คืนก่อนเปิดร้าน หลี่เฉิงเยว่านอนไม่หลับ
เขาพลิกตัวอยู่บนเตียงหลายครั้ง ก่อนลุกขึ้นตรวจหน้าต่าง ตรวจถ้วย และตรวจถังน้ำในครัวทั้งที่ทุกอย่างเรียบร้อยดีอยู่แล้ว
เมื่อเดินลงมาชั้นล่างเป็ครั้งที่สาม เขาพบเซวียนอี้กำลังนั่งเหลาดาบไม้ใต้แสงตะเกียง
“เ้ายังไม่นอน?”
เซวียนอี้เงยหน้า
“ข้ากำลังทำดาบให้เด็กที่เพิ่งมาใหม่”
“ทำพรุ่งนี้ไม่ได้หรือ”
“แล้วท่านลงมาทำอะไร”
หลี่เฉิงเยว่ชะงัก
“ตรวจร้าน”
“ท่านตรวจไปแล้วสองครั้ง”
“ข้ายังไม่ได้ตรวจประตูหลัง”
“ข้าลงกลอนแล้ว”
“เตาในครัว?”
“ดับแล้ว”
“ใบชา?”
“อยู่ในโถ”
“ป้ายร้าน?”
“ยังแขวนอยู่”
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
“เ้ากำลังหัวเราะข้า?”
“ไม่”
“มุมปากเ้าขยับ”
เซวียนอี้รีบทำสีหน้าสงบ
“ข้าเพียงคิดว่าท่านตื่นเต้น”
“ข้าไม่ได้ตื่นเต้น”
ทันใดนั้น เสียงลมพัดป้ายหน้าร้านกระทบผนังดังขึ้น
หลี่เฉิงเยว่หันไปมองทันที
เซวียนอี้หลุดหัวเราะ
องค์ชายปรายตามองเขา
“พรุ่งนี้เ้าต้องช่วยยกชา”
“ข้าต้องสอนเด็ก”
“แบ่งเวลา”
“ข้าถือถาดไม่ถนัด”
“เรียน”
คำตอบเหมือนที่เขาเคยใช้กับหลี่เฉิงเยว่ในเื่อื่น
เซวียนอี้จึงไม่อาจปฏิเสธ
เช้าวันเปิดร้านมาถึงเร็วกว่าที่หลี่เฉิงเยว่้า
เขาตื่นก่อนฟ้าสาง จุดเตา ต้มน้ำ และจัดถ้วยใหม่สองรอบ
จากนั้นให้เซวียนอี้ย้ายโต๊ะริมหน้าต่างไปทางซ้ายครึ่งฉื่อ
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็สั่งให้ย้ายกลับ
“ตรงนี้ดีกว่า”
เซวียนอี้วางโต๊ะลง
“นี่คือตำแหน่งเดิม”
“ข้ารู้”
“แล้วเหตุใดต้องย้าย”
“ต้องเห็นก่อนจึงตัดสินได้”
เซวียนอี้พยักหน้าอย่างอดทน
หลี่เฉิงเยว่เดินไปตรวจป้ายหน้าร้านเป็ครั้งที่สี่
“ป้ายตรงหรือไม่”
“ตรง”
“เอียงด้านซ้ายเล็กน้อยหรือเปล่า”
“ไม่”
“เ้ามองดีแล้ว?”
“ข้าใช้ระดับน้ำวัดั้แ่เมื่อวาน”
หลี่เฉิงเยว่กำลังจะตอบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เขายืนนิ่ง
เซวียนอี้มองหน้าเขา
“ไม่ตื่นเต้น?”
องค์ชายไม่ตอบ เพียงเดินไปเปิดประตู
ลูกค้ากลุ่มแรกไม่ใช่พ่อค้าหรือคนเดินทาง
แต่เป็เด็กจากโรงฝึกดาบสิบเอ็ดคน
พวกเขายืนเรียงกันอยู่หน้าร้าน แต่ละคนถือของมาคนละอย่าง
ไข่ไก่
ขนมแป้งทอด
ดอกไม้ป่า
ผ้าปักเบี้ยว
ผลส้มสามลูก
และก้อนหินรูปหัวใจที่เด็กคนหนึ่งบอกว่าเป็ของนำโชค
เด็กชายคนแรกกล่าว
“อาจารย์เซวียนบอกว่าวันนี้ร้านเปิด”
เซวียนอี้เดินออกมา
“ข้าไม่ได้บอกให้พวกเ้ามาก่อนฟ้าสว่าง”
“เรามาช่วย”
เด็กหญิงคนหนึ่งชูไม้กวาดขึ้น
หลี่เฉิงเยว่มองของในมือเด็ก ๆ แล้วเปิดประตูกว้าง
“เข้ามา”
ภายในเวลาไม่นาน ร้านที่ตั้งใจให้สงบเต็มไปด้วยเสียงอึกทึก
เด็กคนหนึ่งเช็ดโต๊ะจนถ้วยเกือบตก
อีกคนพยายามจุดเตาแล้วทำควันเต็มครัว
สองคนแย่งกันยืนหน้าประตูเพื่อเรียกลูกค้า
ส่วนเด็กที่นำก้อนหินมา วางมันไว้บนเคาน์เตอร์แล้วประกาศว่าจะช่วยปกป้องเงิน
“ร้านชาจันทร์มีปีกเปิดแล้ว!”
“ชาดีที่สุดในหลิงโจว!”
หลี่เฉิงเยว่เดินออกไป
“พวกเ้ายังไม่เคยดื่ม จะรู้ได้อย่างไรว่าดีที่สุด”
เด็กชายตอบอย่างมั่นใจ
“อาจารย์เซวียนบอกว่าท่านเลือกใบชานานมาก ต้องดีที่สุด”
หลี่เฉิงเยว่หันไปมองเซวียนอี้
“จริงหรือ”
ชายหนุ่มที่กำลังยกกาน้ำชะงัก
“ข้าอาจกล่าวบางอย่างคล้ายกัน”
เด็กอีกคนเสริม
“อาจารย์ยังบอกว่าอาหลี่ทำทุกอย่างดี”
เซวียนอี้เงียบ
หลี่เฉิงเยว่ยกคิ้ว
“ทุกอย่าง?”
“ข้าพูดกับเด็ก”
“เด็กจำได้หมด”
“ข้าเห็นแล้ว”
องค์ชายยิ้มเล็กน้อย ก่อนกลับเข้าไปเตรียมชา
ลูกค้าจริงคนแรกเป็หญิงชราขายดอกไม้จากตลาด
นางเข้ามาเพราะเสียงเด็กดังจนรำคาญ
“เอาชาที่ไม่ขมหนึ่งกา”
หลี่เฉิงเยว่ชะงัก
ใบชาส่วนใหญ่ที่เตรียมไว้มีรสฝาดต่างกันไป เขาเลือกชาดอกไม้ เติมน้ำผึ้ง แล้ววางตรงหน้าหญิงชรา
นางยกขึ้นดื่มหนึ่งคำ
นิ่งไป
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“เป็อย่างไร”
นางดื่มอีกคำ
“หวานเกิน”
สีหน้าของเถ้าแก่คนใหม่เปลี่ยนทันที
เซวียนอี้รีบเดินเข้ามา
“ข้าจะชงใหม่”
หญิงชรายกมือห้าม
“ไม่ต้อง ข้าแก่แล้ว ชอบหวาน”
นางดื่มจนหมดกา
ก่อนกลับยังซื้อใบชาไปหนึ่งห่อ
หลี่เฉิงเยว่มองเงินก้อนแรกในมือ
มันมีค่าน้อยกว่าปิ่นหยกชิ้นหนึ่งในวังหลายร้อยเท่า
แต่กลับทำให้หัวใจพองโตอย่างประหลาด
หลังจากนั้น ลูกค้าค่อย ๆ เข้ามา
พ่อค้าผ้า
คนแจวเรือ
นักเดินทาง
ชาวบ้าน
และบิดามารดาของเด็กในโรงฝึก
บางคนมาเพราะอยากลองชา
บางคนมาเพราะอยากเห็นเถ้าแก่หน้าตาดี
บางคนเข้ามาเพียงเพื่อหลบแดด
แต่เมื่อได้ชิม ก็สั่งเพิ่มอีกกา
ไม่มีใครรู้ว่าคนชงชาเคยยืนกลางท้องพระโรงและปฏิเสธราชบัลลังก์
บางคนเรียกเขาว่าคุณชายหลี่
บางคนเรียกเถ้าแก่
เด็ก ๆ เรียกอาหลี่
หญิงชราขายดอกไม้เรียก “เ้าหนุ่มหน้าขาว”
หลี่เฉิงเยว่ไม่โกรธ
กลับรู้สึกเพลิดเพลินกับทุกชื่อที่ไม่มีคำว่า “องค์ชาย”
่สาย ร้านเต็มทุกโต๊ะ
เซวียนอี้ต้องเข้ามาช่วยยกชา
เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วและแม่นยำราวกับอยู่ในสนามรบ แต่ไม่คุ้นกับการถือถาดที่มีถ้วยหลายใบ
ขณะหมุนตัวหลบเด็กคนหนึ่ง ถ้วยสองใบจึงไถลตกพื้น
เสียงแตกดังขึ้น
ทั้งร้านเงียบ
เซวียนอี้ยืนนิ่ง
หลี่เฉิงเยว่ก้มมองเศษถ้วย
“ถ้วยชุดนั้นราคาแพงมาก”
เซวียนอี้ตอบอย่างจริงจัง
“ข้าจะชดใช้”
“ด้วยเงินของผู้ใด”
ชายหนุ่มเงียบ
เพราะเงินทั้งหมดของพวกเขาอยู่ในหีบเดียวกัน
เด็กคนหนึ่งหัวเราะก่อน จากนั้นทั้งร้านก็หัวเราะตาม
แม้แต่หลี่เฉิงเยว่ยังกลั้นยิ้มไม่อยู่
“ไปเอาไม้กวาด”
“ขอรับ เถ้าแก่”
คำเรียกนั้นทำให้เสียงหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม
่บ่ายเกิดเหตุวุ่นวายอีกครั้ง
ลูกค้าสองคนสั่งชาชนิดเดียวกันแต่้าความเข้มไม่เท่ากัน
เด็กคนหนึ่งนำฝาหม้อไปซ่อนในถังข้าว
แมวจากบ้านข้าง ๆ ะโขึ้นโต๊ะแล้วคาบขนมไป
และชายเมาคนหนึ่งพยายามไม่จ่ายเงิน
เซวียนอี้เพียงยืนขึ้น ชายเมาก็รีบวางเงินทั้งหมดบนโต๊ะโดยไม่ต้องพูดอะไร
หลี่เฉิงเยว่มองตามหลังชายคนนั้น
“เ้าทำสิ่งใด”
“เพียงมอง”
“เ้ามองอย่างไร”
“ตามปกติ”
เด็ก ๆ ส่ายหน้าพร้อมกัน
เมื่อปิดร้าน ฟ้ามืดแล้ว
หลี่เฉิงเยว่านั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
“ข้าเคยสอบสวนขุนนางฏทั้งวัน ยังไม่เหนื่อยเท่านี้”
เซวียนอี้นำอาหารง่าย ๆ มาวางบนโต๊ะ
“ตอนนั้นไม่มีคนสั่งชาห้ากาพร้อมกัน”
“และไม่มีเด็กทำฝาหม้อหาย”
“หาเจอแล้ว”
“อยู่ที่ใด”
“ในถังข้าว”
“เหตุใด”
“ไม่มีผู้ใดยอมรับ”
หลี่เฉิงเยว่หลับตา ถอนหายใจยาว
แต่เมื่อเปิดตาอีกครั้ง เขากลับยิ้ม
ร้านเงียบลงแล้ว
โต๊ะบางตัวมีรอยน้ำชา
พื้นยังมีเศษดอกไม้
