Chapter 14 : ใครคือรีลอย
“เอ็งว่าใครจะออกจากดันคนแรก” เสียงแหบเอ่ยขึ้นถามคนข้างๆ
“มึงพูดมาก่อนเลยไอ้เมศ” อีกคนตอบกลับ
ชายชราทั้งสองมองหน้าก่อนครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “ข้าว่าไอ้นน” เมศกล่าว ก่อนที่ทิศจะยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าว่าไอ้บอย” ทั้งสองพยักหน้าใส่กัน
“รอบนี้พันห้า ข้าชนะแน่” เมศพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
พวกเขาลงเดิมพันกันอย่างเช่นเคย ทั้งสองหัวเราะออกมาเมื่อคิดถึงเงินที่ตัวเองกำลังจะได้ ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ผลลัพธ์ว่าสุดท้ายแล้ว ใครจะเป็ฝ่ายชนะพนันในครั้งนี้
และทันใดนั้นเอง “ตา!!”
เสียงเข้มก็ดังขึ้นข้างหลังของพวกเขา พาเอาคนทั้งร้านทั้งมินและมาย และชายชราอีกหลายๆ คนหันไปยังต้นเสียง เผยให้เห็นถึงชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบกว่าๆ สวมเครื่องแบบตำรวจสีกากี จ้องมองไปยังชายชราที่ชื่อเมศอย่างดุดัน
เขาเดินตรงดิ่งเขาไปหาชายชราอย่างรวดเร็ว “ตามาทำอะไร ผมรู้นะ” เขากล่าว
“ไอ้ไมค์ ไอ้หลานชั่ว มึงจะมาจับกูอีกแล้วเรอะ” เมศะโขึ้นด้วยความโมโห
“กลับบ้าน ไม่งั้นผมจับตาอีกรอบจริงๆ นะ นี่ถ้ายายไม่โทรฯ มาบอกผมละก็!” ไมค์พูดขึ้นก่อนจะจับแขนข้างหนึ่งของตาตัวเอง
“ข้าไม่กลับ ก็แค่พนันเล่นๆ กับไอ้ทิศเอง เงินไม่กี่บาท” เ้าของเสียงแหบเถียง
“ตาอย่าให้ผมโมโหได้ไหม หยุดสักที พนันเนี่ย แล้วพวกตาๆ ก็เหมือนกัน อย่าให้ผมรู้ว่าเล่นพนันอีก ผมจับจริงนะ” ลากตาของตนออกจากร้านไปโดยไม่ลืมที่จะขู่ชายชราที่เหลือเกือบสิบคนที่มองภาพเหตุการณ์อันคุ้นเคยเพราะเห็นแบบนี้เป็ประจำ
มินเลิกสนใจ หันกลับมาสลับมองดูภาพบนโทรทัศน์กว่าห้าเครื่องที่กำลังฉายภาพของลูกค้าของเขาที่กำลังต่อสู้อยู่ในดันเจี้ยน ทั้งจอห์นที่เพิ่งจะเข้าดันเจี้ยนก็อบลินแห่งป่าดิบชื้นไปใหม่อีกครั้ง ทั้งเหล่าสี่เด็กหนุ่มที่เข้าไปลองดันเจี้ยนใหม่ ทุ่งหญ้าแห่งวรนาถ และดูเหมือนว่าจะมีคนใกล้โดนจัดการในกลุ่มเด็กหนุ่มเสียแล้ว
สอง ผู้ที่มีระดับแรงก์สูงที่สุดในกลุ่มเป็คนแรกที่จัดการด้วงสว่านได้หมดก่อน มินมองไปที่หน้าจอที่กำลังฉายภาพของเด็กหนุ่ม ปรากฏภาพของมุมปากของเขากำลังยกยิ้มเมื่อจัดการมอนสเตอร์ตัวเล็กตัวน้อยได้หมดแล้ว และในขณะที่เ้าตัวกำลังจะวิ่งเข้าหาคุณยายวรนาถเพื่อจะจัดการอีกฝ่ายนั้นเอง
ร่างกายของเด็กหนุ่มก็พลันหยุดชะงัก ฉับพลันก็เขาล้มลงกับพื้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ขยับเขยื้อนไม่ได้ ราวกับว่าร่างกายของเขาเป็อัมพาต พร้อมๆ กับที่ความเ็ปประดังเข้ามาราวกับว่ามีเข็มนับพันทิ่มแทงไปทั่วร่างกายของเขา ฟองน้ำลายค่อยๆ ไหลออกมาจากปากของเด็กหนุ่มก่อนที่ดวงตาของเขาจะขาวโพลนในที่สุด
“ไม่คิดว่านายจะใช้วิธีนี้” มายเอ่ยขึ้นโดยยังไม่ละสายตาไปจากนิตยสารที่กำลังอ่านอยู่
“ทำไงได้อะ ดันเจี้ยนระดับจี มอนสเตอร์ที่มีในช็อปมีแต่อ่อนๆ มันก็ต้องมีลูกเล่นหน่อยไหมล่ะ จะได้ไม่น่าเบื่อ” เขาตอบ
และลูกเล่นที่ชายหนุ่มหมายถึงก็ไม่ใช่อะไรแปลกๆ ซับซ้อนแต่เป็เ้าด้วงสว่านนั่นแหละ มันคือมอนสเตอร์ระดับเทียร์หนึ่งแรงก์จีที่อ่อนแอและกากมากๆ แต่พวกมันมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้มินสนใจ
เผ่าพันธุ์: ด้วงสว่าน (G)
เทียร์ | ★
พลังโจมตี | ☆
ความว่องไว | ☆
สกิลติดตัว (passive skill) : ละอองพิษ (poison dust)
ละอองพิษเป็สกิลที่ไม่มีผลกับคนมีพลังเท่าไหร่นัก โดยพิษของมันจะทำงานโดยอัตโนมัติ พิษจะกระจายออกมาในอากาศเมื่อด้วงสว่านตาย พิษดังกล่าวเป็เพียงพิษอ่อนๆ เท่านั้น ไม่สามารถทำให้ใครตายได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้สกิลนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทวีคูณเป็ห้าสิบเท่า นั่นก็คือ หากด้วงสว่านถูกฆ่าตายในพื้นที่เดียวกันในระยะสามร้อยเมตร พิษจะส่งผลทันทีเมื่อด้วงสว่านตัวที่ห้าสิบโดนจัดการ ทำให้ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่อยู่ในระยะสามร้อยเมตรนี้จะโดนพิษโจมตีทันทีเมื่อสูดลมหายใจปนพิษเข้าไปเพราะมันสามารถซึมเข้าร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
ถ้ามินไม่บังเอิญไปเห็นเอฟเฟคนี้ของด้วงสว่านเข้าล่ะก็ เขาก็คงเลือกมอนสเตอร์แรงก์เอฟตัวอื่นไปแล้ว เป็โชคดีของชายหนุ่ม และราคาด้วงสว่านห้าสิบตัวนี้ก็เล่นเอาเงินเขามีหมดเกลี้ยงไปเลย
“พี่ค่ะ” แอลที่เดินลงมาจากชั้นสองในชุดผู้ป่วยส่งเสียงเรียก
“ว่าไงคะน้อง” มายรีบเด้งตัวขึ้นมาถามเด็กสาว
“ดันเจี้ยนสนุกมากๆ เลยค่ะ” เด็กสาวกล่าวชมพลางมาที่มิน ก่อนที่เธอจะเดินเข้าห้องสเตชันของเธอไปเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
“ว่าแต่ฉายานี่มันคืออะไรเหรอคะพี่ มันมีผลเหมือนที่เขียนจริงๆ เหรอคะ” เมื่อเธอเดินออกมาในชุดเกราะหนังดังเดิม ทำให้ทั้งมายละมินรู้ได้ทันทีว่า อีกฝ่าย้าที่จะใช้บริการดันเจี้ยนอีกครั้ง
“ตามนั้นแหละครับ” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ
“ถ้างั้นก็แสดงว่าฉายาทายาทอสูรนี่สามารถจะลดพลังการโจมตีของหนูจริงๆ ใช่ไหมคะ” แอลถามขึ้นด้วยน้ำเสียงใ
มินพยักหน้า ระบบดังกล่าวเป็ระบบที่ซิสเตมใส่มาพร้อมๆ กับแอปพลิเคชันและดันเจี้ยน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่ทราบมาก่อน จนกระทั่งเขาหาข้อมูลต่างๆ อ่าน เนื่องจากเขาเป็แอดมิน (Admin) ของแอปพลิเคชันออตเทอเรีย ทำให้เข้าสามารถเข้าถึงข้อมูลของฟังก์ชันและระบบต่างๆ ที่แอปพลิเคชันมีได้
“อ่า แย่สิทีนี้ ถ้าหนูเข้าดันเมื่อกี้อีกคงเสียเปรียบแย่” แอลบ่นออกมา
“น้องสนใจลองเข้ากับพวกเด็กๆ พวกนี้ไหมล่ะ” มายถามเด็กสาวก่อนจะชี้ไปที่หน้าจอโทรทัศน์ทั้งสาม
“หา กับน้องๆ พวกนี้เหรอคะ” เธอถามด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่ได้รู้จักพวกเขามาก่อน อยู่ๆ จะให้ไปร่วมปาร์ตี้ด้วยเด็กสาวจึงรู้สึกแปลกๆ
“น้องๆ พี่นิสัยดีนะ” เป็อีกครั้งที่มีเสียงปริศนาอีกเสียงดังขึ้นข้างหลังของพวกเขา ทั้งสามจึงคนหันไปที่หน้าร้านทันควัน
เผยให้เห็นหญิงสาวในชุดนักศึกษา เธอมีรอยยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้า คนนี้ๆ คือน้ำหนึ่ง พี่สาวของสองแฝดนั่นเอง เธอสาวเท้าเดินมาหาเด็กสาว หันไปยกมือไหว้ให้มินกับมายครั้งหนึ่ง “หวัดดีค่ะพี่ๆ” ทั้งสองยกมือรับไหว้อีกฝ่าย ก่อนจะมองหน้ากัน
เพราะมายเป็คนเสนอให้แอลลองเข้าปาร์ตี้กับพวกของบอย เธอจึงสนใจบทสนทนาของน้ำหนึ่งและแอลเป็พิเศษ
“เมื่อกี้พี่ได้ยินว่าพี่มายอยากให้น้องลองเข้าตี้น้องชายพี่ น้องอยากลองดูไหม วันนี้พี่ว่าพี่จะเข้าด้วยเหมือนกัน” น้ำหนึ่งกล่าวกับเด็กสาวตรงหน้า
“เอ่อ…” แอลแสดงท่าทางลังเลออกมา
“ไม่ต้องกลัว คิดซะว่าหาเพื่อนใหม่ ถ้าน้องเข้าตี้น้องพี่ พี่จะได้มีเพื่อนผู้หญิงสักที ลงดันแล้วมีแต่ผู้ชายคงน่าเบื่อแย่” เธอกล่าวพลางส่งยิ้มให้อีกฝ่าย
แอลยิ้มเจื่อนๆ กลับไป เพราะว่าตลอดมา ในทุกๆ วันหลังเลิกเรียนเธอก็ต้องไปทำงานพิเศษ อีกทั้งยังต้องมีการฝึกยิงธนูอีกด้วย ทำให้แอลไม่ค่อยมีเพื่อนผู้ชายเท่าไหร่นัก กับเพื่อนผู้หญิงก็มีไม่มาก โดยเฉพาะเพื่อนสนิทยิ่งแล้วใหญ่ ฉะนั้นแล้วทำให้เธอไม่ค่อยเก่งกับการมีปฏิสัมพันธ์เท่าไหร่นัก นอกจากจะกลัวว่าตัวเองอึดอัดแล้ว ยังกลัวอีกฝ่ายอึดอัดแบบเดียวกับเธอเช่นกัน
“พี่ว่าน้องน่าจะลองดูนะคะ” เสียงหวานของมายดังขึ้นแทรกบทสนทนาของทั้งคู่
รอยยิ้มสวยๆ ของหญิงสาวในชุดวันพีชสีขาวส่งผลให้จิตใจของเด็กสาวผ่อนคลายขึ้น อย่างประหลาด ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เมื่อเธอเห็นรอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งมาแล้ว แอลก็พลันคิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย เธอกันไปหาน้ำหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “ก็ได้ค่ะพี่”
___________________________
“ดันพี่มินแม่งโหดสัส” บอยบ่นขึ้นในขณะที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย
“ขนาดกูแรงก์บียังแพ้ โดนพิษตอนไหนวะ! กูว่ากูก็ไม่โดนไอ้ตะขาบห่านั่นกัดนะ” สองกล่าวอย่างหัวเสีย
“จริง กูว่าก็กูก็ไม่ได้โดนกัดนะ ทำไมตายเพราะพิษได้วะ” สามพูดเสริม
ใช่แล้ว เด็กหนุ่มทั้งสี่คนเพิ่งจะฟื้นสติหลังจากได้รับการพ่ายแพ้ในดันเจี้ยนทุ่งราบแห่งวรนาถ
ทั้งสองและสามต่อสู้กับด้วงสว่านได้อย่างง่ายดาย แถมพวกเขายังหลบการโจมตีทั้งหมดได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็จากด้วงสว่านและตะขาบทั้งสองของคุณยายวรนาถ
ในส่วนของบอยกับนนนั้น ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะบอยที่ใช้วิชาการต่อสู้แบบระยะประชิด แม้จะไม่ได้รับความเสียดายเท่าไหร่จากด้วงสว่าน แต่เขาคือคนที่ใช้เวลานานที่สุดในการจัดการด้วงสว่านทั้งห้าสิบตัว กลับกัน นนซึ่งสามารถใช้ฉีควบคุมกระบี่จากระยะไกลได้ เขาจึงได้เปรียบกว่าทุกๆ คน (ยกเว้นสามที่ใช้เวทย์) ถ้าระดับพลังของเขาเท่ากับสองหรือสามล่ะก็ สามารถพูดได้เลยว่า เขาจะกำจัดด้วงสว่านเร็วกว่าทั้งคู่แน่ๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวล เด็กหนุ่มทั้งสี่คนก็ต้องมาตายเพราะโดนพิษและน้ำลายฟูมปากกันตามๆ ไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
“แพ้แต่ก็คุ้มนะกูว่า พลังชีวิตที่กูได้มาพอๆ กับตอนเข้าดันก็อบลินเลย” นนเอ่ยขึ้นพร้อมกับใช้มือยื่นไปแตะที่ท้องน้อยของตน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ใกล้แล้วที่จุดตันเถียนของกูจะถึงขีดจำกัดและพัฒนาไปแรงก์เอฟ”
เพื่อนทั้งสามที่เห็นภาพดังกล่าวต่างยิ้มอ่อนๆ ออกมา พวกเขารู้ดีว่าสำหรับนน การเพิ่มความแข็งแกร่งนั้นสำคัญแค่นั้น ไม่ใช่เฉพาะกับนนเพียงคนเดียวเท่านั้น กับ บอย สองและสามก็เช่นกัน แม้เหตุผลที่้าแข็งแกร่งของพวกเขาจะแตกต่างกันแต่จุดประสงค์ของพวกเขานั้นเหมือนกัน และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้พวกเขาทั้งสี่ มารวมกันเป็ปาร์ตี้และต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน (ในดันเจี้ยนโรงเรียน) จนถึงทุกวันนี้
“ว่าแต่ไอ้ลีรอยนี่ใครวะ ทำไมป้าแกพูดถึงบ่อยฉิบหาย” นนถามขึ้น
“นั่นดิ กูก็งง มีหน้ามาบอกกูอีกนะว่าเหมือนลีรอย กูไม่มีญาติเป็ฝรั่งไหมวะ” สองเสริม
“ลงไปถามพี่มินไหมพวกมึง ไหนๆ ก็ตื่นกันครบ” บอยแนะนำ
“ไปดิ” นนและสองแฝดตอบ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงผู้ป่วยในห้องพยาบาลชั้นสองและเดินลงมายังชั้นล่าง
เมื่อลงมาแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสี่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้เห็นใครบางคนที่คุ้นหน้าคุ้นหน้า กำลังนั่งคุยอยู่กับเด็กสาวที่พวกเขาดูการต่อสู้ของเธอในดันเจี้ยนทุ่งราบแห่งวรนาถก่อนหน้านี้
“พี่น้ำ” สองเรียกพี่สาวของตัวเองที่กำลังคุยกับเด็กสาวอีกคนอย่างสนุกสนาน
“ตื่นได้สักทีนะพวกตัวแสบ” เธอหันหน้ามาตอบน้องชายของเธอ
“ไหนบอกบ่ายมีเรียนอะ” สามถาม
“อาจารย์แคนเซิลคลาสน่ะสิ เลยกะว่าจะมาหาพวกแก มาถึงก็เห็นคนน้ำลายฟูมปากตายเลย ฮ่าๆ” หญิงสาวล้อน้องชายฝาแฝดและเพื่อนของเขา
“โหอย่าล้อดิ งั้นพี่น้ำลองไปลงดูไหม อยากรู้เหมือนกันว่าจะรอดรึเปล่า เชอะ!” สองพูดขึ้นพร้อมกับทำสีหน้าไม่พอใจและทำท่าสะบัดหน้าไปอีกทาง
“เชี้ยสอง พี่น้ำไม่เหมือนพวกเรานะเว้ยพลังของพี่น้ำมันจำกัดในมิติลวงตาแบบดันเจี้ยนไหมวะ” สามกล่าวกับแฝดของตน
“เออวะจริงด้วย พี่น้ำเป็เอสเปอร์ (Esper) สายเบนดิ้ง (Bending) นี่หว่า พวกเบนเดอร์ (Bender) นี่ไม่ดีเลย ฝึกต่อสู้ในดันเจี้ยนที่สร้างเองแบบนี้ลำบาก” สองเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้
หากจะอธิบายถึงเอสเปอร์ ก็ต้องย้อนความเล่าไปก่อนว่าบนโลกแห่งนี้ ไม่ได้มีเฉพาะแค่นักเวทย์ พ่อแม่หมอผี จอมยุทธ์ต่างๆ ซึ่งใช้มานา/ฉี พลังเหนือธรรมชาติทั้งภายนอกและภายในร่างกายในการทำให้สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นเพียงเท่านั้น เพราะนอกจากคนเหล่านี้แล้ว ยังมีอย่างอื่นอีกด้วยที่ไม่ต้องใช้พลังเหนือธรรมชาติดังกล่าวในการสร้างสิ่งมหัศจรรย์
และหนึ่งในนั้นคือเหล่าเอสเปอร์ พวกเขานั้นไม่สามารถใช้มานา/ฉี ที่อยู่รอบตัวพวกเขาได้เนื่องจากร่างกายของพวกเขาเกิดการวิวัฒนาการและต้านทานพลังงานดังกล่าว
แต่กระนั้น พวกเขากลับได้สิ่งพิเศษเข้ามาแทนที่ ซึ่งแยกกันไปตามแต่ละคนว่าพลังพิเศษที่ตนได้นั้นอยู่ประเภทไหน โดยพลังพิเศษที่น้ำหนึ่งมีก็คือ การควบคุมน้ำ (Water Bending) ตามใจคิด ซึ่งโดยปกติแล้วคนเหล่านี้จะถูกเรียกว่า เบนเดอร์
เบนเดอร์นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภทเช่นกัน โดยสามารถแบ่งประเภทของเบนเดอร์ได้ดังนี้ ควบคุมดิน, ควบคุมน้ำ, ควบคุมลม, ควบคุมไฟ, ควบคุมสายฟ้า, ควบคุมต้นไม้, ควบคุมแสงและควบคุมความมืด
เบนเดอร์นั้นจะเกิดมาพร้อมกับความสามารถควบคุมธาตุได้ั้แ่เกิดโดยไม่ต้องฝึกอะไร แต่ข้อเสียของคนที่เกิดมาเป็เบนเดอร์นั้นนอกจากจะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้แล้ว ยังมีข้อจำกัดอีกสองอย่างก็คือ ในการควบคุมธาตุต่างๆ ที่พวกเขาควบคุมได้นั้น จะต้องมีสิ่งนั้นอยู่ด้วย ยกตัวอย่างในกรณีของน้ำหนึ่ง หากหญิงสาว้าที่จะเข้าดันเจี้ยนเพื่อนฝึกการต่อสู้ เธอจะต้องพกน้ำเข้าไปเองหรือไม่ก็ต้องมีสมาชิกในปาร์ตี้ที่สามารถใช้เวทมนตร์ประเภทน้ำได้ แม้เหล่าเบนเดอร์รุ่นใหม่จะเข้าดันเจี้ยนสตูดิโออยู่เป็ประจำ แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงมองเพื่อนๆ แข็งแกร่งขึ้นวันแล้ววันแล้ว ส่วนตัวเองนั้นเข้าดันเจี้ยนระดับต่ำเช่นเดิมเพราะข้อเสียอีกอย่างที่เป็ปัญหาใหญ่หลวงของเบนเดอร์ก็คือ พวกไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้โดยไม่พึ่งพลังชีวิตจากมอนสเตอร์
โดยเนื่องจากปกติแล้ว เหล่าจอมเวทย์และจอมยุทธนั้นสามารถใช้มานาผสานเข้ากับร่างกายของตัวเองเพื่อทำให้ร่างกายพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นได้ แม้วิธีนี้จะช้ามากก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน เพราะว่าร่างกายของเบนเดอร์นั้นต้านทานมานา/ฉี ทำให้พวกเขามีข้อเสียเปรียบตรงนี้ วิธีเดียวที่จะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งได้คือการออกไปฆ่ามอนสเตอร์เพื่อเอาพลังชีวิตของพวกมันเท่านั้น
และในยุคที่มอนสเตอร์เหลือน้อยนิดเช่นนี้ จึงทำให้เหล่าเบนเดอร์รุ่นใหม่เกิดวิกฤตซึ่งนี่ก็เป็อีกสาเหตุหนึ่งที่เหล่าผู้าุโซึ่งลงนามเห็นด้วยในการกวาดล้างมอนสเตอร์ในาร้อยปีนั้นรู้สึกผิดและเสียใจเป็อย่างมากเพราะเหล่าเบนเดอร์รุ่นใหม่ๆ ไม่สามารถฝึกวิชาได้เต็มที่
เฉกเช่นเดียวกับน้ำหนึ่ง แม้จะอายุยี่สิบปีแล้วก็ตามและมีความสามารถในการต่อสู้สูงแต่เพราะไม่สามารถหามอนสเตอร์ได้ง่ายๆ เหมือนสมัยก่อนแล้ว
แม้หญิงสาวจะไม่คิดมากกับการได้เห็นน้องชายฝาแฝดของเธอแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ตัวเธอยังติดอยู่ในระดับเทียร์หนึ่งแรงก์จีแต่ก็อดยอมรับในใจไม่ได้ว่าเธอนั้นอยากแข็งแกร่งขึ้น
“อะไรไอ้สองแสบ ลืมรึไง สตูนี้มีบางอย่างที่ที่อื่นไม่มีนะ แถมวันนี้พี่พกนี่มาด้วย” หญิงสาวเอ่ยถึงพลังชีวิตพลางส่งยิ้มให้น้องชายของตนแล้วจึงกระดิกนิ้วชี้ข้างซ้ายซึ่งมีแหวนสีเงินสวมอยู่เพื่ออวดสิ่งที่ตนนำติดตัวมาด้วยหนนี้
ทันใดนั้นเอง ผลน้ำเต้าขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเมตรก็ร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่า กระแทกกับพื้นกระเบื้องสวย
เมื่อสองและสามเบิกตากว้างขึ้น “น้ำเต้า!” ทั้งสองอุทานออกมา
“ใช่ รอบนี้พี่กะว่าจะมาลองลงดันที่นี่สักตั้ง” เธอกล่าวพร้อมนึกไปถึงเมื่อวานนี้ที่น้องชายฝาแฝดของเธอคะยั้นคะยอให้ขับรถมาส่งที่นี่ เพราะว่าเธอตั้งใจจะแค่มาส่งพวกเขาเฉยๆ เลยไม่ได้อะไรติดตัวมาด้วย แม้แต่แหวนเก็บของเก็บของเวทมนตร์เธอก็ไม่ได้พกมา
ต้องขออธิบายตรงนี้ก่อนว่า แหวนเก็บของเวทมนตร์เป็อุปกรณ์เวทมนตร์ที่มีกลไกเวทย์ในตัวเอง ไม่จำเป็ต้องใช้มานา/ฉี ในการกระตุ้นการทำงาน และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้น้ำหนึ่งสามารถใช้แหวนเวทมนตร์และอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นอื่นๆ ได้ ตราบใดที่อุปกรณ์ดังกล่าวไม่้า มานา/ฉี ในการเปิดการทำงาน อย่างเช่นสร้อยคันศรเงินของแอลที่ต้องส่งมานาเข้าไปที่ตัวสร้อย น้ำหนึ่งไม่สามารถใช้ของแบบนั้นได้เพราะมันต้องใช้มานาเพื่อเปิดการทำงานให้สร้อยข้อมือกลายเป็คันธนู
“เอาเลยพี่น้ำ พี่น้ำจะได้เก่งขึ้นสักที!” สามะโขึ้นอย่างดีใจ
สองเดินเข้ามาะโเหยงๆ ข้างๆ แฝดของตน พวกเขาไม่สามารถปกปิดอาการดีใจสุดๆ ของตนได้เมื่อนึกขึ้นได้ว่าดันเจี้ยนสตูดิโอแห่งนี้สามารถทำให้พี่สาวของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นได้
สองและสามรู้สึกเสียใจและเสียดายเป็ที่สุดที่พี่สาวของตนซึ่งมีความสามารถในการต่อสู้ในฐานะของเบนเดอร์แต่กลับต้องถูกรั้งเอาไว้เพราะเธอไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้
แม้บ้านของพวกเขาจะมีฐานะแต่ครอบครัวของพวกเขานั้นก็เป็เพียงครอบครัวนักธุรกิจจะธรรมดาๆ ไม่มียศหรืออำนาจที่จะสามารถหามอนสเตอร์มาให้น้ำหนึ่งได้เพิ่มความแข็งแกร่งได้
“เอาเลยพี่น้ำ สองจะรอเชียร์!” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“รู้แล้วไอ้แสบ นี่กำลังจะไปเนี่ย พอดีเพิ่งคุยกับน้องแอลเสร็จ” พูดจบก็หันไปหาเด็กสาวที่จ้องมองสามพี่สองคุยกัน เธอยิ้มให้ทั้งพี่น้องทั้งสามที่หันมายังเธอ
“อ๊าพี่ ฝีมือยิงธนูพี่อย่างแจ่ม! ผมดูอยู่” สองเอ่ยชมอีกฝ่าย
“ขะ ขอบคุณนะน้อง” แอลตอบอย่างตะกุกตะกักกลับไป
“พี่จะแนะนำให้ คนนี้คือน้องแอล แก่กว่าเราสองปี เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อกี้นี้ ส่วนนี้น้องชายพี่ คนนี้ชื่อสอง คนนี้ชื่อสาม ส่วนอีกสองคนนั้นเพื่อนของน้องชายพี่ คนนั้นชื่อบอย ส่วนอีกคนชื่อนน”
เมื่อน้ำหนึ่งแนะนำตัวของพวกเขาจบ พวกเด็กๆ ก็ยกมือขึ้นไหว้ตามมารยาท ส่วนแอลก็รีบยกมือขึ้นมารับไหว้อย่างเขินๆ
มินที่นั่งอยู่บนโซฟาไม่ไกลกันไม่ได้สนใจปฏิสัมพันธ์ที่กำลังเกิดขึ้นของลูกค้าของเขา เพราะเขาไม่ใช่ชอบพวกยุ่งเื่ชาวบ้านแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาสนใจในบทสนทนาเมื่อครู่คือเอสเปอร์และเบนเดอร์
ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่าบนโลกนี้มีคนจำพวกนี้อยู่ แม้จำนวนของพวกเขาจะไม่เยอะก็ตาม แต่ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเมื่อเห็นตัวเป็ๆ และดันไปคิดถึงการ์ตูนเื่หนึ่งที่เขาเคยดู
‘ยังดีที่โลกนี้ไม่มีผู้อวตารอังหรือคอร์ร่าเหมือนในการ์ตูน’ เขาคิดในใจ
“เออจริงสิ พวกเราลงมาจะถามพี่มายเื่ลีรอยนี่หว่า” นนอุทานขึ้นหลังจากนึกขึ้นได้ถึงเหตุผลที่พวกเขาลงมาจากห้องพยาบาล เด็กหนุ่มที่เหลืออีกสามคนก็พลันร้องอ๋อออกมาเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว
ส่วนมินที่ได้ยินคำพูดของนนนั้นก็พลันยกยิ้มมุมปากของเขาขึ้น “ถามมาได้เลยน้อง” ชายหนุ่มเอ่ย
“พี่มิน ไอ้ลีรอยนี่ใครอ่ะ เห็นป้าแกพูดถึงตลอดจนผมรำคาญ” บอยบ่น
“จริงพี่ นั่นก็ลีรอยนี่ก็ลีรอย ป้าเขายังบอกด้วยนะว่าผมเหมือนรีลอย” สองเสริมขึ้น
“ฮ่าฮ่า เหมือนจริงนั่นแหละ” มายปิดนิตยสารที่กำลังอ่านอยู่ พร้อมกับลุกขึ้นนั่งมองหน้าเด็กหนุ่ม
“อย่าว่าน้อง” มินเอ็ดผู้ช่วยของเขา ก่อนจะกล่าวต่อ “อยากรู้เื่รีลอยเหรอ”
ทุกคนพยักหน้าหลังจากได้ยินคำถามของผู้เป็เ้าของดันเจี้ยนสตูดิโอแห่งนี้ ไม่ใช่เฉพาะพวกเด็กหนุ่มเท่านั้น ยังรวมไปถึงแอล และน้ำหนึ่งที่ได้ยินบทสนทนาในตอนที่เธอมาถึงและเห็นพวกน้องชายของเธออยู่ในดันเจี้ยนทุ่งราบแห่งวรนาถ มินยิ้มออกมาเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า
“ถ้าพี่บอก มันจะเป็การสปอยด์ พวกน้องๆ จะหมดสนุกในการลงดันเจี้ยนในร้านพี่เลยนะ” เขากล่าว
“พี่หมายความว่าไง” สองถามขึ้นทันควัน
“พี่เพิ่มบางอย่างเข้าไปในดันเจี้ยนของพี่นิดหน่อยเพื่อเพิ่มความสนุกให้ลูกค้า ไม่ใช่เฉพาะทุ่งราบแห่งวรนาถนะ กับก็อบลินป่าดิบชื้นพี่ก็ใส่เข้าไป ถ้าอยากรู้เื่ลีรอยว่าเขาเป็ใคร ก็ลงดันเจี้ยนในสตูดิโอพี่ไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้เอง” พูดเสร็จก็ยิ้มอ่อนๆ ส่งไปให้เหล่าลูกค้าของตน
เมื่อคืนมินใช้เวลาทั้งคืนเพื่อคิดเนื้อเื่ในดันเจี้ยนของเขาขึ้นมา คิดอยู่นานสองนานจนชายหนุ่มสรุปได้ว่า ทำไมไม่ดึงเื่ราวต่างๆ ที่ในโลกนี้ไม่มีมาล่ะ
โลกนี้มีประวัติศาสตร์ ตำนานและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกับโลกเก่าของเขาก็จริง แต่ก็มีอีกหลายๆ สิ่งที่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่นภาพยนตร์ ซีรีส์ เพลงและเกมต่างๆ
เพราะสิ่งเหนือธรรมชาติมีตัวตนอยู่จริงๆ และถือเป็เื่ปกติบนโลกนี้ ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้มีอะไรที่คล้ายกัน หรือแทบจะเหมือนกันไปซะหมด มันทั้งซ้ำซากและจำเจ เช่นเนื้อเื่ต่างๆ ที่อิงจากตำนานและประวัติศาสตร์ การเรียกระดับเทียร์และแรงก์ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอะไรใหม่ๆ เลย
มินจึงอยากใช้โอกาสนี้ นำเนื้อเื่ของเกมแต่ละเกมและอะไรก็ตามที่ไม่มีบนโลกนี้ เอามาทำเป็เนื้อเื่ของดันเจี้ยนของเขาโดยอันแรกก็คือ คุณยายวรนาถ ซึ่งทุกคนต่างรู้จักเธอดีอยู่แล้วหากเกิดเป็คนไทยเพราะเป็ละครที่ดังมากๆ ในโลกเก่าของเขา แถมคุณป้ามารที่เขาเพิ่งจะจับมายังมีพลังที่เกี่ยวข้องกับตะขาบอีก ทำให้เขาคิดเป็อื่นไม่ได้เลยนอกจากคุณยายวรนาถเท่านั้น!
ส่วนลีรอยนั้น เป็ตัวละครที่ชายหนุ่มคิดว่ามันเหมาะกับสถานการณ์นี้ดี เขาจึงสร้างให้มันเป็ตัวละครปริศนาในเนื้อเื่ของดันเจี้ยนสตูดิโอ โดยมินตั้งใจเอาไว้ว่าต่อไปนี้ทุกตัวละครที่สามารถพูดได้ในดันเจี้ยนของเขาจะต้องพูดถึงรีลอย ผู้ที่ทำให้พวกเขาต้องมาติดแหง็กอยู่ในดันเจี้ยนต่างๆ
ถ้าหากพวกคุณลองได้คิดดูแล้ว ไม่ใช่ว่าเหมือนกับว่าเหล่ามอนสเตอร์ (และมาร) ของเขานั้นต่างติดอยู่ในดันเจี้ยน รอให้มีคนเข้ามาต่อสู้กับพวกเขาและตายไป วนอยู่อย่างนี้หรอกเหรอ ทำไมไม่ลองคิดหรือสร้างเนื้อเื่ถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องมาติดอยู่ในดันเจี้ยนขึ้นมาล่ะ
และนั่นก็เป็สาเหตุที่ทำให้มินนึกถึงชื่อนี้ขึ้นมาทันที ผู้ที่บ้าบิ่นและไม่สนใจผู้อื่น ผู้ที่วิ่งเข้าหาศัตรูโดยไม่คำนึงว่าฝ่ายตัวเองต้องลำบาก ้าเข้าปะทะอย่างเดียว ผู้ที่ทำให้เหล่า NPC (มอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของมิน) ต่างๆ ต้องถูกส่งมาติดแหง็กอยู่ในมิติ (ดันเจี้ยนของมิน)
เขาคนนั้นคือ ลีรอย เจนกิ้นส์ คนดังแห่งเกมเวิร์ลออฟวอร์คราฟนั่นเอง!
___________________________
สำหรับใครที่ไม่รู้จักรีลอยนะคะ สามารถหาข้อมูลของรีลอยได้ที่ youtube ค่ะ
โดยพิมพ์ว่า ' ประวัติความเป็มาของ Leeroy Jenkins ' ค่ะ
ถ้าใครไม่รู้ไท์อยากให้รู้นะคะ จะได้อ่านนิยายเื่นี้ได้สนุกมากขึ้น ถ้ารู้ว่า reference มาจากไหน
ถ้าชอบนิยายเื่นี้ อย่าลืมกดไลค์และคอมเม้นเพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์นะคะ
เจอกันตอนหน้าค่ะ
อ่านนิยายล่วงหน้าได้ที่ : https://writer.dek-d.com/DungeonCreator/writer/view.php?id=2050019