“สกิลขยายร่างนี่... ฉันจอง!”
สไลม์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายเป็นของเหลว ทำให้สามารถยืดหดตัวได้อิสระ เพราะแบบนั้นเราเลยมักจะเห็นสกิลขยายร่างในเผ่าพันธุ์สไลม์ได้บ่อยๆ
การจะพบสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่มีสกิลขยายร่างนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เรียกว่าหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ดังนั้น เมื่อครั้งนี้เจอสไลม์แล้ว สืออวี่ก็ไม่คิดจะปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไปเด็ดขาด
ขนาดซุนหงอคงยังเรียนรู้วิชาขยายร่างยักษ์ได้เลย แล้วทำไมอสูรกินเหล็กจะเรียนขยายร่างบ้างไม่ได้?
สรุปง่ายๆ คือ มันเป็นสกิลสารพัดประโยชน์ที่เหมาะกับสัตว์อสูรทุกตัว บันทึกเก็บไว้ยังไงก็ไม่ขาดทุนแน่นอน
“ทุกคนฟังทางนี้!”
โจวว่านซานตะโกน
“การฝึกภาคสนามจะเริ่มขึ้นในอีกครึ่งชั่วโมง ภายในช่วงเวลานี้ ทุกคนยังไปซื้ออาหารหรือยาเพิ่มเติมได้ที่ร้านค้าข้างฐานบัญชาการ”
“แต่หลังจากเข้าไปในเขาเทียนหมางแล้ว หากไม่มีเหตุฉุกเฉินร้ายแรง จะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเป็นเวลาสามวัน”
ทุกคนมีเป้ได้เพียงใบเดียว จะยัดอะไรเข้าไปได้มากแค่ไหน ล้วนขึ้นอยู่กับการวางแผนของแต่ละคน
สืออวี่เตรียมของใช้พื้นฐานมาพร้อมแล้ว แต่เสบียงยังไม่พอสำหรับสามวัน ซึ่งในส่วนนั้นคงต้องไปหาเพิ่มในเขาเทียนหมาง นอกจากนี้เขายังเตรียมถุงนอน และหนอนที่เอาไว้ใช้งาน (เบ๊) อีกหนึ่งตัว
คิดแล้วสืออวี่ก็เริ่มรู้สึกเซ็งในใจ ถ้าห้วงมิติอสูรเก็บของอย่างอื่นนอกจากสัตว์อสูรได้ด้วยก็คงดี... การไม่มีอุปกรณ์มิติเก็บของนี่มันลำบากชีวิตชะมัด
จะว่าไป โลกนี้มีอุปกรณ์มิติวางขายบ้างหรือเปล่านะ? นี่เป็นคำถามที่น่าคิด... ถ้ามี วันหลังต้องหามาครองสักอันให้ได้
'สิ่งที่ลูกผู้ชายอย่างเราต้องการ ก็ต้องคว้ามาให้ได้.jpg'
จริงสิ โบราณสถานที่เมืองผิงเฉิงนั่น ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนเป็นอุปกรณ์มิติขนาดใหญ่ยักษ์เลยไม่ใช่เหรอ? แถมยังบรรจุสิ่งมีชีวิตได้ด้วย สืออวี่ตกอยู่ในห้วงความคิดทันที...
“สืออวี่”
ขณะที่สืออวี่กำลังมโนว่าโบราณสถานนั่นจะกลายเป็นสมบัติส่วนตัวได้ไหม เฉินข่ายก็เดินเข้ามาหาอีกครั้ง
“รวมกลุ่มไหม?” เฉินข่ายรัวถามด้วยความกระตือรือร้น
“ห้องเรากะว่าจะตั้งกลุ่มไปล่างูยักษ์คลั่งน่ะ สัตว์อสูรเกราะน้ำแข็งของฉันทำหน้าที่เป็นตัวแทงค์กับคุมโซนได้ เพื่อนในห้องมีคนใช้สัตว์อสูรสายฟ้า ลงไปช็อตปลาในทะเลสาบได้เลย...”
สืออวี่เลิกคิ้วถาม “รอบนี้จับกลุ่มได้ด้วยเหรอ? แล้วจะแบ่งซากสัตว์อสูรกันยังไง”
เฉินข่ายตอบ “ผู้คุมสอบไม่ได้ห้าม น่าจะได้แหละมั้ง ทะเลสาบรอบๆ ถิ่นงูยักษ์คลั่งมีทรัพยากรหายากอยู่ น่าจะพอแบ่งกันลงตัว”
สืออวี่ส่ายหัวปฏิเสธทันที “ไม่ล่ะ พวกนายไปเถอะ ฉันมีเป้าหมายอื่นแล้ว”
เขารู้สึกว่าขืนไปกับพวกนี้ เผลอๆ จะช้ากว่าไปคนเดียว แถมยังไม่สะดวกอีกต่างหาก
“เอ่อ... งั้นก็ได้” แม้เฉินข่ายจะอยากร่วมทีมกับสืออวี่มากกว่า แต่ติดที่นัดเพื่อนไว้แล้ว เขาจึงได้แต่ถอยกลับไปอย่างเสียดาย
เรื่องการจับกลุ่มระหว่างผู้เข้าสอบ ทางฐานการสอบภาคสนามไม่ได้มีกฎห้ามไว้ชัดเจน
แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ไม่ว่าจะฉายเดี่ยวหรือมาเป็นกลุ่ม เป้าหมายของทุกคนในตอนนี้คือมินิบอสที่มีระดับการเติบโตเกินเลเวล 9 ซึ่งมีจำนวนน้อยนิด ถ้าจัดการได้สักตัว Top 20 ก็แทบจะการันตีแล้ว
จากนั้นสืออวี่ก็ปลีกตัวไปร้านค้าเพื่อซื้อถุงมือยางกันไฟฟ้า ใช้เวลาไม่นานเขาก็กลับมาที่จุดรวมตัว
ยังเหลือเวลาอีกเยอะ สืออวี่เลยถือโอกาสเปิดหนังสือคู่มือดูต่อ เมื่อกี้เขาดูแค่ส่วนของสัตว์อสูรดุร้าย ยังไม่ได้ดูส่วนทรัพยากรเลย การเก็บรวบรวมทรัพยากรก็แลกเป็นคะแนนได้เหมือนกัน โดยรวมแล้วรูปแบบก็คล้ายกับการสอบภาคสนามของปีก่อนๆ
อืม... นอกจากสัตว์อสูรและทรัพยากรแล้ว สองหน้าสุดท้ายยังมีคอลัมน์ “เกร็ดความรู้การเอาตัวรอดในป่าวันละนิด คุณเรียนรู้หรือยัง?” แถมมาด้วยแฮะ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเวลา โจวว่านซานก็เรียกทุกคนมารวมตัวกันอีกครั้ง
“ตอนนี้เวลาสิบโมงตรง ทุกคนออกเดินทางได้ สามารถเลือกเข้าทางประตูทั้งสี่ทิศได้อย่างอิสระ”
รอบเขาเทียนหมางมีแนวรั้วกั้นไว้ ทางเข้าออกมีเพียงสี่จุด การเลือกเข้าแต่ละทางจะทำให้เจอสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน
ผู้ฝึกอสูรทุกคนศึกษาแผนที่มาอย่างดีและมีเป้าหมายในใจแล้ว ดังนั้นจึงรู้ดีว่าควรไปทางไหน
โจวว่านซานยังพูดไม่ทันจบ ผู้ฝึกอสูรฝึกหัดทั้ง 100 คนก็เริ่มกระจายตัวกันออกไปแล้ว
ขณะเดียวกัน นกจักรกลขนาดเท่านกกระจอกจำนวนหนึ่งก็บินขึ้นจากเขตปลอดภัย เริ่มบินวนเวียนลาดตระเวนอยู่เหนือเขาเทียนหมาง
—
【ชื่อ】: นกจักรกล
【ประเภท】: จักรกล
【ระดับเผ่าพันธุ์】: เหนือสามัญขั้นต่ำ
【สกิลเผ่าพันธุ์】: บันทึกภาพ, เร่งความเร็ว
【คำอธิบาย】: สิ่งมีชีวิตจักรกลที่มนุษย์สร้างขึ้น ใช้สำหรับติดตาม สำรวจ และสอดแนม
—
เมื่อนกจักรกลบินขึ้น จอภาพขนาดใหญ่ในห้องควบคุม รวมถึงตามเขตปลอดภัยต่างๆ ก็เริ่มแสดงภาพถ่ายทอดสดจากทุกพื้นที่ในเขาเทียนหมางอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะจุดที่มีสัตว์อสูรดุร้ายระดับการเติบโตสูงๆ จะถูกจับตาดูเป็นพิเศษ
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เพื่อความปลอดภัย แต่ยังทำให้เห็นผลงานของผู้เข้าสอบได้ชัดเจนขึ้น การได้นั่งดูก็ถือเป็นความบันเทิงไม่กี่อย่างของเหล่าผู้คุมสอบ ขืนให้นั่งรอผลอย่างเดียวคงน่าเบื่อแย่
......
เชิงเขาเทียนหมาง ณ จุดที่เป็นทางเข้าสู่เขตภูเขาแม่เหล็ก
สืออวี่และผู้ฝึกอสูรฝึกหัดอีกประมาณยี่สิบคนเลือกเข้าทางนี้ ส่วนกลุ่มเฉินข่ายเลือกเข้าอีกทางเพื่อเตรียมไปรุมทึ้งงูยักษ์คลั่ง
“สิบเอ็ด ออกมาได้”
พื้นที่รอบนอกสุดของเขาเทียนหมางถูกเคลียร์พื้นที่ไว้แล้ว แทบไม่มีสัตว์อสูรดุร้ายหลงเหลือ ดังนั้นผู้ฝึกอสูรส่วนใหญ่จึงเลือกเรียกสัตว์อสูรออกมาตรงนี้
สืออวี่ก็เช่นกัน เขาเช็กข้อมูลมาแล้ว บนเขานี้มีพืชวิญญาณหายากอยู่เพียบ ไม่ต้องกลัวว่าสิบเอ็ดจะหมดแรง ให้มันเดินไปกินไป น่าจะรักษาระดับพลังงานได้สบาย
“อิง?”
ทันทีที่ออกมาจากห้วงมิติอสูร สิบเอ็ดก็มองซ้ายมองขวาอย่างงุนงง
ที่นี่เหรอ? ไหนล่ะคู่ต่อสู้? ไหนๆๆๆ?
“เดี๋ยวพาไป” สืออวี่มั่นใจในพลังของเจ้าอสูรกินเหล็กตัวนี้ไม่น้อย
สัตว์อสูรดุร้ายที่นี่เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ป่าดิบเถื่อนที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝน พลังต่อสู้ส่วนใหญ่เทียบกับสัตว์อสูรที่ผู้ฝึกอสูรฟูมฟักมาอย่างดีไม่ได้หรอก
แม้เจ้าสิบเอ็ดจะเพิ่งเลเวล 6 แต่ด้วยสกิลตาเหยี่ยวขั้นชำนาญ สมานแผลความเร็วสูง และสกิลกายาเหล็กขั้นเชี่ยวชาญ
การจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารที่นี่ไม่น่ามีปัญหา... ตราบใดที่ไม่เจอรุมเป็นฝูง พวกเขาก็ไร้เทียมทาน
“งู้ววว~~” สิบเอ็ดโบกไม้โบกมือ เดินตามสืออวี่ต้อยๆ
สืออวี่กำชับเพิ่ม “จริงสิ นายคอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบๆ ด้วยนะ”
ประสาทรับกลิ่นของอสูรกินเหล็กไวมาก และสิบเอ็ดที่มีสกิลตาเหยี่ยว ก็เท่ากับว่าเทพทั้งการมองเห็นและการดมกลิ่น
ด้วยหลักประกันขนาดนี้ โอกาสเจออันตรายแบบไม่ทันตั้งตัวนั้นแทบเป็นศูนย์
เอาล่ะ ต่อไปคือการฝึกภาคสนามของสิบเอ็ดโดยแท้จริง เป้าหมายแรกคือเขตภูเขาแม่เหล็ก เพื่อไปหาสไลม์ไฟฟ้า!
หลังเสียเวลาเรียกสัตว์อสูรไปนิดหน่อย สืออวี่มุ่งหน้าสู่เขตภูเขาแม่เหล็กอย่างแน่วแน่ เขาเหลือบดูแผนที่ในคู่มือ การจะไปถึงเขตภูเขาแม่เหล็กต้องผ่านป่าหมูป่าก่อน...
ป่าหมูป่าเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์อสูรดุร้ายที่ชื่อว่า “หมูป่าขนหนาม”
มันมีพละกำลังมหาศาล หน้าตาดุร้าย เขี้ยวแหลมคม หนังหนาเตอะ แถมยังมีขนแข็งเหมือนเม่นไว้ป้องกันตัว
แต่... เนื้ออร่อยชุ่มฉ่ำ เป็นสิ่งมีชีวิตเหนือสามัญขั้นกลางที่เด็กเห็นเป็นต้องร้องไห้
สืออวี่เองก็ยังเป็นเด็ก มุมปากของเขาจึงมีน้ำตา (น้ำลาย) ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้
ตามบันทึกไว้ในคู่มือ หมูป่าขนหนามในป่าแห่งนี้มีระดับการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ตื่นรู้ขั้น 6 พวกมันถือเป็นตัวตึงระดับกลางๆ ของการสอบรอบนี้
หมูป่าขนหนามไม่ใช่ตัวที่จะเคี้ยวได้ง่ายๆ พลังต่อสู้ไม่เบาเลย ดังนั้นคะแนนสะสมของพวกมันจึงไม่น้อย และยิ่งเป็นแบบนี้ สืออวี่ยิ่งชอบใจ
“สิบเอ็ด ฉันจะพาแกไปล่าหมู!”
“งู้ววว~~”
…
ป่าหมูป่า
หมูป่าขนหนามเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือสามัญที่อยู่กันเป็นฝูง แต่ส่วนใหญ่เวลาอยู่ในถิ่นของตัวเอง พวกมันจะแยกย้ายกันหากิน ซึ่งนั่นเปิดช่องให้ผู้ฝึกอสูรฉวยโอกาสได้
การรับมือฝูงหมูป่าอาจจะน่าปวดหัว แต่ถ้าดวลเดี่ยว ผู้ฝึกอสูรส่วนใหญ่ที่มาสอบน่าจะพอมีความมั่นใจอยู่บ้าง
สืออวี่กับสิบเอ็ดลัดเลาะผ่านทางเดินในป่าจนมาถึงเขตป่าหมูป่า ระหว่างทางเจอสัตว์อื่นบ้าง แต่เป็นพวกคะแนนน้อยนิดอย่างหนูดิน สืออวี่เลยทำเป็นมองไม่เห็น
จะให้แบกภาระพะรุงพะรังเพื่อแลกกับคะแนนไม่กี่สิบแต้มมันยุ่งยากเกินไป ยิ่งพวกตัวที่ไม่ได้คะแนนอย่างหนอนไหมเขียว สืออวี่แทบไม่ชายตามอง
“เจอแล้ว” เพิ่งจะมาถึงชายป่า สืออวี่ก็เจอหมูป่าขนหนามตัวหนึ่งกำลังหาอาหารอยู่
—
【ชื่อ】: หมูป่าขนหนาม
【ธาตุ】: ดิน
【ระดับเผ่าพันธุ์】: เหนือสามัญขั้นกลาง
【สกิลเผ่าพันธุ์】: เขี้ยวหิน
—
“ฮึด! ฮึด!! ฮึดฮัด!!”
ไม่ใช่แค่สืออวี่ที่เจอหมูป่า เจ้าหมูป่าเองก็เจอพวกสืออวี่เหมือนกัน
ศัตรูตามธรรมชาติของหมูป่าขนหนามมีทั้งหมาป่า หมี เสือดาว และนกล่าเหยื่อ ดังนั้นพวกมันจึงต้องคอยระวังตลอดเวลา ทำให้พวกมันหูไวตาไวและดุร้ายมาก
ทันทีที่สัมผัสได้ถึงอันตราย มันเงยหน้าขวับ ขนหนามบนตัวลุกชัน ส่งเสียงฮึดฮัดข่มขู่
หมูป่าขนหนามที่ใช้ชีวิตในป่ารู้ดีว่าตัวเองอาจถูกนักล่าล็อกเป้าเข้าให้แล้ว มันกวาดสายตาหาศัตรูอย่างระมัดระวัง แต่ทว่า...
พอมันเห็นมนุษย์ผอมแห้งแรงน้อยอย่างสืออวี่ กับลูกอสูรกินเหล็กตัวจ้อยอย่างสิบเอ็ด มันก็ชะงักกึก
แค่นี้อะนะ?
น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มไหลพรากที่มุมปากของหมูป่าขนหนาม...
หมูป่าเป็นสัตว์กินพืชและสัตว์ สำหรับเจ้าหมูป่าตัวนี้ ตอนนี้มันรู้สึกเหมือน… คดีพลิก!
ที่แท้นักล่าก็คือตูนี่เอง!
ลาภปาก... อาหารมาเสิร์ฟถึงที่แล้วเว้ย!