แต่คนที่มีไหวพริบบางคนกลับมองเห็นถึงเบื้องลึกเบื้องหลังจากการเลือกองค์ชายรองมาเป็นประธานเปิดพิธีการแข่งขันซ้อมรบในครั้งนี้
มีคนพูดกันว่า เหล่าขุนนางและชนชั้นสูงอื่นๆต่างเสนอความคิดให้เลือกคนอื่นมาทำหน้าที่เป็นประธานพิธีเปิดในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม องค์จักรพรรดิที่กำลังประชวรหนักก็ไม่ได้ทำตามความคิดเห็นของทุกคน พระองค์มีรับสั่งแต่งตั้งให้องค์ชายรองโดมิงเกวซเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบขั้นตอนการแข่งขันจัดอันดับในครั้งนี้ทั้งหมด
ราวกับบอกว่าแม้จะมีสงครามประทุขึ้นมา แต่ตำแหน่งองค์ชายรองในพระทัยขององค์จักรพรรดิก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
เมื่อประชาชนเห็นองค์ชายรองโดมิงเกวซยืนกล่าวสุนทรพจน์อยู่บนเวทีด้วยท่าทางองอาจ ก็เริ่มเกิดความลังเลใจขึ้นมา
พิธีการเรียบง่ายมาก หลังจากองค์ชายรองได้กล่าวสุนทรพจน์เสร็จสิ้น ขั้นตอนต่อไปก็เหมือนกับครั้งก่อนๆ นั่นก็คือการให้ยอดฝีมือทั้งห้าสิบคนสุ่มรับหมายเลขของตัวเอง เมื่อถึงคิวของซุนเฟย เขาก็ทำการสุ่มหมายเลข และหมายเลขที่จับได้ก็คือยี่สิบสอง ซึ่งมันเป็นหมายเลขธรรมดา
หลังจากที่ทุกคนได้หมายเลขของตัวเองแล้ว เหล่ายอดฝีมือก็จะเริ่มสุ่มจับคู่ประลองของตัวเองอีกครั้ง
ซึ่งรอบนี้ซุนเฟยจับฉลากได้หมายเลขหนึ่ง นั่นหมายความว่าการประลองที่จะมาถึงนี้ ซุนเฟยต้องสู้กับยอดฝีมือที่ได้หมายเลขหนึ่ง เขาไม่รู้เลยว่ายอดฝีมือหมายเลขหนึ่งคนนี้เป็นใคร? มาจากอาณาจักรไหน?
“ขอแค่คนคนนั้นไม่ได้มาจากเมืองแซมบอร์ดก็พอ ไม่อย่างนั้นคงหัวเราะไม่ออกแน่ๆ” ซุนเฟยภาวนาอยู่ในใจ เขาหวังว่าขออย่าได้เจอคนของตัวเองในรอบแรกนี้เลย
วิธีการสุ่มจับฉลากเพื่อหาคู่ต่อสู้แบบนี้ ทำให้คาดเดาไม่ได้เลยว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้มากที่อาจจะได้เจอนักรบที่มาจากอาณาจักรเดียวกับตัวเอง และมาฟาดฟันบนสนามเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าทางกองทัพของราชอาณาจักรคงคาดการณ์มานานแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้การแข่งขันจัดอันดับในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความยุติธรรมโปร่งใส และป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจทั้งหลายเป็นผู้ควบคุมการประลองครั้งนี้
ขณะที่การประลองแบบตัวต่อตัวได้เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ในเวลาเดียวกัน ทหารชั้นยอดห้าสิบนาย จำนวนยี่สิบห้าทีมจากห้าเขตสงคราม พร้อมด้วยทีมสำรองอีกยี่สิบห้าคนได้เริ่มทำการประลองแบบกลุ่ม โดยมีเจ้าหน้าที่คนอื่นๆในกองทัพของราชอาณาจักรเป็นผู้ดูแล
กฎกติกาของการประลองแบบกลุ่มนั้นไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากการประลองแบบตัวต่อตัวเลย นั่นก็คือให้สุ่มจับฉลากหมายเลขทีมของตัวเองก่อน แล้วค่อยสุ่มจับฉลากหมายเลขของคู่ต่อสู้ ทีมจากอาณาจักรบริวารใดสามารถยืนหยัดเป็นทีมสุดท้าย จะกลายเป็นผู้ชนะในการประลองแบบกลุ่ม
ทีมนักรบที่เมืองแซมบอร์ดส่งลงมาแข่งขันนั้น มีทีมหลักเป็นอัศวินบรอนซ์เซนต์ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดจำนวนห้าสิบคน และทีมสำรองก็คือหน่วยเทศกิจจำนวนยี่สิบคน เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยุติธรรม ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้นักรบระดับสามดาวขึ้นไปเข้าร่วมการประลอง
……
“คิดไม่ถึงจริงๆว่าดวงข้ามันจะซวยขนาดนี้ ถึงได้มาพบกับฝ่าบาทในรอบแรกแบบนี้”
บนสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่ง ดิเอโก มิลิโต นักรบที่มาจากอาณาจักรบริวารระดับสองจากเขตสงครามตะวันตกได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเศร้าสร้อย ในขณะที่ก้าวเท้าขึ้นสู่สนามประลองดาบ
วินาทีแรกที่นักดาบร่างใหญ่คิ้วหนาคนนี้ทราบว่าคู่ต่อสู้ของตัวเองคือ 'หมัดเดียวสังหารฟ้า' ราชาแซมบอร์ด เขาก็เลิกคิดถึงเรื่องชัยชนะไปในทันที แต่เขาไม่คิดจะละทิ้งโอกาสในการประลอง เพราะจากการต่อสู้ครั้งที่ผ่านมา การได้ประลองกับยอดฝีมืออย่างซุนเฟยเป็นความฝันของเหล่านักรบทั้งเซนิท ใครๆก็รู้ว่าราชาแซมบอร์ดไม่ฆ่าใครเลยในการประลอง แถมบางครั้งยังให้คำแนะนำแก่ฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย
ซุนเฟยยืนยิ้มอยู่บนสนามประลองดาบ
เขามีความประทับใจต่อนักดาบร่างใหญ่คิ้วหนาคนนี้เป็นอย่างดี
ในหนังสือวิจารณ์เล่มเล็กที่เป็นเครื่องมือหาเงินของมาเตรัซซี่วณิพกอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักร เล่มที่เแม่มดสาวแพรีสได้มอบให้แก่เขาเมื่อวานนี้ทำให้ซุนเฟยรู้ว่า นักรบที่ชื่อดิเอโก มิลิโตเป็นบุรุษผู้มีคุณธรรมอย่างมากอีกทั้งยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์จริงใจ รูปแบบการต่อสู้ตรงไปตรงมาไม่รู้จักพลิกแพลงคลื่นดาบค่อนข้างมั่นคงหนักแน่นในหนังสือเล่มนั้นยังบันทึกไว้ว่า ตลอดทั้งชีวิตของมิลิโตได้ทำคุณงามความดีมามากมายและเป็นบุคคลที่น่านับถือถ้าอยู่ในยุคโบราณที่โลกเก่าของเขาก็ถือเป็นจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่มีจิตใจกล้าหาญรักความยุติธรรมซึ่งนี่ทำให้ซุนเฟยนึกถึงชายคนหนึ่งขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นคนที่ดูซื่อๆ ทึ่มๆแต่สุดท้าย ‘พี่ใหญ่ก๊วยเจ๋ง1’ ก็ประสบความสำเร็จเหนือธรรมดา
สำหรับคู่ต่อสู้แบบนี้ซุนเฟยมักจะออมมือ แถมยังชี้แนะให้อีกด้วย
ไม่ช้า เปลวเพลิงสีน้ำเงินก็สว่างวาบก่อนที่ 'ม่านน้ำครอบฟ้า' จะคลุมสนามประลอง ท่ามกลางเสียงร้องเชียร์ของผู้ชมรอบๆสนามประลองดาบ กรรมการผู้ตัดสินได้ประกาศเริ่มต้นการประลองอย่างเป็นทางการ
“ฝ่าบาท โปรดชี้แนะด้วย”มิลิโตโค้งกายเล็กน้อย เขาไม่ปิดบังอาการเคารพนับถือเลยสักนิด
“เชิญ”ซุนเฟยยิ้มให้อย่างอบอุ่น
ทันใดนั้น ดิเอโกมิลิโตก็สะบัดคลื่นดาบสีฟ้าพุ่งออกไปราวกับระลอกคลื่น การเคลื่อนไหวทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในชั่วพริบตาเดียว
ทักษะดาบของดิเอโกมิลิโตนั้นมั่นคงและซื่อตรงเหมือนนิสัยของเขา ทุกกระบวนท่าที่ใช้ไม่มีการพลิกแพลงใดๆ มันแข็งกระด้างแถมยังขาดความยืดหยุ่นอีกด้วย แต่รูปแบบการต่อสู้ที่แข็งกระด้างแบบนี้ ถ้าถูกใช้โดย ‘พี่ใหญ่ก๊วยเจ๋ง’ แล้วล่ะก็ คงจะแสดงพลังที่แข็งแกร่งและน่าเกรงขามออกมาจนทุกคนคาดไม่ถึงแน่ๆ
น่าเสียดายที่มิลิโตมาเจอคู่ต่อสู้อย่างซุนเฟย
เพราะแม้แต่คนโง่ยังรู้ว่ามิลิโตไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อของราชาแซมบอร์ดการประลองนี้เรียกได้ว่าเป็นแค่การฆ่าเวลาเท่านั้นเอง
แต่ซุนเฟยก็ไม่ได้จัดการอีกฝ่ายแบบม้วนเดียวจบในทันที กลับกัน เขาพิจารณาเพลงดาบของดิเอโกมิลิโตอย่างละเอียด แม้แต่ท่าไม้ตายของมิลิโตอย่าง 'พยัคฆ์ปฐพีพิโรธ' เขายังชมถึงสองรอบเลย
แต่สุดท้ายเสียงโห่ร้องแสดงความรำคาญของผู้ชมที่อยู่ด้านล่างสนามประลองดาบก็ทำให้ดิเอโกมีลีโต หูตาแดงด้วยความอับอาย เขาคิดที่จะยอมแพ้ในทันที
แต่ซุนเฟยกลับใจเย็นและสงบนิ่งมาก
ราชาแซมบอร์ดไม่สนใจเสียงโห่ร้องอย่างรำคาญของพวกผู้ชมด้านล่างเลยสักนิดเขาชี้แนะจุดบกพร่องของทักษะดาบให้กับมิลิโตอย่างอดทนหลังจากที่รู้จักกับยอดฝีมือลึกลับมาได้สักระยะหนึ่งทำให้เขาซึมซับนิสัยบางอย่างของยอดฝีมือลึกลับมาโดยไม่รู้ตัวบวกกับช่วงนี้ได้ศึกษาค้นคว้าพื้นฐานการต่อสู้จากหนังสือทำมือที่เขียนขึ้นโดยองค์จักรพรรดิยาซิน ทำให้ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีการต่อสู้ของราชาแซมบอร์ดเพิ่มพูนอย่างก้าวกระโดด แม้จะไม่ใช่อาจารย์ แต่เขาก็ยังชี้แนะมิลิโตนักรบระดับรากหญ้าที่อาศัยเพียงสองมือสองขาไต่เต้าขึ้นมาเป็นยอดฝีมือด้วยตัวเองทั้งยังกำชับให้ขยันฝึกฝนอย่าได้เกียจคร้าน
สิ่งนี้ทำให้ดิเอโกมิลิโตดีใจมาก
ในตอนแรก ดิเอโกมิลิโตมีความหวังเล็กๆ ว่าราชาแซมบอร์ดอาจสั่งสอนเขาสักเล็กน้อย ดังนั้นจึงรวบรวมความกล้ายืนอยู่บนสนามประลองดาบท่ามกลางเสียงโห่ร้องของเหล่าผู้ชมนับพันแต่เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้รับการชี้แนะมากมายจากราชาแซมบอร์ดอย่างจริงจังในตอนท้าย ปัญหาที่กวนใจเขามาเป็นเวลานาน ตอนนี้ได้ถูกแก้ไขโดยราชาแซมบอร์ดตรงหน้าแล้ว
มิลิโตจดจำทุกคำพูดทุกคำสั่งสอนของซุนเฟยไว้ในใจของเขาจากนั้นก็กล่าวขอบคุณ และกระโดดลงจากสนามประลองไปหลังจากที่การสั่งสอนสิ้นสุดลง
หลังจากที่กรรมการผู้ตัดสินประกาศผลผู้ชนะซุนเฟยก็กระโดดลงจากสนามประลองดาบและตรงกลับไปยังเต็นท์ที่พักชั่วคราวสำหรับเมืองแซมบอร์ด
ขณะที่ก้าวเท้าเข้าไปในเต็นท์ ซุนเฟยก็เห็นราชองครักษ์ตอร์เรส ชายผมขาวเพียร์ซ ชายผมดำดร็อกบา พัศดีโอเลเกร์และแปเตอร์ แช็ครออยู่ด้านใน เห็นได้ชัดว่าการประลองของพวกเขาจบไปตั้งนานแล้ว
“หือ? กลับมาหรือ?แพ้หรือชนะกันล่ะ?” ถึงแม้จะถามแบบยิ้มๆ แต่ซุนเฟยก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าพวกเขาทั้งหมดได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน เพราะเนื้อตัวของพวกเขาไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ เลยสักนิด
“ฝ่าบาท ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจแตะต้องแม้แต่ปลายขนพวกข้าได้ คู่ต่อสู้กับข้าอยู่กันคนละระดับ ดังนั้นจึงเอาชนะมาได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่พวกข้าคาดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการจบการประลอง” 'สองอสุรกาย' ผลัดกันอธิบายผลการต่อสู้ของแต่ละคนอย่างละเอียดคู่ต่อสู้ของพวกเขาทั้งหกคนพ่ายแพ้ภายในสิบกระบวนท่า
ส่วนอินซากีและเอเลน่า เนื่องจากหมายเลขที่พวกเขาจับได้อยู่ลำดับท้ายๆ ดังนั้น การประลองของพวกเขาทั้งสองคนจึงยังไม่ได้เริ่มขึ้น เลยยังไม่ได้กลับเข้ามา
“ถึงแม้พวกเจ้าจะชนะ แต่จงจำไว้ว่าอย่าได้ทระนงตัวจนเกินไป การแข่งขันในรอบนี้แตกต่างจากรอบอื่นๆมากนัก ยอดฝีมือที่เก่งกาจก็มีไม่น้อย หากพวกเจ้าสุ่มไปเจอกับ 'หนึ่งดาบ' 'นักรบคู่อัคคีวาโย' 'เทพธิดาน้ำแข็ง' องค์หญิงนักเวทซินดี้ หรือ 'เกราะเงินดาบคลั่ง' แล้วล่ะก็ พวกเจ้าคงลำบากเป็นแน่”
ซุนเฟยเห็นทุกคนมีท่าทีเต็มไปด้วยความมั่นใจ จึงออกปากเตือนเพื่อไม่ให้ประมาท
พอดูเวลาแล้วพบว่า การประลองของอินซากีและเอเลน่าใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว พวกซุนเฟยจึงออกมาจากเต็นท์แล้วพากันเดินฝ่าฝูงชนที่แออัดเบียดเสียด ไม่ช้าก็มาถึงสนามประลองดาบหมายเลขแปด
บนสนามประลองดาบหมายเลขแปด การประลองของ 'กริชไร้เงา' อินซากีกำลังเปิดฉาก
ภายใน 'ม่านน้ำครอบฟ้า' ยามที่เงาร่างคนกำลังเคลื่อนไหวมักจะมีเสียงคล้ายๆกับสายลมพัดดังขึ้นมาอยู่เป็นระยะๆบางครั้งก็มีเสียงโลหะกระทบกันดังเคร้งๆ ประกายไฟแตกกระจายทุกครั้งที่ปะทะกัน การต่อสู้รอบก่อนหน้านี้ ยอดฝีมือคนอื่นๆ ต่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น แต่ครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าอินซากีพบกับยอดฝีมือที่ร้ายกาจเข้าแล้ว สถานการณ์การต่อสู้ของเด็กหนุ่มร่างผอมไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรนัก ออกจะลำบากด้วยซ้ำ
ความจริงแล้วสถานการณ์แบบนี้ก็อยู่ในการคาดเดาของซุนเฟยตั้งแต่แรก
ในบรรดายอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ด ความแข็งแกร่งของอินซากีถือว่าอยู่รั้งท้าย
ถึงแม้อินซากีจะเคยทำอาชีพเป็นทหารรับจ้างมาก่อนตอนอยู่เมืองน้ำพุร้อน แต่เขาก็ไม่เคยมีประสบการณ์ในการสู้รบที่แท้จริง บวกกับภารกิจที่เขากับลุงยอร์กรับก็เป็นเรื่องทั่วไป เนื่องจากอินซากีมีร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิดจึงรับภารกิจยากๆ ไม่ได้ ดังนั้น ทักษะการต่อสู้ของเขาจึงไม่อาจเทียบกับเพียร์ซดร็อกบาหรือแช็คได้เลย แม้แต่ตอร์เรสสมัยที่ยังเป็นเพียงแค่คนธรรมดายังแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ
บวกกับอินซากีพบซุนเฟยช้าไปด้วย ถึงแม้ช่วงนี้ร่างกายของอินซากีจะได้ 'น้ำยาฮัคล์' ของซุนเฟยค่อยๆปรับเปลี่ยนโครงสร้างของร่างกาย แต่ด้วยเวลาที่กระชั้นชิด ทำให้ความแข็งแกร่งของอินซากีอยู่ในระดับนักรบสองดาวระยะกลางเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขามีพรสวรรค์อันน่ากลัวอย่างเช่นการหลบซ่อนตัวในช่องว่างของอากาศได้รวมทั้งดวงดีที่ไม่ได้เจอยอดฝีมือซึ่งเก่งกาจอะไร ทำให้เขาสามารถฟันฝ่าขึ้นมาจนติดอยู่ในสิบอันดับแรกของยอดฝีมือในเขตสงครามทางภาคเหนือได้ การแข่งขันจัดอันดับในรอบนี้ ความแข็งแกร่งของอินซากีนับว่าธรรมดามากเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ
ดูท่าว่าโชคของอินซากีจะถูกใช้จนหมดแล้ว แค่การแข่งขันรอบแรกของวันนี้ อินซากีก็สุ่มมาเจอกับชายตรงหน้า
คู่ต่อสู้ของอินซากีเป็นยอดฝีมือที่มาจากอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งในเขตสงครามตะวันออก และที่สำคัญ เขาเป็นนักรบระดับห้าดาวระยะต้น
ถึงแม้พรสวรรค์ของอินซากีบวกกับทักษะการลอบสังหารที่ได้ร่ำเรียนมาในช่วงนี้ ทำให้การโจมตีของเขายากที่จะจับทิศทางได้ แต่เนื่องจากยอดฝีมือระดับห้าดาวระยะต้นคนนี้สวมชุดเกราะที่แข็งแกร่งและทนทานเอาไว้ บวกกับทักษะคลื่นพลังที่เขาฝึกก็คือธาตุลม ดังนั้นการเคลื่อนไหวของเขาจึงรวดเร็วและมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ฉับไว ถึงแม้ว่ายอดฝีมือระดับห้าดาวคนนี้จะไม่สามารถตรวจจับอินซากีเวลาที่ซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างของอากาศได้ ทว่าก็สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของอินซากีได้ตลอด พร้อมกับโจมตีสวนกลับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งมันสร้างปัญหาให้กับอินซากีเป็นอย่างมาก
ดูจากสถานการณ์โดยรวมแล้ว 'กริชไร้เงา' อาจถึงคราวพ่ายแพ้
บางที นี่อาจเป็นความปราชัยครั้งแรกของชาวเมืองแซมบอร์ดในการแข่งขันจัดอันดับครั้งนี้
----------------------------
1 ก๊วยเจ๋ง ตัวละครหนึ่งในเรื่องมังกรหยกภาค 1