ในห้องทรงงานอันโอ่อ่าของฮ่องเต้ เสียงฝีเท้าขององค์รัชทายาท หลี่หย่งเทียน ดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน ก่อนที่เขาจะหยุดตรงหน้าประตูบานใหญ่ หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อราชโองการอภิเษกสมรสกับ ไป๋อวี้หลัน ถูกประกาศออกไป เขารู้ว่าชะตาของตนกำลังถูกบีบบังคับ
เมื่อเข้าเฝ้า พระพักตร์ของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความเยือกเย็น ดวงพระเนตรคมกริบจ้องมองบุตรชายที่นั่งคุกเข่าตรงหน้า “เ้ามีเื่สำคัญถึงกับต้องมาพบข้าด่วนเช่นนี้ มีสิ่งใดหรือ?”
หลี่หย่งเทียนสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านพ่อ ลูกขอพระราชทานอภัยที่ต้องกล่าวเช่นนี้ แต่ลูกไม่สามารถแต่งงานกับไป๋อวี้หลันได้ หัวใจของลูกมีให้เพียง หลินเหม่ยซิน และลูกปรารถนาจะแต่งงานกับนางเท่านั้น”
ทันทีที่เขาเอ่ยจบ พระพักตร์ของฮ่องเต้ก็แปรเปลี่ยนเป็ความโกรธ พระองค์ทรงทุบโต๊ะด้วยพระหัตถ์จนเสียงดังสนั่น “เ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดอะไร?!”
“ลูกเข้าใจดีพ่ะย่ะค่ะ…” หลี่หย่งเทียนตอบอย่างสงบ “แต่ลูกเชื่อว่าการแต่งงานควรเป็สิ่งที่ลูกเลือกเอง”
ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืน พระพักตร์เคร่งขรึม “เ้าคิดว่าแผ่นดินนี้จะปกครองด้วยอารมณ์ของเ้าหรืออย่างไร? ตระกูลไป๋ทรงอำนาจเกินกว่าที่เ้าจะจินตนาการได้ หากไม่มีข้อตกลงนี้ เ้าอาจไม่มีวันได้ครองราชบัลลังก์!”
“แต่ท่านพ่อ…”
“ฟังข้าให้ดี!” ฮ่องเต้ตวาดเสียงดัง “ตระกูลไป๋กำลังสนับสนุนองค์ชายสามอย่างลับๆ เ้าไม่เห็นหรือ? ถ้าเราไม่ผูกพันธมิตรกับพวกเขา อำนาจของตระกูลนี้อาจกลายเป็ภัยต่อราชสำนัก หากพวกมันคิดก่อฏ เ้าจะจัดการได้หรือ?”
หลี่หย่งเทียนนิ่งเงียบ คำพูดของฝ่าาทำให้เขารู้สึกหนักอึ้ง
“การอภิเษกครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเ้า แต่มันคือการรักษาความมั่นคงของราชวงศ์! แต่หากเ้ามั่นใจว่าตระกูลไป๋จะเป็ภัย…หลังแต่งงาน เ้าจงหาหลักฐานว่าพวกมันก่อการฏ แล้วกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก ข้าจะสนับสนุนเ้าเอง!”
หลี่หย่งเทียนเงยหน้าขึ้น มองฝ่าาผู้เป็พ่อของเขาด้วยสายตาตกตะลึง
“ส่วนหลินเหม่ยซิน…” ฮ่องเต้ทรงลดน้ำเสียงลง “หากเ้ารักนางจริง ข้าจะอนุญาตให้นางเข้าวังได้…แต่เป็ได้เพียงสนมเท่านั้น เ้าเลือกเอา ว่าจะทำเพื่อหัวใจของเ้า หรือเพื่อแผ่นดินนี้”
คำพูดสุดท้ายดังก้องในหัวของหลี่หย่งเทียน แม้เขาจะก้มหน้าลงคำนับแล้วเดินออกจากห้อง แต่คำถามที่ฮ่องเต้ทิ้งไว้ทำให้หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความสับสน
ในเช้าวันต่อมา…
ในท้องพระโรงอันโอ่อ่าของวังหลวง เสียงขันทีขานพระราชโองการดังกังวานก้องทั่วบริเวณ ขุนนางที่เข้าร่วมในพิธีต่างเงียบสงัด เมื่อราชโองการฉบับใหม่ถูกประกาศออกมา
“ตามพระบัญชาของฝ่าา ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมแห่งแคว้นเยี่ยน บัดนี้มีราชโองการให้ หลินเหม่ยซิน บุตรีของขุนนางหลิน ผู้ซื่อสัตย์และรับใช้ราชสำนักด้วยความจงรักภักดี ได้รับตำแหน่ง สนมขั้นกลาง นามว่า ‘สนมเหม่ย’ โดยจะเข้าประจำตำหนักหยกขาวในวันสิ้นเดือน…”
เสียงขานราชโองการเงียบลง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกุกกักของเหล่าขุนนางที่กระซิบกระซาบกันอย่างเบาๆ
ในกลุ่มผู้ยืนฟัง ไป๋อวี้หลัน ยืนนิ่ง ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มบาง แต่ดวงตาของนางกลับเยือกเย็นเหมือนน้ำแข็ง “สนมขั้นกลาง…” นางพึมพำแ่เบา น้ำเสียงราวกับเย้ยหยัน
“คุณหนูเ้าคะ” นางกำนัลคนสนิทกระซิบข้างหู “ฝ่าาทรงอนุญาตให้บุตรสาวขุนนางเล็กๆ เข้าวังในฐานะสนม นี่มัน…”
“มันก็น่าสนใจดีไม่ใช่หรือ?” อวี้หลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาของนางเต็มไปด้วยความร้ายกาจ “สนมเหม่ยอย่างนั้นหรือ? ต่อให้เข้าวังมา ก็เป็ได้แค่สนมต่ำต้อย ไม่อาจแตะต้องตำแหน่งของข้าได้”
ที่ตำหนักขององค์รัชทายาท หลี่หย่งเทียน ยืนอยู่ในลานกว้าง เขามองขันทีที่นำราชโองการมาส่ง ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความหวังริบหรี่ หลังขันทีขานราชโองการจบ เขาค่อยๆ เอ่ยขึ้น “หมายความว่านางสามารถเข้าวังได้แล้วใช่หรือไม่?”
ขันทีก้มหน้าลงคำนับ “พ่ะย่ะค่ะ สนมเหม่ยจะประจำตำหนักหยกขาวและเป็ส่วนหนึ่งของวังหลังตามพระราชโองการ”
หลี่หย่งเทียนหลับตาลง ความโล่งใจปรากฏขึ้นในใจ แม้ตำแหน่งของเหม่ยซินจะไม่สูงส่งอย่างที่เขา้า แต่การที่นางสามารถเข้าวังมาอยู่ใกล้เขาได้ก็นับว่าเป็ความกรุณาที่เขาไม่คาดคิด
“อย่างน้อย…เ้ายังอยู่ข้างข้า” เขาพึมพำในใจ
ที่ตำหนักหลิน เหม่ยซินคุกเข่ารับราชโองการด้วยหัวใจหนักอึ้ง แม้การเข้าวังจะหมายถึงการได้อยู่ใกล้หลี่หย่งเทียน แต่ตำแหน่งสนมขั้นกลางทำให้นางรู้สึกต่ำต้อย และกังวลถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวังหลัง
“ข้าควรยินดีหรือเสียใจกันแน่…” นางพึมพำกับตนเอง มือกำกระดาษราชโองการไว้แน่น
ในขณะที่ผู้คนมากมายกำลังวุ่นวายกับข่าวการแต่งตั้งสนม อวี้หลันกลับเตรียมแผนการใหม่ในใจอย่างเงียบเชียบ “เ้าจะได้รู้
สนมเหม่ย… ว่าในวังหลวงแห่งนี้ มีที่ยืนสำหรับเ้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
“ตำแหน่งฮองเฮาเป็ของข้า… และข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครแย่งความสำคัญในวังหลังนี้ไป!”
ยามราตรีที่ตำหนักหยกขาว แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ทอประกายอ่อนบนพื้นหินอ่อนที่เรียบเย็น หลินเหม่ยซิน นั่งอยู่คนเดียวที่ริมหน้าต่าง ใบหน้าที่งดงามแฝงความเศร้า นางจ้องมองดอกเหมยในสวนที่ไหวเอนตามแรงลม แต่หัวใจของนางกลับนิ่งงัน
ั้แ่วันที่ได้รับราชโองการให้นางเข้าวังในฐานะสนมขั้นกลาง ทุกสิ่งดูเหมือนจะเปลี่ยนไป แม้จะได้อยู่ใกล้ องค์รัชทายาทหลี่หย่งเทียน แต่ความต่างของตำแหน่งทำให้นางรู้สึกว่าไม่มีที่ยืนในวังหลังแห่งนี้
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นด้านนอกตำหนัก นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย ก่อนที่ประตูจะเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงสง่างามของหลี่หย่งเทียน
“องค์รัชทายาท…” เหม่ยซินพึมพำ น้ำเสียงของนางทั้งดีใจและตื่นใในเวลาเดียวกัน
หลี่หย่งเทียนเดินเข้ามาหานาง แววตาอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิด เขาทรุดตัวลงนั่งตรงหน้านาง เอื้อมมือจับมือนางไว้อย่างมั่นคง
“ข้ามาช้าไปหรือไม่?” เขาเอ่ยเบาๆ เหม่ยซินส่ายหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบ
“ข้ารู้ว่า…การที่เ้าต้องมาอยู่ที่นี่ในฐานะสนมขั้นกลาง อาจทำให้เ้าเนื้อน้อยต่ำใจ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น “แต่เชื่อข้าเถิด ข้าทำสิ่งนี้เพื่อให้เ้ามาอยู่ใกล้ข้า ไม่ใช่เพื่อทำให้เ้ารู้สึกต่ำต้อย”
เหม่ยซินมองเขา ดวงตาไหววูบด้วยความสับสน “เพคะ ข้าเข้าใจว่าพระองค์พยายามทำเพื่อข้า แต่ตำแหน่งนี้… มันไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกมั่นคงเลยเพคะ ในวังหลังแห่งนี้…”
“อย่ากังวลไป” หลี่หย่งเทียนพูดขึ้นทันที แววตาเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เ้าคือคนที่ข้ารัก ตำแหน่งใดไม่สำคัญ ตราบใดที่เ้ารู้ว่าข้าอยู่เคียงข้างเ้าเสมอ”
คำพูดของเขาปลอบโยนนางได้เพียงชั่วครู่ แม้จะอบอุ่น แต่เหม่ยซินรู้ดีว่าในวังหลวง ความรักอาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องตัวนางจากพายุแห่งอำนาจที่รออยู่
“แต่หม่อมฉัน…” นางเอ่ยอย่างลังเล แต่หลี่หย่งเทียนยกมือขึ้นแตะไหล่นางเบาๆ
“เ้าวางใจเถิด ข้าสัญญาว่า ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเ้า…แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม”
“แต่ในวังหลวงแห่งนี้ คำสัญญาอาจไม่ใช่สิ่งที่ช่วยปกป้องได้…” เหม่ยซินพึมพำในใจขณะที่มองแผ่นหลังของหลี่หย่งเทียนที่เดินจากไป