ถ้วยสองใบหายไป
และในกล่องไม้มีเงินจากวันแรกกองอยู่
เขาเปิดกล่องแล้วเริ่มนับ
ยอดไม่มากนักเมื่อเทียบกับทรัพย์ที่เคยมี
แต่ทุกเหรียญมาจากชาที่เขาชง
โต๊ะที่พวกเขาซ่อม
บ้านที่เลือกเอง
และชื่อที่เลือกด้วยตนเอง
หลี่เฉิงเยว่หยิบเหรียญแรกขึ้นมา
“เงินก้อนแรกของร้าน”
“ท่านจะเก็บหรือ”
“อืม”
“ทำเป็สิ่งใด”
“เจาะรูร้อยเชือกแขวนใต้ป้ายดีหรือไม่”
เซวียนอี้ส่ายหน้า
“ถูกขโมยง่าย”
“เช่นนั้นเก็บในกล่อง”
“ดี”
หลี่เฉิงเยว่าวางเหรียญลงในกล่องเล็ก
จากนั้นหันมองอีกฝ่าย
“วันนี้เ้าทำถ้วยแตกสองใบ”
“ข้าจำได้”
“พรุ่งนี้หักเงินเดือน”
“ข้ามีเงินเดือนด้วยหรือ”
“ไม่มี”
“เช่นนั้นหักไม่ได้”
องค์ชายเงยหน้ามองเขา
“เ้าเรียนรู้เร็วเกินไป”
คืนนั้น หลังจัดร้านเสร็จ ทั้งสองนั่งใต้ต้นเหมย
ดอกส่วนใหญ่ร่วงแล้ว เหลือเพียงใบอ่อนสีเขียวบนกิ่ง
เซวียนอี้นำกล่องไม้เล็กออกมา
“ของเปิดร้าน”
หลี่เฉิงเยว่รับมา
“เ้าซื้อเมื่อใด”
“ไม่ได้ซื้อ”
เมื่อเปิดกล่อง เขาพบปิ่นไม้เรียบ ๆ แกะเป็รูปจันทร์เสี้ยว มีปีกเล็กอยู่ด้านหนึ่ง
งานแกะไม่ละเอียดนัก
ขอบบางจุดยังหยาบ
รูปปีกเอียงเล็กน้อย
แต่เห็นได้ชัดว่าใช้เวลาทำอย่างตั้งใจ
“เ้าทำเอง?”
“ขอรับ”
“เมื่อใด”
“ตอนท่านนอน”
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้า
“หลายคืนที่ผ่านมาเ้าจึงนอนช้า?”
เซวียนอี้ไม่ได้ตอบ
องค์ชายหยิบปิ่นขึ้นมาพิจารณา
“งดงาม”
“ไม่เท่าปิ่นของหลินฮองเฮา”
“ไม่เหมือนกัน”
“ต่างอย่างไร”
หลี่เฉิงเยว่ใช้นิ้วแตะลายปีก
“ปิ่นของมารดาคือสิ่งที่ข้าได้รับจากอดีต”
เขามองคนตรงหน้า
“ส่วนชิ้นนี้คือสิ่งที่ข้าได้รับจากชีวิตใหม่”
เซวียนอี้หลุบตาลง
หลี่เฉิงเยว่ถอดปิ่นหยกที่รวบผมอยู่ แล้วส่งปิ่นไม้ให้อีกฝ่าย
“ปักให้ข้า”
มือของเซวียนอี้ชะงัก
“ข้าไม่เคยทำ”
“เรียน”
“หากทำให้เจ็บ—”
“เ้าเคยเย็บแผลให้ทหาร”
“ไม่เหมือนกัน”
“ปิ่นไม้ไม่อันตรายกว่าธนู”
หลี่เฉิงเยว่หันหลังให้
เซวียนอี้จึงรับปิ่นมาอย่างระมัดระวัง
มือที่เคยจับดาบมั่นคงกลับสั่นเล็กน้อยเมื่อแตะเส้นผมของอีกฝ่าย
เขารวบผมส่วนหนึ่งขึ้น
เสียบปิ่นครั้งแรก
แต่หลวมเกินไป
เส้นผมตกลงมา
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“ยากกว่าดาบหรือ”
“มาก”
ครั้งที่สองแน่นเกินไป
องค์ชายขมวดคิ้ว
“เจ็บ”
เซวียนอี้รีบคลาย
“ขออภัย”
“ลองใหม่”
ครั้งที่สามจึงพอดี
“เสร็จแล้ว”
หลี่เฉิงเยว่หันกลับมา
ปิ่นไม้สีเข้มตัดกับเส้นผมดำและใบหน้าขาวของเขา
เซวียนอี้มองนิ่ง
แสงโคมจากในร้านส่องผ่านประตูมาถึงลาน
ลมกลางคืนพัดปลายผมของหลี่เฉิงเยว่
กลิ่นชาจาง ๆ ยังติดอยู่บนเสื้อ
ในชั่วขณะนั้น ไม่มีองค์ชายและองครักษ์
มีเพียงคนสองคนที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ในบ้านของตน
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“ดูเป็อย่างไร”
“งดงาม”
“ปิ่นหรือข้า”
คำถามตรงทำให้เซวียนอี้นิ่ง
หลี่เฉิงเยว่รอโดยไม่หลบสายตา
สุดท้าย ชายหนุ่มจึงตอบเบา ๆ
“ท่าน”
ลมหายใจของทั้งสองช้าลง
หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว
“เซวียนอี้”
“ขอรับ”
“ที่หานโจว เ้าบอกว่าอยากอยู่กับข้า”
“ข้าจำได้”
“วันนี้ยังคิดเช่นนั้นหรือ”
“ทุกวัน”
“อยู่ในฐานะใด”
คำถามนั้นลอยอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
เซวียนอี้มองดวงตาของเขา
คำตอบมีอยู่ในใจมานาน
แต่ริมฝีปากกลับหนักจนไม่อาจเอ่ย
“ข้า…”
เสียงเคาะประตูหน้าร้านดังขึ้นอย่างกะทันหัน
“อาจารย์เซวียน!”
เด็กชายคนหนึ่งะโจากด้านนอก
“ข้าลืมรองเท้าไว้!”
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองหยุดลง
หลี่เฉิงเยว่หลับตา สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
เซวียนอี้หันหน้าหนีเล็กน้อย ราวกับกำลังกลั้นหัวเราะ
องค์ชายปรายตามอง
“ไปเปิดประตู”
“ขอรับ”
“และพรุ่งนี้ให้เขาวิ่งเพิ่มสามรอบ”
“เพราะลืมรองเท้า?”
“เพราะมาไม่ถูกเวลา”
คราวนี้เซวียนอี้หัวเราะออกมาจริง ๆ
เสียงหัวเราะนั้นทำให้หลี่เฉิงเยว่ทั้งขุ่นเคืองและอยากยิ้มตาม
เขายืนอยู่ใต้ต้นเหมย แตะปิ่นไม้รูปจันทร์มีปีกบนผม
คำที่ยังไม่ได้เอ่ยยังคงอยู่
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนในวัง
ไม่เหมือนกลางสนามรบ
และไม่เหมือนคืนที่ความตายอยู่ใกล้เพียงหนึ่งลูกธนู
พวกเขาไม่มีาไล่หลังอีกแล้ว
มีเช้าวันใหม่
มีร้านที่ต้องเปิด
มีชาถ้วยต่อไป
มีเด็กที่มักลืมของ
และมีบ้านซึ่งเปิดประตูรอให้ทั้งสองกลับเข้าไปพร้อมกัน
เวลาที่เคยถูกแย่งชิงมาตลอดชีวิต
บัดนี้เป็ของพวกเขาแล้ว