โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 43 มรดกเลือด

    ณ ตึกร้างกลางกรุง ชั้นที่ 13

    จอยถูกจับมัด เสื้อผ้าหลุดหลุ่ย หว่างขามีเลือดไหลออกมา จ้องหน้านายสมบัติอย่างโกรธแค้น  รอบๆ มีชายอีก สิบคนที่มองจอยด้วยสายตาเย้ยหยัน แต่มีชายอีกคนหนึ่ง แต่งกายด้วยชุดสีดำ ยืนนิ่งเงียบไม่สนใจใคร ในมือถือลูกประคำ นับวนไปมา นายสมบัติเดินเข้ามาหาชายชุดดำแล้วเอ่ยว่า

    “ อาจารย์น้อย ไม่คิดจะไปสนุกกับนังเด็กคนนี้บ้างหรือครับ ลูกน้องของผมเล่นสนุกกับมันจนคิดว่า จะวนรอบสองกันแล้ว”

    ชายชุดดำที่ถูกเรียกอาจารย์น้อย ไม่สนใจ มองไปที่เงามืด แล้วก็มีภูตพรายสีดำ ลอยมากระซิบบางอย่างกับเขา

    “เป้าหมายมาแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม”

    “ พวกเราเตรียมแป้งเอาไว้แล้วครับ  ไม่ทราบว่า จะเอาไปทำไมครับ”

    “ เป้าหมายของเรามันมีคาถาพรางตัว เราไม่อาจมองเห็นมัน ต้องใช้วิธีนี้ พวกเราถึงจะรู้ความเคลื่อนไหวของมันได้”

    “ ฮ้า มันมีคาถาแบบนี้ด้วยรึ?ครับ”

    “ พูดมากไปแล้ว  ไปเตรียมตัวป้องกันเอาไว้”

    อาจารย์น้อย ชายวัยหนุ่มวัยสามสิบปี เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์บุญ ถูกส่งมาเพื่อจัดการกับขจรด้วยเฉพาะ  ไม่นานนายสมบัติก็เข้ามารายงาน

    “ เรียบร้อยแล้วครับ เอาไงต่อดี”

    “ มันกำลังขึ้นมา ปล่อยให้มันขึ้นมาถึงชั้น 13 นี้ เจรจาให้มันมอบดาบสยบฟ้ามาก่อน หลังจากนั้น ค่อยจัดการกับมัน”

    “ ได้ครับ แต่ว่า ทำไมเราไม่จัดการมันที่ ชั้นแรกๆ ขึ้นมาทำไมที่ชั้น 13 นี้ครับ”

    “ ชั้นนี้ มีคนมาฆ่าตัวตายพร้อมกัน 13 คน วิญญาณพวกมันยังไม่ไปผุดไปเกิด เหมาะกับการที่จะนำมาใช้งาน”

    “ หืม ผีตายโหง 13 ตัว อาจารย์คิดปลุกมันขึ้นมา จัดการกับไอ้ขจรคนเดียวเนี่ยนะ”

    “ แค่กันเอาไว้ หากมันไม่ยอมมอบดาบสยบฟ้าออกมา ก็คงต้องปลุกชีพผีตายโหงเหล่านี้มาจัดการกับมัน”

    แล้วขจรก็เดินขึ้นมาบนชั้น 13 พบเห็นจอยที่นั่งอย่างหมดสภาพ พอเห็นขจรมาก็น้ำตาไหลพราก

    “ พี่จร”

    “ ไม่ต้องกลัว พี่มาแล้ว”

    “ ฮ่า ฮ่า พี่ชายที่แสนดี ในที่สุดก็มาเสียที ไหนดาบสยบฟ้า”

    นายสมบัติเดินออกมา ลูกน้องอีกสิบคน ถือปืนสั้น เล็งใส่ขจร เพียงแค่รอคำสั่ง

    ขจรเปิดกล่องดาบสยบฟ้าให้ นายสมบัติดู  อาจารย์น้อยพยักหน้า 

    แล้ว นายสมบัติก็ให้ลูกน้อง พาจอยไปหาขจร เพื่อแลกเอาดาบสยบฟ้ากลับมา

    ขจรเองก็เป็นห่วงอาการของจอย จึงมอบดาบสยบฟ้าให้พวกมันไป แล้วเข้าไปพยุงร่างของจอยเอาไว้ ยิ่งเห็นเลือดไหลออกมาจากหว่างขาของจอย ขจรก็รู้สึกแค้นใจขึ้นมา แล้วรีบพยุงให้ จอยออกจากที่นี่ไปทันที

    แต่ว่า พวกมันกลับขวางเอาไว้ ไม่ให้ขจรกลับไป

    “ พวกแกได้ของไปแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก”

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เรื่องนี้คงไม่ต้องบอก แค่เจ้านายไม่อยากให้ใครได้รู้ ว่าดาบสยบฟ้าอยู่กับเจ้านาย มึงรู้เรื่องมากไป กูจะส่งพวกมึงไปอยู่กับพ่อของมึงในนรก”

    นายสมบัติเอ่ยจบก็ ยกมือให้สัญญาณให้ลูกน้องยิงขจรในทันที

    แต่ว่าขจรรู้ทัน รีบร่ายเวทย์พรางตัว ทำให้เขากับจอยหายไปจากที่ตรงนั้นทันที

    แต่ทว่า พวกมันก็ขว้างแป้ง ออกไปจนทั่วพื้นที่ชั้น 13 เผยให้เห็นร่างเงาๆ ของขจรกับจอย

    แต่ว่าก่อนที่พวกมันจะยิงปืนใส่ มีดเสือบินสองเล่ม ก็พุ่งทะลุลำคอของพวกมันตายเป็นใบไม้ร่วง ที่เหลืออยู่ สี่คนก็กระหน่ำยิงปืนใส่ขจรทันที

    ขจรพาน้องจอยกลิ้งไปกับพื้นหลบหลังเสา แล้วบังคับมีดเสือบิน พุ่งเข้าเจาะลำคอของสี่คน จนตายคาที่ ขจรเดินออกไปข้างหน้า เหลือแค่นายสมบัติ ที่หลบไปยืนด้านหลังของอาจารย์น้อย ที่ยังคงยืนนิ่งอย่างใจเย็น  พร้อมกับ นำดาบสยบฟ้ามาถือเอาไว้ในมือ แล้วทำการกรีดเลือดจากฝ่ามือ เพื่อให้ดาบสยบฟ้าดิื่มเลือดของเขา

    ขจรเห็นก็แปลกใจ ไม่คิดว่ามันจะรู้วิธีใช้ดาบด้วย

    แล้วดาบสยบฟ้า ก็เปล่งประกายออกมา

    “ แกไม่มีดาบสยบฟ้า ก็กลายเป็นคนธรรมดา ตายไปซะ”

    อาจารย์น้อยฟันดาบเข้าใส่ขจร รัศมีดาบพุ่งออกไปทำลายกำแพง จนเป็นรอยฉีกขาด แม้ขจรจะหลบรอดไปได้ แต่ก็ยังตกใจที่มันใช้ พลังของดาบออกมาได้เช่นกัน

    “ ฮ่า ฮ่า ร้ายกาจจริงๆ” อาจารย์น้อย ยังคงตวัดดาบเข้าใส่ขจรไปอีกหลายครั้ง แม้ขจรจะหายตัวเข้าไป มันก็เห็นพื้นเป็นรอยเท้า มันก็ฟาดกลับมา ขจรต้องหลบฉากออกห่าง แล้วสุดท้ายขจร  ก็กระโดดจากที่สูง มายืนอยู่ตรงหน้าอาจารย์น้อย

    แล้วก็ใช้มือบีบคอของ อาจารย์น้อยเอาไว้ แต่อาจารย์น้อยกลับใช้ดาบทิ่มเข้าใส่ขจร แต่ทว่า ยันต์เกราะเพชรทำงาน ทำให้ร่างของอาจารย์น้อยกับดาบถูกพลังเกราะเพชรกระแทกกระเด็นไป ขจรใช้มือ ดึงดาบสยบฟ้ากลับมา

    อาจารย์น้อย เอากระดูกศพชิ้นเล็ก ทั้งหมดสิบสามชิ้นออกมา แล้วปล่อยออกมาจัดการกับขจร เงาวิญญาณสิบสามตน ปรากฏออกมาเป็นรูปกายหยาบ ทั้งหมดเป็นซากศพ ที่ใบหน้ามีแต่หนอนชอนไช และเลือดสดๆไหลท่วมตัว พวกมันวารป์เข้าหาขจร พร้อมกับจะบีบคอ แต่ว่าขจรเปิดโหมด  ยันต์เกราะเพชรออกมา ผีตายโหงทั้งสิบสามตน ถึงกับกระเด็นออกมาไม่อาจเข้าใกล้ได้ ขจร ใช้ดาบสยบฟ้า แล้ววาดไปที่พื้นเป็นวงกลม แล้วสวดคาถาบูชาพระยายมราชอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง ก็มีหลุมไฟนรกปรากฏขึ้น แล้วมันก็ดูดร่างของ ผีตายโหงทั้งสิบสาม ลงไปจนหมด แต่หลุมไฟนรกกลับยังไม่หายไป 

    ขจรพุ่งตัวเข้าไปหา อาจารย์น้อย ที่ยังคงตกใจที่เห็น หลุมไฟนรก ไม่ทันได้มองขจรที่มาถึงตัวแล้ว

    ฉัวะ !!

    หัวของอาจารย์น้อยหลุดลอย วิญญาณถูกดูดลงไปที่หลุมไฟนรก ขจรมองหานายสมบัติ ที่ตอนนี้มันจับ น้อยจอยเป็นตัวประกัน เอาปืนจ่อหัวน้องจอยเอาไว้

    “ เอาดาบมา แล้วมึงก็เอาน้องมึงไป พวกเราก็จบๆ กันไป โอเคไหม”

    “ โอเค”

    ขจรโยนดาบไปปักเอาไว้ที่ข้างหน้ามัน แต่พอมันจะก้มลงหยิบเท่านั้นมีดเสือบินก็พุ่งมาจากข้างหลัง ปักเข้าที่คอของมัน ตายคาที่ แล้ววิญญาณของมันกับลูกน้องก็ถูกดูดลงไปในหลุมไฟนรก จนหมดสิ้น

    จรรีบเข้าไปกอดจอยที่กำลังล้มฟุบไปกับพื้น

    “ พี่จร”  จอยถึงกับร่ำไห้ออกมาอีกครั้ง

    “ มันจบแล้ว ไม่เป็นไร พี่จะพากลับบ้าน” ขจรพาน้องจอยกลับบ้าน โดยที่มีภูตพรายตนหนึ่งมองอยู่ห่างๆ แล้วมันก็บินหายวับไป  ปรากฏต่อหน้าอาจารย์บุญ 

    “ ไม่สำเร็จ  ลูกศิษย์ของผมกับคนของคุณชายตายหมดแล้ว”

    ภาคินที่นั่งอยู่บนโซฟา ที่กำลังดื่มไวน์ ถึงกับ ขว้างแก้วไวน์ทิ้งทันที

    “ บัดซบ มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร”

    “ ใจเย็นก่อนคุณชาย ผมจะติดต่อเรือนมังกรซ่อนที่ไต้หวัน ให้ส่งคนมาจัดการกับมัน คราวนี้ต้องสำเร็จแน่”

    “ ขอให้จริงเถอะ"

    “ คุณชายไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ผมจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน”

    ขจรพาจอยไปที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบอบช้ำ ที่เกิดจากถูกพวกเดนนรกนั้นยำยี อาจารย์หมออยากให้ขจรไปแจ้งความเอาผิดกับคนร้าย แต่ขจรนั้นขอร้องเอาไว้ แล้วบอกว่า พวกคนร้ายมันมีอิทธิพล ไม่อยากให้น้องต้องมาทรมานกับเรื่องนี้อีก อาจารย์หมอเข้าใจ เลยรับปากจะไม่แจ้งความ

    “ พี่จร จอย  ขอโทษ”

    “ ไม่มีอะไรแล้ว ต่อไปนี้จอยไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน อยากเปิดร้านเสริมสวยก็เปิด สถานที่ก็มีแล้ว เงินก็มีแล้ว ขอให้ต่อไปมีอะไรก็บอกกับพี่ อย่าได้เกรงใจพี่อีก”

    จอยอยากจะขอโทษอีกหลายๆ ครั้ง แต่ว่ามันจุกที่คอพูดไม่ออก ขจรจึงโอบกอดน้องสาวเอาไว้ แล้วลูบหลังไม่มีการพูดกัน สำหรับพี่น้อง ปล่อยให้เวลามันช่วยรักษาบาดแผลที่มันเกิดขึ้นของมันเอง

    ณ บ้านของท่านหญิงที่สาม มีท่านหญิงสี่ มาร่วมประชุมกัน โดยมีสามีที่เป็นนายทหาร กับ นายตำรวจยศใหญ่ทั้งคู่มานั่งร่วมกัน

    “ พี่ชายใหญ่สติวิปลาสไปแล้ว เขารับเด็กหนุ่มชื่อ ขจร มาเป็นบุตรบุญธรรม แล้วอย่างนี้ ทรัพย์สมบัติของตระกูลนาคบดินทร์ จะเหลือตกถึงลูกๆ ของพวกเราเท่าไรกัน” ท่านหญิงสามเอ่ยออกมาอย่างเหลืออด

    “ ใช่ ดูแล้วทรัพย์สมบัติของพี่ชายรอง ก็คงมอบให้มันจนหมดแน่”

    “ แล้วที่นี้จะทำอย่างไร ให้ทนายฟ้องเรียกสมบัติของพี่ชายรอง เอามาแบ่งกันดีไหม น้องชายรองไม่ได้มีพินัยกรรมเอาไว้ก่อนตาย ทนายบอกว่า พวกเราพี่น้องต้องมีส่วนในสมบัติของพี่ชายรองเท่าๆ กัน”

    “มรดกของ พี่ชายรองยังถือเป็นทรัพย์สินส่วนกลางที่พี่ชายใหญ่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว พวกเราแต่งออกมา พี่ใหญ่ถึงแบ่งให้ แต่พี่ชายรองนั้นยังไม่ได้แต่งงาน พี่ชายใหญ่เลยยังไม่ได้แบ่งให้ จะไปฟ้องร้องได้อย่างไรเล่า” ท่านหญิงสามเอ่ยเตือน

    “ ในเมื่อทางกฏหมายไม่อาจแก้ไขปัญหานี้ได้ คงต้องส่งคนพิเศษไป พูดกับท่านชายภาสกรในเรื่องนี้ท่านรองเห็นด้วยหรือเปล่า”

    เสธ. กระทิงเสนอความคิดออกมาแล้วมองไปที่ ท่านรอง สมยศ สามีของท่านหญิงสาม

    รองสมยศไม่ตอบแต่กลับหันไปมองท่านหญิงสามแทน

    “ แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่าจะสำเร็จ หากพลาดพลั้งขึ้นมา พวกเราแย่แน่ๆ”

    “ ก็ลองตัดสินใจกันดู หากว่าไม่ทำ ทรัพย์สินของตระกูลนาคบดินทร์อาจต้องเป็นของใคร ก็ไม่รู้ด้วย”

    “ แต่ว่าใบหน้าของเด็กคนนี้ทำไมถึงได้เหมือน พี่ชายรองจังเลย”  ท่านหญิงสี่เอ่ยด้วยความสงสัย

    “ ผมตรวจดูแล้ว มันเป็นแค่เด็กวัด วันที่คุณชายรองเสียชีวิต เด็กคนนี้ก็ถูกส่งมาวางเอาไว้ที่หน้าวัด ผมสืบได้ก็มีเพียงเท่านี้” ท่านรองสมยศกล่าวให้ทุกคนฟัง

    “ หรือว่า นังสุรางคนางค์ มันจะตั้งท้องกับ พี่ชายรองแล้วเกิดมาเป็นเด็กคนนี้”

