รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงอวี๋จื่ออวี๋ตื่นขึ้นท่ามกลางม่านหมอกที่พร่าเลือน
ทว่าท่ามกลางม่านหมอกนั้นเขากลับสัมผัสได้ถึงสายตาสองคู่ที่จ้องมองมาเนิ่นนาน
ณทิศตะวันตกสุดของขุนเขาแห่งหมอก บนหน้าผาสูงชัน
คล้ายจะสัมผัสได้ถึงการตื่นจากการหลับใหลของอวี๋จื่ออวี๋
“โฮก!”
เสียงร้องของจิ้งจอกแผดก้องไปทั่วผืนฟ้า
จากนั้นเก้าหางก็ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นดวงตาอันชาญฉลาดคู่นั้นทอประกายขณะจ้องมองมายังหุบเขาเป่ยอวี่
“ไปเถอะ เก้าหาง”
อวี๋จื่ออวี๋นึกคิดประสานกับการควบคุมม่านหมอก ในม่านหมอกสีขาวสลัวนั้นพลันปรากฏอักษรสองตัวแรกที่เก้าหางรู้จัก... ‘เก้าหาง’
เก้าหางจ้องมองอยู่เนิ่นนานโดยไม่เอ่ยคำใด
ทว่านางกลับทำท่าทางเหมือนมนุษย์ประกบอุ้งมือทั้งสองข้างเข้าหากันพลางโน้มกายคำนับอวี๋จื่ออวี๋ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างสีแดงเพลิงพุ่งทะยานตรงไปยังดินแดนรกร้าง
นางเป็นอสูรกลายพันธุ์ธาตุไฟมีเพียงดินแดนรกร้างอันอุดมไปด้วยธาตุไฟหรือทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไร้ผู้คนตรงสุดเขตแดนรกร้างเท่านั้นที่จะทำให้นางมีโอกาสได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่ของตนเอง
หากโชคดีได้พบสมุนไพรวิญญาณธาตุไฟชั้นเลิศไม่แน่ว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเก้าหางอาจจะหวนคืนกลับมาพร้อมกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำทั่วชั้นฟ้า
นอกจากเก้าหางแล้วอีกด้านหนึ่ง จระเข้จักรพรรดิก็นอนขดตัวอยู่ริมลำน้ำสายใหญ่ประดุจกำลังหลับใหลอยู่ข้างโขดหินยักษ์
“โฮก!”
พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจระเข้จักรพรรดิก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
“ขอให้เดินทางปลอดภัย”
อวี๋จื่ออวี๋ลอบหัวเราะในใจขณะมองดูจระเข้หน้าตาเหี้ยมโหดตัวนี้พลางมอบคำอวยพรให้
ในตอนนั้นคล้ายกับจะรับรู้ถึงคำอวยพรของอวี๋จื่ออวี๋ จระเข้จักรพรรดิพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนจะขยับขาสั้นหนาของมัน ก้าวเดินตรงไปยังลำน้ำสายใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล
ลำน้ำสายนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางน้ำเพียงไม่กี่สายที่ไหลจากขุนเขาแห่งหมอกตรงสู่แม่น้ำสายใหญ่ทางทิศตะวันออก
หากล่องไปตามกระแสน้ำอีกไม่นานจระเข้จักรพรรดิก็จะไปถึงแม่น้ำสายหลักซึ่งเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุด
และเมื่อเวลานั้นมาถึงอวี๋จื่ออวี๋เชื่อมั่นว่าลำน้ำสายใหญ่เบื้องล่างคงได้ต้อนรับผู้ล่าระดับสูงสุดอีกตัวหนึ่ง
...
“เฮ้อ...”
เขาถอนหายใจแผ่วเบาด้วยความอาลัยยามส่งอสูรทั้งสองจากไปอวี๋จื่ออวี๋เบือนสายตากลับมามองยังหุบเขาเป่ยอวี่
เมื่อเทียบกับแต่ก่อนแล้วที่นี่ดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา
เสือขาวกำลังตั้งใจเรียนหนังสือกับชิงกังส่วนพี่หัวราบยังคงดูดซับหินวิญญาณอย่างบ้าคลั่งอยู่ในลานกว้างใต้ดินทั่วร่างอาบไปด้วยประกายสายฟ้าสว่างเจิดจ้า
ส่วนหมูป่าหุ้มเกราะและลิงทองคำก็จับคู่กันออกลาดตระเวนรอบหุบเขาเป่ยอวี่
หากมองไปยังคู่หูคู่นี้ในตอนนี้จะพบกับภาพที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
นั่นคือเจ้าลิงทองคำดันขึ้นไปนั่งบนหลังหมูป่าหุ้มเกราะอย่างผ่าเผยในมือกำผลไม้สีแดงไว้แน่นพลางกัดกินอย่างสำราญใจ ดูแล้วช่างสุขสบายเสียจริง
“เจ้าหมอนี่...”
อวี๋จื่ออวี๋ทอดถอนใจออกมาอย่างจนปัญญา
พรสวรรค์ของเจ้าลิงทองคำนั้นไม่ธรรมดาหากมันสามารถสลัดนิสัยรักสนุกทิ้งไปได้ก็ใช่ว่ามันจะหมดสิทธิ์ทัดเทียมกับสี่ขุนพลอสูรเดินดินภายใต้บัญชาของอวี๋จื่ออวี๋
ทว่าก็นับว่าน่าเสียดายนัก
ในจุดนี้มันยังเทียบพี่หัวราบไม่ได้เสียด้วยซ้ำอย่างน้อยพี่หัวราบก็ยังรู้จักละอายใจและมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง
ทว่าเจ้าตัวนี้กลับ...
ช่างเถอะเลิกคิดดีกว่า
‘ฝืนเคี้ยวแตงย่อมไม่หวาน’ อวี๋จื่ออวี๋เองก็ไม่อยากบังคับจิตใจ
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นดีที่สุด
เมื่อนึกได้ดังนั้นจิตสำนึกของอวี๋จื่ออวี๋ก็เบนไปยังแผงสถานะ
“ม่านหมอกหนาทึบ สร้างภาพหลอน กิ่งก้านกลายพันธุ์ รากไม้กลายพันธุ์ควบคุมธาตุดิน... และรากไม้หลักที่เพิ่งงอกออกมา... จำแลงมังกร”
อวี๋จื่ออวี๋ไล่สายตามองความสามารถแต่ละอย่างที่เขาจดจำได้ขึ้นใจ
นอกจาก‘มังกรดิน’ ที่ยังอยู่ใน เลเวล 1 แล้ว ความสามารถที่เหลืออีกห้าอย่างต่างก็บรรลุถึง เลเวล 2 แล้วทั้งสิ้น
อวี๋จื่ออวี๋ตั้งใจจะยกระดับ‘มังกรดิน’ ให้ขึ้นสู่เลเวล 2 ทว่าแต้มวิวัฒนาการที่ต้องใช้นั้นกลับเป็นตัวเลขที่มหาศาลราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
แม้จะเป็นอวี๋จื่ออวี๋ในยามนี้เมื่อได้เห็นตัวเลขนั้นก็ยังอดที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความหนาวเหน็บไม่ได้
แต้มวิวัฒนาการถึงหนึ่งแสนแต้ม!เขาคิดว่ามันมากพอจะใช้เสริมแกร่งร่างกายได้ทั้งร่างเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อคำนึงถึงว่ารากหลักเส้นนี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นมังกรดินที่ชอนไชทะลวงเปลือกโลกและใช้ผืนปฐพีเป็นแหล่งพลังงานได้ อวี๋จื่ออวี๋ก็ลอบยิ้มออกมาบางๆ
ความสามารถอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ต่อให้ต้องทุ่มแต้มวิวัฒนาการไปมากเพียงใดก็นับว่าคุ้มค่า
น่าเสียดายที่ยามนี้อวี๋จื่ออวี๋ยังไม่มีแต้มวิวัฒนาการมากถึงขนาดนั้นมิฉะนั้นเขาคงทุ่มแต้มทั้งหมดลงไปโดยไม่ลังเล
ทว่าในตอนนี้...
อวี๋จื่ออวี๋ทำได้เพียงค่อยๆขัดเกลาความสามารถเลเวล 2 เหล่านี้ไปทีละนิดเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นอวี๋จื่ออวี๋ในยามนี้ยังกระหายใคร่รู้เหลือเกินว่าความสามารถในเลเวล 3นั้นจะทรงอานุภาพและน่าหวั่นเกรงเพียงใด
ในฐานะที่เป็นความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัติที่สามารถต่อกรกับมหาอำนาจได้ทั้งประเทศอวี๋จื่ออวี๋เชื่อมั่นว่ามันจะไม่มีทางทำให้เขาต้องผิดหวังอย่างแน่นอน
“เฮ้อ...”
เขาทอดถอนใจยาวออกมาหนึ่งหนอวี๋จื่ออวี๋พลันมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ม่านหมอกหนาทึบสร้างภาพหลอน กิ่งก้านกลายพันธุ์ รากไม้กลายพันธุ์ และควบคุมธาตุดิน
ในบรรดาความสามารถเลเวล 2ทั้งห้าอย่างนี้ อวี๋จื่ออวี๋มีความเชี่ยวชาญ ‘ม่านหมอกหนาทึบ’ มากที่สุด
ส่วนความสามารถที่เหลือยังขาดการสั่งสมที่เพียงพอ
อย่างเช่นการควบคุมธาตุดินที่เขายังไม่สู้จะเชี่ยวชาญนักจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถมุดลงไปให้ลึกถึงใจกลางปฐพีได้
ส่วนภาพหลอนก็นับว่าพิสดารและคาดเดายากยิ่งนักแม้อวี๋จื่ออวี๋จะตั้งใจควบคุมเพียงใด ทว่าบางครั้งก็ยังรู้สึกเกินกำลังอยู่บ้าง
ส่วนเรื่องกิ่งก้านกลายพันธุ์และรากไม้กลายพันธุ์นั้น...ต้องขออภัยด้วยจริงๆ
ในเมื่อพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างหลักการจะยกระดับให้แข็งแกร่งขึ้นจึงต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานและต่อเนื่องซึ่งอวี๋จื่ออวี๋ไม่สามารถรอคอยได้นานถึงตอนนั้น
ด้วยเหตุนี้ทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาในตอนนี้จึงหนีไม่พ้นยกระดับ‘ม่านหมอกหนาทึบ’
เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็ลอบหัวเราะออกมาแผ่วเบา
“ระบบ ข้าต้องการเสริมแกร่งความสามารถพิเศษ... ม่านหมอกหนาทึบ”
ทันใดนั้นเสียงอันไร้อารมณ์ของระบบก็ดังขึ้นที่ข้างหูของเขา
“ติ๊ง! ท่านยืนยันที่จะใช้แต้มวิวัฒนาการ 10,000 แต้มเพื่อเสริมแกร่งความสามารถ ‘ม่านหมอกหนาทึบ’ เลเวล 2 หรือไม่?”
“แต้มวิวัฒนาการ 10,000 แต้มเลยรึ?”
หัวใจของอวี๋จื่ออวี๋กระตุกวูบทว่าเขาก็ข่มใจระงับความตื่นเต้นนั้นไว้ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแห้งผากว่า“ยืนยัน”
พับผ่าสิ!ยังดีที่ในมือเขายังเหลือแต้มวิวัฒนาการอยู่ 14,000 แต้ม
มิฉะนั้นเขาก็คงไม่มีปัญญาจ่ายค่าอัปเกรดในครั้งนี้
แต่ดูท่าแล้วหลังจากการเสริมแกร่งในครั้งนี้ตัวเขาคงจะถูกรีดแต้มวิวัฒนาการจนหมดเนื้อหมดตัวเป็นแน่
“อะแฮ่ม...”
อวี๋จื่ออวี๋กระแอมไอเบาๆขณะนึกถึงการยกระดับกิ่งก้านและรากไม้กลายพันธุ์ในลำดับถัดไป
ภาระค่าใช้จ่ายขนาดนั้นเอาชีวิตเขาได้เลยนะนั่น!
ช่างเถอะคาดว่าในเวลาอันสั้นนี้เขาคงยังไม่ทันได้ทะลวงเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สาม
ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่เขามั่นใจหากระดับพลังวิญญาณของเขาพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเจ็ดแสนถึงเก้าแสนหน่วยและในมือมีความสามารถเลเวล 3 อยู่หลายอย่างเขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวพวกมนุษย์อีกต่อไป
อย่างน้อยที่สุดเขาก็จะมีคุณสมบัติเพียงพอจะยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กับ‘เผ่าพันธุ์ที่ครองโลกมานับพันปี’ ได้
และนี่ล่ะคือเสน่ห์ของการวิวัฒนาการที่ไร้ขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิต
ขุมกำลังของตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่แข็งแกร่งพอจะกวาดล้างทุกสรรพสิ่งจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกชีวิตต่างโหยหาและบ้าคลั่งไปกับมัน
ถึงยามนั้นหากขุมกำลังของอวี๋จื่ออวี๋ก่อตัวเป็นรูปธรรมการจะเข้ายึดครองดินแดนสักแห่งย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลย
เมื่อนึกถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็อดมิได้ที่จะรู้สึกคาดหวัง
ทว่าในตอนนั้นเอง...
“ตูม!” เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทจนหูของอวี๋จื่ออวี๋อื้อไปชั่วขณะราวกับถูกฟ้าผ่าลงมากลางแสกหน้า สติสัมปชัญญะของเขาจมดิ่งสู่ความโกลาหลในทันที
ในเวลาเดียวกันม่านหมอกที่แผ่ปกคลุมขุนเขาแห่งหมอกก็เริ่มสั่นสะเทือนและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยากจะอธิบายได้