เช้าวันต่อมา... บรรยากาศรอบตัวเอยดูจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย เอยยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานยาวในห้อง ร่างบางในกระจกไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งที่พยายามพรางหุ่น
วันนี้เอยหยิบเสื้อนักศึกษาพอดีตัวมาสวมทับด้วยกระโปรงนักศึกษาทรงเอ เธอรวบผมขึ้นเป็มวยหลวมๆ เผยให้เห็นลำคอระหง และไม่ลืมที่จะแต้มลิปสติกสีกลีบกุหลาบจางๆ ที่ริมฝีปาก
เอยมองร่มคันยาวสีดำที่วางพิงอยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ เธอหยิบมันขึ้นมาถือด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เธอสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องพักด้วยความรู้สึกว่า... วันนี้เธอจะไม่เดินก้มหน้าให้ใครอีกแล้ว
ณ ตึกบริหารธุรกิจ
เมื่อเอยก้าวเท้าเข้ามาในตึกบริหาร บรรยากาศแห่งความเร่งรีบและจริงจังยังคงปกคลุมไปทั่ว เอยเดินตรงไปยังเลานจ์ส่วนตัวของนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายตามที่ได้รับแจ้งจากเ้าหน้าที่ชั้นล่าง
ที่นั่น... วินกำลังนั่งอยู่บนโซฟาหนังสีดาร์กช็อกโกแลต เบื้องหน้าของเขาคือแล็ปท็อปเครื่องบางและแฟ้มเอกสารกองโต เขาสวมเพียงเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมคอเม็ดบนออก ดูผ่อนคลายแต่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจที่คนรอบข้างไม่กล้าสบตา
วินเงยหน้าขึ้นเมื่อััได้ถึงการมาถึงของใครบางคน ั์ตาคมหลังกรอบแว่นแบรนด์ดังหรี่ลงเล็กน้อยขณะกวาดมองการแต่งตัวที่เปลี่ยนไปของเอย
"นึกว่าจะรอให้ฝนตกอีกรอบถึงจะเอามาคืนนะครับ" วินเอ่ยทัก น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความพอใจลึกๆ
เอยยื่นร่มส่งคืนให้เขาด้วยสองมือ "ขอบคุณมากค่ะคุณวิน... สำหรับร่ม และสำหรับ... คำพูดเมื่อคืน"
วินรับร่มไปวางไว้ข้างกาย เขาไม่ได้ไล่เธอไปในทันที แต่กลับผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"นั่งก่อนสิครับ เดี๋ยวผมเลี้ยงกาแฟ"
เอยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจนั่งลง เธอสังเกตเห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของวิน มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะ แต่เป็รอยยิ้มที่พึงพอใจในบางสิ่งบางอย่าง
"วันนี้คุณดูดีขึ้นมาหน่อย" วินพูดขณะเลื่อนถ้วยคาปูชิโน่ร้อนมาให้
"การแต่งตัวคือการสื่อสารรูปแบบหนึ่งครับ เมื่อคุณบอกโลกว่าคุณมีค่า โลกก็จะเริ่มปฏิบัติกับคุณด้วยความเกรงใจ"
เอยสบตากับวิน "เอยแค่รู้สึกว่า... ร่มคันนี้มันดูดีเกินกว่าจะให้คนที่ใส่ชุดนักศึกษาซอมซ่อเป็คนถือเฉยๆ ค่ะ"
"งั้นคุณก็ควรจะเปลี่ยนความคิด" วินโน้มตัวลงมาเล็กน้อย
"ไม่ใช่ร่มที่ทำให้คุณดูดี แต่เป็คุณต่างหากที่ต้องมีศักดิ์ศรีพอจะถือร่มคันนี้... จำไว้นะครับเอย ในโลกของผม ของราคาแพงไม่มีความหมายถ้าคนใช้ไม่รู้จักวิธีพรีเซนต์มัน"
คำพูดของวินเหมือนเป็การ ชาร์จพลัง ที่เอยไม่เคยได้รับ เธอคุยกับเขาอยู่ครู่หนึ่ง เื่โปรเจกต์ละครเวทีที่เอยกำลังทำ วินให้คำแนะนำเื่การบริหารจัดการงบประมาณอย่างเป็มืออาชีพ จนเอยรู้สึกว่าสมองของเธอเริ่มทำงานในมิติที่กว้างขึ้น
เมื่อเอยลุกขึ้นลา วินมองตามเธอด้วยสายตาอ่านยาก
"พรุ่งนี้ผมจะไปที่คณะนิเทศฯ เพื่อคุยเื่งบโปรเจกต์ให้คณะของคุณ หวังว่าจะได้เห็นคุณในเวอร์ชันที่ ดีขึ้น กว่านี้นะครับ"
เอยยิ้มตอบ... ก่อนจะขอตัวกลับก่อน ครั้งนี้มันเป็รอยยิ้มที่ถึงดวงตาเป็ครั้งแรก
————
ขณะที่เอยกำลังเดินข้ามสะพานเชื่อมกลับคณะ เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยดังขึ้น
Pheem: “เอย! อยู่ไหนวะ? ข้ามีเื่ด่วนให้ช่วย จะฉิบหายแล้วเนี่ย”
เอยนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอไม่ได้พิมพ์ตอบทันทีเหมือนทุกครั้ง มือที่กำลังจะกดส่งสติ๊กเกอร์ ว่าไงจ๊ะ หยุดนิ่ง เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ
Euy: “มีอะไรเหรอภีม เอยกำลังจะเข้าเรียน”
เพียงอึดใจเดียว ข้อความยาวเหยียดก็ถูกส่งกลับมาพร้อมสติ๊กเกอร์ดีใจจนเนื้อเต้นของภีม
Pheem: “ข้าจะสารภาพรักน้ำหวานวันพรุ่งนี้ว่ะ! ข้าหาสถานที่ไว้แล้ว แต่ข้าไม่รู้จะพูดยังไงให้มันซึ้งๆ แกเป็ผู้หญิงที่รู้ใจข้าที่สุดในโลกแล้วเอย ช่วยร่างบทพูดสารภาพรักให้หน่อยดิ เอาแบบที่อ่านแล้วน้ำตาซึม ยอมตกลงเป็แฟนข้าทันทีอะ แกรู้ใช่ไหมว่าน้ำหวานชอบสไตล์ไหน? ช่วยหน่อยนะเพื่อนรัก แล้วอย่าลืมมาช่วยข้าจัดสถานที่ด้วยนะเว้ย ข้าจะบอกรายละเอียดอีกที ถ้างานนี้สำเร็จ ข้าเลี้ยงบุฟเฟต์แกชุดใหญ่เลย!”
เอยหยุดยืนอยู่กลางสะพาน ความรู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนปอนด์มาทุบเข้าที่กลางอก นี้เขาสั่งให้เธอ... ผู้หญิงที่รักเขามาสิบปี ร่างบทพูดเพื่อไปขอเป็แฟนกับผู้หญิงคนอื่น หัวใจของเอยสั่นสะท้าน เธออยากจะะโใส่หน้าจอว่า 'ภีม แกเห็นฉันเป็ตัวอะไร!'
ความจริงที่สะท้อนออกมาคือเธอยังคงเป็เพียง 'เครื่องมือ' ชิ้นหนึ่งในสายตาเขา เครื่องมือที่ชื่อว่า 'เพื่อนสนิท' ที่มีหน้าที่คอยสร้างความสุขให้เขา ทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังจะแตกสลาย เอยไม่ได้ตอบกลับ เธอปิดหน้าจอมือถือแล้วออกวิ่ง...วิ่งทั้งน้ำตา
——————-
ณ ห้องซ้อมละคร คณะนิเทศศาสตร์
เอยขังตัวเองอยู่ในห้องซ้อมละครที่มืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากสปอตไลต์ดวงเดียวที่ช่วยให้มีแสงสว่าง เธอทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าอยู่หลังม่านกำมะหยี่สีแดงผืนหนา น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลพรากออกมาอย่างไร้เสียง
เธอมองเข้าไปในกระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่รอบห้องซ้อม ภาพผู้หญิงที่แต่งตัวสวยงามดูดีเมื่อเช้า บัดนี้กลับดูน่าสมเพชเสียยิ่งกว่าเดิม ดวงตาที่เพิ่งแต้มมาสคาร่าเลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
"แกเป็ผู้หญิงที่รู้ใจข้าที่สุด..." คำพูดของภีมวนเวียนเหมือนเข็มที่ทิ่มแทง
ใช่... เธอรู้ใจเขาที่สุด รู้ว่าเขาชอบกินอะไร เกลียดอะไร รู้ว่าตอนเขาโกหกเขาจะชอบเกาท้ายทอย รู้ว่าสเปกของเขาคือผู้หญิงร่าเริงสดใสเหมือนน้ำหวาน... และเธอก็รู้ดีที่สุดว่า ในพื้นที่หัวใจของเขา ไม่มีที่ว่าง สำหรับเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
เอยหยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง มือสั่นระริกขณะเริ่มพิมพ์ข้อความในโน้ต... ไม่ใช่บทพูดให้ภีม แต่เป็ความอัดอั้นของตัวเอง
"ความรักของฉันเหมือนกระจกที่เธอเอาแต่ขว้างก้อนหินใส่ วันนี้มันร้าวไปทั้งบานแล้วนะภีม... และเธอก็ยังสั่งให้ฉันเอากาวมาปะมันเพื่อเอาไปให้คนอื่นดูว่ามันสวยงาม"
เอยสะอื้นไห้จนตัวโยน รอยยิ้มที่เคยมั่นใจเมื่อตอนอยู่กับวินหายวับไป เหลือเพียงใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังจะขาดใจตายเพราะคำว่า 'เพื่อนรัก'