จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 133 จุดอ่อน

            ตูม! ตาม!

            ในตอนนี้ไม่รู้ว่าเสียงของการต่อสู้บนเวทีฝึกซ้อมการต่อสู้หยุดลงตั้งแต่เมื่อใด

            อีกด้านหนึ่งหลังจากหุ่นเชิดเฟิงอิ่งปล่อยพลังฝ่ามือออกไปเขาก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับหอกที่ปักนิ่งอยู่ตรงนั้น

            อีกด้านหนึ่งเย่เฉินได้ล้มลงไปแล้ว ตอนนี้เขากลายเป็นมนุษย์ที่อาบไปด้วยเลือด มีกระดูกบางส่วนโผล่มาให้เห็นด้านนอกการถูกโจมตีอย่างหนักจนล้มลงครั้งนี้ ทำให้เขาไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืน

            ในความเป็นจริงเขาเข้าใจในสิ่งที่ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดมีความเชื่อมั่นในชัยชนะและมีเจตจำนงของความไม่แพ้แต่พละกำลังของเขาถูกยับยั้งเอาไว้ ทำให้เขายังไม่สามารถจะฟื้นตัวขึ้นมาได้

            ในขณะนี้เวลากลางคืนได้มาถึงแล้ว

            ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ปรากฏตัวขึ้นลงมาจากกลางอากาศอย่างไร้ตัวตน และยกตัวเย่เฉินที่หมดสติขึ้นมา

            “เจ้าทำได้ดีมากแล้วล่ะ”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้มและมองเย่เฉินอย่างสบายใจหลังจากได้เห็นใบหน้าที่เปื้อนเลือดของเย่เฉิน

            ไม่นานเย่เฉินก็ถูกนางพาไปแช่ไว้ในสระวิญญาณหยกของยอดเขาดรุณีหยก

            ทันทีที่พาเย่เฉินลงไปในสระสระวิญญาณหยกอันเงียบสงบก็ได้เกิดระลอกคลื่นซัดแกว่งไปมาพลังวิญญาณที่เป็นหมอกไออยู่ได้ห่อหุ้มเย่เฉินไว้กลุ่มหมอกเมฆนั้นได้ปกคลุมไปทั่วร่างของเขาน้ำของสระวิญญาณหยกประกอบด้วยโอสถวิญญาณจำนวนมากมายที่รวมอยู่ด้วยกันจากนั้นน้ำในสระก็เกิดเป็นวังวนรอบตัวของเย่เฉิน

            “ด้วยพลังการฟื้นฟูที่น่ากลัวของเจ้าบวกกับผลอันน่าทึ่งในการรักษาของสระวิญญาณหยกคิดว่าอีกไม่เกินสามชั่วยามเจ้าก็สามารถกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง”

            อีกด้านหนึ่งฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ยิ้มให้กับเย่เฉิน นางหยุดอยู่นานเพื่อทำการวางข้อห้ามต่างๆที่ด้านข้างของสระวิญญาณหยก จากนั้นจึงเคลื่อนกายออกไปจากที่นี่

            หลังจากฉู่ซวนเอ๋อร์จากออกไปร่างกายของเย่เฉินก็สั่นสะท้าน

            ผลึกใสของน้ำในสระวิญญาณหยกสะอาดบริสุทธิ์เช่นเดียวกับน้ำศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างคราบเลือดและความเหนื่อยล้าบนร่างกายของเขา

            แม้ว่าเขาจะอยู่ในสภาพหมดสติแต่เขาก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าน้ำจากสระวิญญาณหยกได้ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายของเขาผ่านอณูรูขุมขนราวกับน้ำพุที่เย็นสบายอันแสนกว้างใหญ่หล่อเลี้ยงเส้นลมปราณหลักและกระดูกทั่วร่างกายของเขา

            ไม่รู้ว่าเขาลืมตาขึ้นตั้งแต่เมื่อไร

            เขาสะบัดศีรษะและหันมองไปรอบๆ จึงพบว่าตนเองกำลังอยู่ที่นั่น

            “สระวิญญาณหยกจริงๆ แล้วเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีไว้สำหรับรักษาอาการบาดเจ็บ”เย่เฉินยิ้มเบาๆ หลับตาลงอีกครั้งและออกแรงดึงดูดน้ำจากสระวิญญาณหยกเข้าสู่ร่างกาย

            ในไม่ช้าลมปราณที่แห้งเหือดของเขาก็ถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็วอาการบาดเจ็บทั่วทั้งร่างก็ได้รับการฟื้นฟูจากการหลอมกายทรหดจนเลือดเนื้อที่เน่าถูกทำลายทิ้งไปและแทนที่ด้วยเลือดเนื้อชุดใหม่ร่างกายของเขาก็เปล่งประกายอีกครั้ง

            ชั่วพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปสามชั่วยาม

            เย่เฉินลืมตาขึ้นเป็นครั้งที่สองหลังจากที่เขาได้ชำระล้างด้วยสระวิญญาณหยกและรักษาบาดแผลเขาก็กลับเข้าสู่สภาวะสูงสุดดังเดิม

            ฟู่!

            ลมหายใจก็ถูกพ่นยาวออกมาใบหน้าของเขากลับมาเปล่งปลั่งอีกครั้งและรู้สึกได้ถึงร่างกายของตนเองมีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนทั่วทั้งร่างสดใสสบายราวกับว่าได้เกิดใหม่

            เย่เฉินรู้ดีว่าการดวลกับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งนั้นเขามักจะเผชิญกับความตายอยู่เสมอ และมันก็จะวนเวียนกับความเป็นความตายเหล่านั้นตอนนี้อาการบาดเจ็บของเขาได้รับการเยียวยาแล้ว และมีความรู้สึกเหมือนการได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งสภาพจิตใจก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

            “ประสบการณ์โชกโชนเกี่ยวกับความเป็นความตายเป็นเรื่องธรรมดาของสรรพสิ่ง” เย่เฉินบ่นพึมพำ และเข้าใจทุกสิ่งอย่างลึกซึ้ง

            ทันใดนั้นเขาก็พบว่าอาจารย์หญิงคนสวยของตนเองดูจะมีท่าทีแปลกๆ และรุนแรง ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาคงจะต้องรุนแรงไม่ใช่น้อย

            เย่เฉินรู้สึกว่าการเป็นศิษย์ของฉู่ซวนเอ๋อร์จะต้องอดทนต่อความเข้มงวดของอาจารย์จึงจะเป็นศิษย์ชั้นยอดแม้ว่าจะต้องมีความยากลำบากอยู่ไม่น้อยแต่ภายใต้ความกดดันนั้นก็ทำให้ความเพียรในการฝึกตนของเขานั้นแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

            “เจ้าฟื้นแล้ว”เสียงของสตรีที่ดูเป็นธรรมชาติก็ดังขึ้น เมื่อสายลมอันหอมกรุ่นกระทบเข้ามาเงาอันงดงามของฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ปรากฏขึ้นอยู่ข้างสระวิญญาณหยก

            เมื่อเห็นว่านั่นคือฉู่ซวนเอ๋อร์เย่เฉินจึงลุกขึ้นยืนและกระโดดออกจากสระวิญญาณหยกจากนั้นจึงโค้งคำนับฉู่ซวนเอ๋อร์ด้วยความจริงใจ “ศิษย์ขอขอบคุณอาจารย์สำหรับคำสอน”

            “ครั้งนี้ข้าคิดว่าเจ้าจะสามารถทะลุไปยังขั้นพลังธาตุได้แล้วเสียอีกทำไมเจ้าถึงยังอยู่ในขั้นรวมพลัง” ฉู่ซวนเอ๋อร์ชำเลืองมองเย่เฉินพลางมีสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย “อันที่จริงเจ้าควรจะก้าวไปถึงขั้นนั้นได้แล้วนะ”

            เย่เฉินลูบปลายจมูกของตนเองและกระแอมเบาๆ

            เขายังคงปกปิดฉู่ซวนเอ๋อร์ว่าเขาได้ทำการเปิดทะเลลมปราณของตนเองออกแล้วการเปิดทะเลลมปราณในขณะที่อยู่ในขั้นรวมพลังนั้นทำให้เขาแตกต่างออกไปเมื่อเทียบกับคนในระดับขั้นรวมพลังทั่วไปการเลื่อนขั้นขึ้นไประดับที่สูงขึ้น จึงเป็นเรื่องยากกว่าปกติหลายสิบเท่า

            ก่อนหน้านี้ขณะที่เขาได้รับการเยียวยาบาดแผลที่สระวิญญาณหยกเขาก็เคยคิดที่จะพุ่งชนต่ออุปสรรคนั้นแล้วก้าวไปสู่ขั้นพลังธาตุแต่สุดท้ายเขาก็ต้องยอมแพ้มัน

            “เจ้ามีความลับของเจ้าข้าเองจะไม่ถามอะไรมาก” ฉู่ซวนเอ๋อร์ชำเลืองมองเย่เฉินจากนั้นก็เริ่มเทน้ำยาวิญญาณลงในสระวิญญาณหยก

            เย่เฉินลูบปลายจมูกอีกครั้งและหัวเราะเบาๆจากนั้นก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “เอ่อ อาจารย์!ข้าขอลงเขาไปเที่ยวเล่นบ้างได้ไหม ตั้งแต่เข้ามายังสำนักในข้ายังไม่เคยเห็นเลยว่าสำนักในเป็นอย่างไรบ้าง”

            “ทำไมยังไม่ทันไรเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะไปเจอคนรักแล้วหรือ?”

            “เพิ่งจะเป็นครั้งแรกที่ข้าเข้ามาในสำนักในจะมีคนรักที่ไหนกัน” เย่เฉินงอริมฝีปาก

            “จะมีหรือไม่มีก็เป็นเรื่องของเจ้า”ขณะที่ฉู่ซวนเอ๋อร์เทน้ำยาวิญญาณลงในสระวิญญาณหยก ก็พลางพูดออกไปอย่างตามอำเภอใจ“อยากจะลงเขาไปก็ได้ แต่เจ้าจะต้องเอาชนะเฟิงอิ่งให้ได้เสียก่อนหากวันนี้เจ้าสามารถเอาชนะเฟิงอิ่งได้ละก็ ข้าก็จะยอมให้เจ้าลงเขาไปได้และหากเจ้าเอาชนะเขาได้ในวันพรุ่งนี้ ข้าก็จะปล่อยเจ้าลงเขาไปในวันพรุ่งนี้แต่หากตลอดชีวิตนี้เจ้าไม่สามารถเอาชนะเขาได้ อย่างนั้นก็ขอโทษด้วยเจ้าก็คงจะต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ!”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้เย่เฉินกระตุกปากทันที เขารู้สึกว่าตนเองตกหลุมกับดักเสียแล้วโดยมีฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังนำดินมาถมทับ

            ฉู่ซวนเอ๋อร์ทางนี้ก็ได้เทน้ำยาวิญญาณลงไปในสระวิญญาณหยกเป็นรอบสุดท้ายแล้ว

            “ไปกันเถอะ!” เย่เฉินยังไม่ทันพูด ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ยื่นมือเรียวออกมาและดึงตัวเย่เฉินหิ้วขึ้นไป มุ่งไปยังเวทีซ้อมต่อสู้บนยอดเขา

            ตูม!

            บึ้ม!

            ในไม่ช้าบนเวทีซ้อมต่อสู้ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นการโจมตีของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด เขาไม่ได้เปิดโอกาสให้เย่เฉินได้ไหวตัวเลยแม้แต่น้อย

            จนกระทั่งกลางดึกเย่เฉินที่เต็มไปด้วยเลือดก็ถูกโยนลงไปในสระวิญญาณหยกเพื่อทำการรักษาอาการบาดเจ็บ

            ด้วยเหตุเช่นนี้เวลาสามวันจึงผ่านไปอย่างเงียบๆ

            สามวันที่ผ่านมาทุกๆสองถึงสามชั่วยาม เย่เฉินจะถูกฉู่ซวนเอ๋อร์เป็นผู้พาตัวไปทิ้งไว้บนเวทีซ้อมต่อสู้เพื่อประลองกับเฟิงอิ่งหลังจากที่เย่เฉินถูกทุบตีจนลุกขึ้นยืนไม่ไหวเขาก็จะถูกนำกลับมาโยนลงไปในสระวิญญาณหยกเพื่อทำการรักษาอาการบาดเจ็บ

            วิชาฝึกกายปีศาจเป็นวิชาที่ไร้มนุษยธรรม

            อย่างไรก็ตามในวิชาฝึกกายปีศาจนี้ แม้ว่าเย่เฉินจะต้องทนทุกข์ทรมานมากแต่ก็ยังได้ลิ้มรสความหวานของมัน

            แม้ว่าช่วงเวลาสามวันจะสั้นแต่เขาก็ต้องต่อสู้กับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งไปไม่น้อยกว่ายี่สิบยกเขารู้สึกได้ชัดเจนว่าร่างกายของตนเองแข็งแกร่งขึ้นมากและพละกำลังในการต่อสู้ก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            ในขณะที่สงครามในการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปเขาก็เริ่มค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับการยับยั้งของกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราแม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่เขาก็ยังคงสามารถทนอยู่ภายใต้การโจมตีที่รุนแรงของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งได้เป็นเวลานาน

            เป็นอีกหนึ่งคืนที่ไม่ได้หลับได้นอนเย่เฉินที่เพิ่งจะคลานออกมาจากสระวิญญาณหยกนั้นก็ถูกฉู่ซวนเอ๋อร์โยนขึ้นไปบนเวทีซ้อมต่อสู้อีกครั้ง

            ขณะที่อยู่บนเวทีซ้อมต่อสู้หุ่นเชิดเฟิงอิ่งนั้นก็พุ่งเข้ามาราวกับภูตผี

            “วันนี้ข้าจะอยู่กับเจ้าจนฟ้าสาง”เย่เฉินส่งเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นพลังของทะเลลมปราณนั้นก็ได้พุ่งพรวดออกไปราวกับกระแสน้ำ

            “ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็ค่อยๆต่อสู้” ฉู่ซวนเอ๋อร์หาวและเหยียดตัวออกอย่างสบายๆ จากนั้นก็บิดตัวไปมา“อย่าลืมที่ข้าบอก หากเอาชนะเฟิงอิ่งได้ จะปล่อยเจ้าลงเขา”

            โฮก!

            คำพูดของฉู่ซวนเอ๋อร์กลับเป็นเสียงคำรามของมังกรที่ทรงพลังจากนั้นเย่เฉินได้จู่โจมด้วยมังกรผยองจนหุ่นเชิดเฟิงอิ่งถอยหลังกลับไปครึ่งก้าว

            อสุนีบาต!

            เมื่อเฟิงอิ่งถอยร่นไปเย่เฉินก็กระโดดจู่โจม และฟาดด้วยฝ่ามืออสุนีบาตทันที

            เขย่าบรรพต!

            จากนั้นใช้หมัดเขย่าบรรพตอันทรงพลังโจมตีออกไปหุ่นเชิดเฟิงอิ่งที่ยังไม่ทันตั้งหลักนั้นก็ถูกเย่เฉินจู่โจมด้วยหมัดจนเซไป

            แต่ถึงอย่างไรเฟิงอิ่งก็เป็นเพียงหุ่นเชิดไม่รู้จักความเจ็บปวด มีเพียงสิ่งเดียวคือการโจมตีเท่านั้น หลังจากทรงตัวได้หมัดที่ทรงพลังก็ถูกตัดด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่สายหนึ่งทำให้เย่เฉินส่งเสียงคร่ำครวญและถอยกลับไป จากนั้นก็ตามมาด้วยเงาหมัดสายหนึ่ง

            ตูม!

            ตูม!

            บนเวทีซ้อมต่อสู้มีเสียงเหล่านี้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            เฟิงอิ่งเป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับภายในร่างผนึกด้วยพลังวิญญาณที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยวิชาลับมากมายการโจมตีอย่างดุเดือดนี้ไม่ได้มีการป้องกันอะไรเลยแม้แต่น้อย

            สำหรับเย่เฉินตั้งแต่เริ่มต้นการต่อสู้ เขาก็ปล่อยกระบวนท่าไม้ตายอย่างไม่คิดชีวิตกระทั่งพลังปราณของเขาเริ่มขาดแคลน จึงเติมพลังด้วยเม็ดยาหุยเสวียนแต่เมื่อเป็นเช่นนั้น สภาพของเขาก็น่าสังเวชเป็นอย่างยิ่งเลือดของเขาสาดกระเซ็นไปทั่วเวทีซ้อมต่อสู้

            เพียงชั่วพริบตาก็ใกล้รุ่งสาง

            ดังที่เย่เฉินกล่าวเขาอยู่ภายใต้การโจมตีที่รุนแรงของเฟิงอิ่งตลอดทั้งคืน

            “แม้ว่าจะปรับตัวเข้ากับการยับยั้งของกำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราแต่ความต้องการที่จะเอาชนะเขาให้ได้นั้นพูดง่ายแต่ทำยาก” ขณะที่เดินโซเซถอยกลับไปเย่เฉินก็กัดฟันแน่น

            “ไม่มีจุดอ่อนเลยสักนิดเว้นเสียแต่ว่าจะมีพละกำลังอยู่ในระดับเดียวกันไม่เช่นนั้นก็ยากที่จะเอาชนะเขาได้”

            “นี่เป็นคู่ต่อสู้ที่ยากที่สุดนับตั้งแต่ได้พบเจอมา”

            เมื่อคิดเช่นนี้ขึ้นมาในใจเย่เฉินก็เปิดเนตรวงล้อเทวะขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อใช้เนตรวงล้อเทวะในการค้นหาจุดอ่อนของหุ่นเชิดเฟิงอิ่ง

            เอ๊ะ?

            ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เขามีความคิดดีๆอย่างหนึ่งปรากฏขึ้น ดวงตาของเขาหรี่เล็กลงจับจ้องไปยังท้องน้อยของหุ่นเชิดเฟิงอิ่ง หรือหากจะพูดให้ชัดเจนกว่านั้นคือเขากำลังจ้องไปยังยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผนึกพลังวิญญาณให้กับหุ่นเชิดเฟิงอิ่ง

            “หากจะพูดถึงจุดอ่อนละก็ก็คงเป็นสิ่งนี้แล้วล่ะ” เย่เฉินยิ้มเบาๆ ดูเหมือนว่าเขาจะพบกับที่มาของปัญหาแล้ว

            “ดูเหมือนว่าจะเข้าใจผิดอะไรสักอย่างไปตั้งแต่ต้นแล้ว”จากนั้นเขาก็ยิ้มขึ้นอีกครั้งเย่เฉินถอยกลับออกไปด้วยย่างก้าวของวิชาความเร็วลมกรดพลางคิดถึงจุดอ่อนของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งอยู่เงียบๆ

            หุ่นเชิดเฟิงอิ่งสามารใช้วิชาลึกลับและวิชาลับได้อย่างไร้ขีดจำกัดเป็นเพราะเขาได้รับการเติมเต็มพลังวิญญาณ

            ถ้าอย่างนั้นจุดอ่อนของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งก็คือยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผนึกพลังวิญญาณไว้ในร่างกายหากยันต์ศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย ถ้าอย่างนั้นหุ่นเชิดเฟิงอิ่งก็จะต้องสูญเสียผนึกกำลังของวิชาลึกลับ

            “ข้าคิดมากจนเกินไปแล้วล่ะ”เย่เฉินพึมพำ จากนั้นก็ยัดเม็ดยาหุยเสวียนเข้าปากไป

            ในไม่ช้าพลังปราณในร่างกายของเขาก็ถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็ว

            วิธีการต่อสู้ของเย่เฉินเปลี่ยนไปเขาไม่กัดฟันปะทะกับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งโดยตรงอีกต่อไปได้แต่แอบรวมพลังความแข็งแกร่งในตนเองรวบรวมไว้แค่พอเพียงสำหรับใช้ทำลายพลังในร่างกายของหุ่นเชิดเฟิงอิ่ง

            บนเวทีต่อสู้เห็นได้ชัดว่าเมื่อมีภาพฉากนี้เกิดขึ้น เย่เฉินก็ไม่ได้ซ่อนตัวและไม่ต่อสู้เขาถูกหุ่นเชิดเฟิงอิ่งวิ่งไล่ตามวนไปมาทั่วเวที

            ไม่รู้ว่าเป็นเมื่อใดที่มีแสงสีแดงลอยออกมาจากแขนเสื้อของเย่เฉินและถูกเขาคว้าจับเอาไว้

            จากนั้นพลังปราณในทะเลลมปราณก็ม้วนตัวออกมา และถ่ายเทเข้าสู่กระบี่เมฆแดง

            เวิง!

            เวิง!

            เมื่อถูกเติมเต็มพลังปราณกระบี่เมฆแดงก็สั่นไหว แสงกระบี่ปรากฏขึ้นมา ท่ามกลางแสงจันทราที่สาดส่องเมื่อกระบี่พุ่งออกไปปะทะเข้ากับพลังหมัดอันน่ากลัว

            เช้ง!

            เสียงกระทบกันของกระบี่ดังขึ้นเย่เฉินก็ถอยหลังออกไปแล้วพุ่งเข้ามาด้านหน้า และหลังจากทัดทานฝ่ามือของเขาไปได้กระบี่เมฆแดงก็พุ่งออกไป ชี้ไปยังท้องน้อยของหุ่นเชิดเฟิงอิ่ง

            แกร๊ง!

            เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นแม้ว่าร่างกายของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งจะมีความแข็งแกร่งแต่ก็ยังถูกเย่เฉินแทงทะลุเข้าสู่ท้องน้อยยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในร่างกายซึ่งถูกผนึกเอาไว้ก็ถูกแทงทะลุ

            ตูม!

            หุ่นเชิดเฟิงอิ่งปล่อยหมัดออกมาทำให้เย่เฉินถึงกลับพลิกกระเด็นออกไป

            ท้องน้อยของเขาก็ถูกแทงทะลุจนเกิดเป็นรอยบาดแผลเมื่อยันต์ศักดิ์สิทธิ์ถูกแทงจนทะลุกระแสพลังวิญญาณก็เอ่อล้นออกมาและแพร่กระจายไปทั่ว

            “ไม่มีพลังวิญญาณเจ้าก็ไม่สามารถใช้วิชาลับได้ เมื่อไม่สามารถใช้วิชาลับได้เจ้าก็เป็นเพียงกองเศษเหล็กเท่านั้น” เย่เฉินที่กำลังพลิกตัวกลับก็ได้พุ่งพรวดเข้ามาราวกับราชสีห์ “คอยดูเถิด ข้าจะไม่ตีให้เจ้าพิการหรอก”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน