ข้าขับขี่อยู่
พวกเราจ้องหน้ากัน
มันไม่มีช่องว่างเลย--
“เร็ว!? ”
พอรู้ตัวอีกที ร่างของมันก็มาอยู่ตรงหน้าข้าแล้ว
“อั๊ก!? ”
และพอรู้ตัวอีกที ขาข้างซ้ายก็ถูกง้าวของมันแทงลงไป
ถึงจะเป็นแค่แผลถาก แต่ก็สร้างความเสียหายได้พอสมควร
เลือดสีดำของข้าได้ไหลลงมาเป็นทาง
“...ชิ สะบันมันลงไปพร้อมกับข้าเลย! ”
ข้าไม่สามารถเอาชนะยอดนักรบตรงหน้าได้
แต่ทว่าหากเป็นบานาของข้าละก็ เขาต้องทำได้แน่!
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
“หน่วยทัพทหารราบ บุก! ”
“หน่วยไททัน บุก! ”
“หน่วยทัพอสูรขนปุย บุก! ”
“หน่วยทัพอสูร บุก! ”
“โอ้ววว! ”
แผ่นดินได้สั่นสะท้านด้วยกองทัพที่เหนือกว่าของฝั่งพวกเรา
ทัพทหารราบหนึ่งแสนนายของข้า
หน่วยทัพอสูรที่เต็มไปด้วยอสูรอันร้ายกาจของ [แครอท] อีกแปดหมื่นห้าพัน
และหน่วยทัพอสูรขนปุยที่แยกออกมาจากกองทัพอสูรอีกหนึ่งแสน ตำนานมีชีวิต [แมงโก]
ทัพอสูรนั้นก็ตามชื่อ มันเป็นกองทัพที่ใช้สัตว์อสูรในการรบนั่นเอง
แครอทมีความสามารถพิเศษในการฝึกอสูร เธอสามารถเข้าถึงจิตใจของพวกสัตว์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี และได้รับมอบหน้าที่ของผู้ฝึกอสูรมา
กองทัพของเธอจะเน้นไปที่อสูรตามชื่อ และจะมีลูกน้องที่เป็นชาวยักษาคอยควบคุมสั่งการและร่วมต่อสู้ไปพร้อมกับพวกอสูรอีกที
ส่วนทัพอสูรขนปุยนั้น มันคือกองทัพบกที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเรา
อสูรขนปุยเป็นสิงมีชีวิตที่น่ารัก พวกมันมีสี่ขา ดวงตากลมโตสีดำ มีขนสีขาวราวหิมะ และมีขนาดตัวโตเต็มวัยที่ห้าเมตร แถมยังมีเขี้ยวกับกรงเล็บที่ไม่ธรรมดา ฉลาด อีกทั้งยังว่องไว
ด้วยความเป็นมิตรกับพวกเราเผ่ายักษา พวกเราจึงใช้ประโยชน์จากความเร็วในการเคลื่อนที่มาขึ้นขี่และบุกตะลุยในสนามรบ
เห็นว่าพวกยักษาน้อยเองก็ใช้สัตว์อสูรที่เรียกว่า [ม้า] ในการขี่รบคล้ายพวกเราอยู่เหมือนกัน
ต่อมาคือกองทัพ [ไททัน] ของมหาไททัน [แคนตาลูป] ที่เกณฑ์เฉพาะเผ่ายักษาซึ่งตัวสูงกว่าสามเมตรห้าสิบเข้าร่วม
ถึงกองทัพของแคนตาลูปจะเคยพ่ายแพ้อย่างย่อยยับมาก่อน แต่พลังของเขานั้นคือของจริง
กองทัพยักษาจำนวนสี่แสนนายได้วิ่งโถมเข้าใส่เนินสูงสิบเมตรตรงหน้าอย่ามิหวั่นเกรงสิ่งใด
ด้วยผลงานของกองทัพอสูรนภา ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม] ที่ล่วงหน้ามาเผาทำลายอาวุธศัตรูตามยอดเนิน กับพวกศัตรูที่ซ่อนอยู่ในผิวดิน จึงทำให้การบุกตีเป็นไปอย่างง่ายดาย
กองทัพของศัตรูต่างปลิวกระเด็นไม่เป็นท่าราวกับเศษกระดาษ
ในตอนนั้นเองที่ข้าสังเกตุถึงบางสิ่งที่ผิดปกติจากฟากฟ้า
“นั่นมันยัยมาเรียมพลัม!? ทำไมถึงร่วงลงมาจากท้องฟ้าแบบนั้นละ! ”
ข้าแผดเสียงตกใจออกมา
อยู่ ๆ อสูรปีกของเธอก็บินลงมาเหนือพื้นราวสิบเมตร ก่อนที่จะสลัดร่างของเธอลงมา
“เราจะไปช่วยเธอเอง! ”
แมงโกควบทะยานอสูรขนปุยออกไปอย่างรวดเร็ว
รวดเร็วดั่งสายลมก็มิอาจเป็นการกล่าวที่เกินเลยนัก
ร่างของมาเรียมพลัมได้ร่วงหล่นสู่อ้อมแขนของแมงโก
ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่มีเงาสีแดงพุ่งโจมตีใส่เขา
แมงโกรีบขว้างมาเรียมพลัมลงพื้น แล้วชักดาบควายยักษ์สองเล่มออกมารับง้าวนั้นเอาไว้
ร่างของแมงโกที่สวมชุดเกราะเกล็ดอสูรน้ำตาลได้กระเด็นลอยออกมาจากหลังของอสูรขนปุย
บุรุษในตำนานผู้นั่นถูกศัตรูพลักกระเด็นได้!?
ข้ารู้สึกได้ว่าศัตรูตัวนั้นคงไม่ใช่ธรรมดา
“แครอท แคนตาลูป ตามข้ามา รีบไปช่วยพวกเขาเร็ว! ”
ข้ารีบวิ่งไปหาพวกเขาพร้อมกับดึงตรีศูลออกมา
ในตอนนั้นเองที่มีทหารราบจากหน่วยของข้าสิบคนวิ่งเข้าใส่มัน
ชาวยักษาสิบคนที่มีอาวุธครบมือต่างเข้ารุมตัวเขี้ยวที่มีขนาดเล็กกว่า
แต่ทันทีที่คมดาบได้ถูกเหวี่ยงลง ร่างกระจ้อยขนาดสองเมตรตรงนั้นกลับหายไปแล้ว
“อ๊าก! ”
เสียงกรีดร้องของลูกน้องข้าได้ดังขึ้น
เจ้าตัวเขี้ยวตรงนั้นได้วาดลวดลายง้าวไปที่รอบตัวเองราวกับการร่ายรำ
ทวงท่านั้นงดงาม แต่กลับดุดันรุนแรงจนทำให้ร่างของชาวยักษากระเด็นออกมาราวกับใบไม้
ในตอนนั้นเองที่ทหารหาญกลุ่มที่สองได้เริ่มเปิดฉากโจมตี
ทหารหน่วยไททันสูงสี่เมตรสิบคนได้ง้างธนูยักษ์ขึ้น ก่อนที่จะยิงออกไปอย่างรุนแรง
เจ้าตัวเขี้ยวสีแดงใช้ง้าวปัดป้องธนูที่รุนแรงเหล่านั้นได้ราวกับปัดขนนก ก่อนจะขว้างมีดสั้นส่วนกลับมา
มีดเหล่านั้นได้ปักเข้าดวงตา ผ่านช่องว่างของหมวกเกราะเหล็กของพวกเขาจนตายคาที่ทั้งสิบคน
ระลอกคลื่นที่สามได้เข้าจู่โจมมันในเวลาต่อมา
นักรบขี่อสูรขนปุยทั้งห้าคนได้วิ่งเข้าใส่ราวลมกรด
หอกที่ยาวกว่าเจ็ดเมตร ได้ถูกยื่นลงมาจากบนตัวของอสูรขนาดห้าเมตร
ต่อหน้าระยะโจมตีที่ได้เปรียบ เป็นใครก็คงคิดว่าไม่มีทางแพ้
แต่พวกเรานั้นคิดผิด
เจ้าตัวเขี้ยวกางปีกบนหลังแล้วบินทะยานขึ้นฟ้าสูงหกเมตร
ตีลังกากลับหลังอย่างรวดเร็ว แล้วควงง้าวเป็นวงพระจันทร์เสี้ยวออกไปตรงหน้า
ปัดเป่าพัดพาจนร่างของนักรบที่ขี่หลังอสูรกระเด็นลงมาอย่างน่าอนาจ
แล้วพวกเขาก็ถูกมันแทงซ้ำในตอนที่ล้มตัวลงจนสิ้นชีพไป
“ยาก! ”
เสียงตะโกนของแมงโกดังลั่นขึ้น
เพลงดาบควายยักษ์คู่ได้ฟาดปะทะเข้าใส่ง้าวยักษ์
แต่ทว่าเพลงดาบที่ดุดันก็มิอาจล้มเขาลงได้
“ข้าลุยด้วย! ”
มาเรียมพลัมลุกขึ้นยืนอย่างเจ็บปวด แล้วยกขวานสงครามเข้าฟันจากทางด้านหลัง
แต่กระนั้นมันก็ยังใช้ด้ามง้าวรับมือเอาไว้ได้อีก
“ข้าลุยด้วยคนเซ่! ”
ข้าที่ตามมาถึงได้กระหน่ำพายุตรีศูลเข้าใส่
แต่มันกลับหลบการโจมตีเฉียบพลันนั้นได้อีก!?
ในตอนที่มันพุ่งตัวหลบไปทางขวา ดาบสองมือของแครอทก็ได้ฟาดสวนเข้าไปจากมุมอับของข้า
*เคร้ง! *
ง้าวถูกมือทั้งสี่ของมันหมุนควงอย่างรวดเร็วเข้ามารับคมดาบเอาไว้ได้
ในเวลาเดียวกัน ดาบควายยักษ์ของแมงโกก็ฟันเข้าจากทางซ้ายและที่เหนื่อหัวของมัน
ส่วนที่ด้านขวา ก็มีตะบองเหล็กยักษ์ของมหาไททันแคตาลูปหวดเข้าใส่
“) $@$”
ตัวเขี้ยวสีแดงพูดอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะใช้ง้าวปัดดาบของแครอทขึ้นฟ้า ฟาดง้าวใส่ตะบองเหล็กของแคนตาลูปจนกระเด็น ย่อตัวหลบดาบคู่ของแมงโก แล้วปามีดเข้าใส่ยัยแครอทที่กำลังเสียหลักจากการถูกปัดดาบไปเมื่อกี้
“อันตราย! ”
“บานา!? ”
ข้าใช้แขนของตัวเองรับมีดเล่มนั้นเอาไว้
“$&#@...”
ตัวเขี้ยวตรงหน้าบินถอยสร้างระยะห่างออกไป
“@&&&”
มันพูดด้วยอารมณ์ที่ตื่นเต้น ก่อนที่จะพุ่งเข้าใส่พวกเราทั้งห้าคนอีกครั้ง
นี่มันตัวบ้าอะไรฟะเนี่ย!?
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
“ชะ.. ชนะแล้ว”
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงอันเหนื่อยล้า
ตัวเขี้ยวร่างแดงกำลังหลั่งเลือดสีเขียวออกมาเป็นสายจากคมดาบควายคู่ของแมงโก
ตามร่างกายของพวกเราทั้งห้าคนมีบาดแผลจำนวนมากปรากฏให้เห็น
จะมีก็แมงโก ที่เขามีบาดแผลน้อยที่สุดในกลุ่ม
ขนาดใช้ระดับขุนนางรุมถึงห้าคน ยังต้องใช้เวลาถึงยี่สิบนาทีในการเอาชนะมัน
พึ่งเคยเจอศัตรูที่เก่งกาจขนาดนี้เป็นครั้งแรก เรียกได้ว่าอาจเก่งกว่าบานา หรือแม้แต่สุดยอดนักรบของเผ่าเราอย่างแมงโกอีก
“หวังว่าคงไม่ต้องเจอมันในสนามรบครั้งหน้าอีกนะ”
ฉันพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น
ณ เวลาเดียวกัน ทางด้านทิศตะวันออกของทวีป ภายในป่าซึ่งเป็นอดีตอาณาเขตของเผ่าภูติ
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“จากรายงาน สงครามทางเหนือพวกยักษาชนะแล้ว ส่วนสงครามทางตะวันตกนั้น เนื่องจากสะพานถูกทำลาย พวกมนุษย์กับปักษาจึงต้องเสียเวลาหาทางข้ามแม่น้ำมาก่อนค่ะ ~ออง”
“ขอบคุณสำหรับรายงานนะโรส ยังไงก็รบกวนช่วยทำหน้าที่ประสานงานกับพวกสปายต่อด้วยนะ ดอง~”
“ค่ะ ออง~”
หลังจากฟังรายงานผลการรบแล้ว ฉันก็เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมา
ทุกฝ่ายต่างกำลังเดินหมากตามแผนที่ฉันวางเอาไว้
ตอนแรกเป็นห่วงเหมือนกัน ว่าจะมีเผ่าไหนฉีกข้อสัญญาทิ้งหรือเปล่า แต่ฉันคงคิดมากไปเอง
“เอาละ งั้นต่อไปเป็นตาพวกเราบุกกันได้แล้วสินะ? ”
ว่าแล้วประกายแสงสว่างจากปีกของพวกเรา เผ่าภูติ ก็เริ่มส่องสว่างขึ้นไปทั่วป่าที่มืดมิดแห่งนี้
ได้เวลายึดป่าของพวกเราคืนแล้ว!