    ทานหญิงสี่เอ่ยอย่างสงสัย

    “ คงไม่ใช่ หากว่าเป็นลูกของ พี่ชายรองจริง มันคงรีบมาเสนอหน้ารับสมบัติของพี่ชายรองไปแล้ว เงินเป็นหมื่นๆ ล้าน ใครจะยอมปล่อยทิ้งไป”

    “ ความจริงถ้าอยากรู้ ก็ตรวจเลือดดูก็เท่านั้น แต่ว่ามันจะมีแต่ผลเสียกับพวกเรามากกว่า ผมเสนอจัดคนไปพูดคุยกับ ท่านชายให้เซ็นพินัยกรรมขึ้นมา แล้วแบ่งให้พวกเราอย่างเหมาะสมดีกว่าไหม”

    ทุกคนเริ่มพยักหน้า คิดชั่วร้ายกันแล้ว ตอนนี้ถึงกับร่างทรัพย์สินนาคบดินทร์ที่มีทั้งหมด ออกมา แล้วต่างก็แย่งกันเพื่อจะได้ให้บีบให้ท่านชายภาสกรเซ็นมอบทรัพย์สินออกมา  ทั้งคืนทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ ผ่านไปสามวันก็บรรลุข้อตกลง แล้วมอบอำนาจให้ คนของเสธ. กระทิง ไปจัดการบีบให้ ท่านชายภาสกรเซ็นพินัยกรรมฉบับนี้

    ที่ตำหนักริมน้ำของท่านชายภาสกร ขจรได้มาอยู่ในห้องที่ท่านชายภารกรจัดเอาไว้ให้ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่ ทานชายคชาธรเคยอาศัยอยู่

    “ เป็นไงบ้าน ห้องนี้”

    “ มันกว้างใหญ่เกินไป ผมนอนห้องเล็กที่วัดมาจนชิน พอมานอนห้องใหญ่ขนาดนี้ คงนอนหลับยากแน่ๆ”

    “ อยู่ไปก็ชินไปเอง ที่นี่มีผู้จัดการชิน เป็นพ่อบ้านที่นี่ มีอะไรก็บอกกับเขา ส่วนแม่ครัวชื่อสายบัว เธออยากกินอะไรก็บอกแม่ครัวได้เลย พักผ่อนให้สบายนะ”

    “ ขอบคุณครับ”

    ขจรรู้สึกถึง ความเมตตาที่ท่านชายมอบให้ แต่ว่าบ้านที่ใหญ่โตเช่นนี้ กับอยู่ตัวเพียงคนเดียว ไม่ยอมมีคู่ เพราะอะไร หรือว่าท่านจะเป็นเกย์  แต่ว่า รอบๆ กายของท่านชาย ก็มีชายหนุ่มที่เป็นบอดี้การ์ด อยู่หลายคน ที่คอยป้องกันภัย ขจรลองนับดูน่าจะมีไม่ต่ำกว่า ห้าคน

    ขจรเข้าพักในห้องนอนที่ใหญ่โต แล้วก็เริ่มเข้าไปฝึกวิชา กับ หินเจ้าปัญญา

    แต่ว่ากลางดึกคืนแรกของตำหนักริมน้ำ ขจรก็สะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก เพราะสัมผัสได้ว่า มีคนกำลังเรียกชื่อของเขา  ขจรลืมตาขึ้นก็ตกใจแทบจะร้องออกมา เพราะที่ปลายเตียง มีหญิงสาวแต่งชุดไทย มายืนมองเขาอยู่

    “ ขจร  ขจร ขจร ตื่นเถิด”

    “ คุณ...เป็นใคร” ขจรตั้งสติได้ก็ถามไปในทันที

    “ ฉันคือเจ้าที่แห่งนี้ รีบไปช่วย ท่านชายภาสกรด้วย”

    “ ท่านชายเป็นอะไร?” ขจรลุกขึ้นจากเตียงทันที

    “ มีคนร้าย สิบห้าคน บุกเข้ามาในตำหนัก มันฆ่าคนของท่านชายไปแล้ว สามคน”

    ขจร ไม่ถามอะไรต่ออีก ก็รีบออกจากห้องนอนไปในทันที

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน