ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่78 ไม่สมเกียรติยศ ?

            “จู่ช่างลิวข้าบอกแล้วว่าข้าแค่หลงทางมา เจ้าจะตามข้ามาอีกทำไม เราแค่เข้าใจผิดกัน” ชื่อซิ่นรีบกล่าวอย่างรนรานชื่อซิ่นไม่ได้ชะลอลงแม้แต่น้อยกลับเร่งทะยานไปมากกว่าเดิม

             

              ทั้งสองติดตามกันไปปล่อยให้หนิงเฟยหลงมองตาปริบๆ “เฮ้อ..คงต้องเปลี่ยนแผนเสียหน่อย” หนิงเฟยหลงสาดยาพิษขึ้นท้องฟ้าเหยี่ยวปีกทองไม่ทันตั้งตัวก็ต้องพิษไป ทว่าด้วยความเร็วของมันเพียงโดนพิษนิดเดียวเท่านั้นแต่เมื่อมันทรงตัวได้ชายหนุ่มก็ได้หายไปแล้ว มันแผดเสียงร้องออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว!

     

              เหยี่ยวปีกทองมึนงงเล็กน้อยหันซ้ายหันขวาก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มนั้นไปซ่อนอยู่ที่ใดวิชาตัวเบาของชายหนุ่มไม่ธรรมดาเลย

     

              “ก้าวชมจันทร์นี่ล้ำเลิศนักเพียงฝึกได้ขั้นเดียวก็ให้ผลเกินความคาดหมายแล้ว ยากที่จะมีผู้ใดตามติดมาได้การเคลื่อนไหวนั้นไร้ร่องรอย หึหึ เจ้านกนั่นคงงงเป็นไก่ตาแตกไปแล้ว ฮ่าฮ่า”หนิงเฟยหลงหัวเราะชอบใจ

     

            มันบรรลุในขั้นที่หนึ่งของก้าวชมจันทร์ได้แล้วแต่กว่าที่จะผ่านมาได้ก็ลำบากไม่น้อยเลย วันเวลาในทวีปนี้อาจดูน้อยเหลือเกินแต่หากเป็นในมิติปริศนาเล่า ไม่รู้ว่าผ่านมาเนิ่นนานก็สิบปีแล้ว...

             

            วิชาระดับปฐพีจะสำเร็จได้ง่าย ? นั่นเป็นไปไม่ได้ หากมันเป็นไปได้งั้นก็ไม่สมควรเรียกวิชาระดับปฐพีแล้ว สมควรเรียกวิชาที่ขั้นต่ำกว่าวิชาปฐพีเป็นที่หมายปองของผู้คนแม้สำเร็จได้เพียงครึ่งก็สามารถโลดแล่นในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ได้แล้ว

             

            ก้าวชมจันทร์ แม้ว่าจะเป็นวิชาตัวเบาที่ดูคล้ายไม่มีความสามารถใดนอกจากการเคลื่อนที่ หลายคนพากันดูแคลน นั่นเพราะ มันไม่ได้มีพลังโจมตีหรือตั้งรับและวิชาตัวเบาระดับสี่หรือห้าก็สามารถทดแทนกันได้ แต่ก็นับว่าโดดเด่นอย่างมากมันสามารถทำให้ผู้ฝึกฝนรอดจากคมหอกคมดาบมาได้มากมาย รอดพ้นจากอันตรายนานัปการ 

             

            หลายคนที่ดูแคลนจึงนับว่าผิดไปหนิงเฟยหลงได้ใช้วิชานี้หลบหนีก็ยังรู้สึกถึงความอัศจรรย์การปกปิดร่องรอยง่ายดายเช่นนี้ หากเปลี่ยนเป็นถือกระบี่เข้าไปลอบสังหารเล่า ?นั่นไม่ต้องกล่าวถึงเลย

             

            ไม่นานสีหน้าของชายหนุ่มก็กลับมาสงบนิ่งพลางขบคิดเรื่องราวที่ผ่านมา

     

              แต่เดิมหนิงเฟยหลงไม่ได้ล่วงรู้เลยว่ามีผู้แอบติดตามมาตลอดจวบจนมาถึงเขตที่ห้านี้จึงพอจับสิ่งผิดแปลกได้ ตัวมันรู้สึกได้ถึงไอสังหารจาง ๆอยู่คราหนึ่ง แต่นั่นก็ทำให้คิดสงสัยเท่านั้น จวบจนมาถึงการเผชิญหน้ากับจู่ช่างลิวระหว่างนั้นมันก็สัมผัสได้โดยบังเอิญว่า มีคนตามมาอยู่ด้านหลังอาจเป็นเพราะการเคลื่อนไหวที่จำเป็นต้องตามติดมาอย่างรวดเร็วชื่อซิ่นจึงได้ลืมปกปิดกลิ่นอาย

     

              หนิงเฟยหลงรู้ว่าการมาของชื่อซิ่นนั้นเป็นเรื่องไม่ดีทว่ากลับไม่อาจรู้ว่ามาด้วยเหตุอันใด ?หากมาเพื่อสังหารก็สมควรที่จะต้องลงมือนานแล้ว คงไม่ปล่อยให้เนิ่นนานถึงเพียงนี้หากไม่ได้มาเพื่อสังหารมันแล้วมาเพื่ออะไร ?

     

              “ช่างเถอะ ๆ เอาเวลามาวางแผนต่อ”คิดได้ดังนั้นก็เริ่มรวมหัวกันวางแผนจัดการกับจู่ช่างลิวใหม่และยังมีเวลาให้จางจิ้นจี้ จางจิ้นสิง กงจิ้นและเย่เซียวฝึกซ้อมค่ายกลใหม่อีกรอบให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

     

              ..........

     

              “ตัวเป็นถึงแม่ทัพจะหวาดกลัวเราไปทำไมจะหนีไปเช่นนี้ไม่สมเกียรติของทหารหาญ !” จู่ช่างลิวกล่าวด้วยเสียงราบเรียบทว่าเสียงนี้กลับได้ยินชัดเจน ทะลวงเข้าสู่หัวใจของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อซิ่นที่กำลังหนีก็พลันชะลอตัวลงนับว่าคำกล่าวของจู่ช่างลิวมีเหตุผล มันเป็นชายชาติทหารจะหนีต่อไปเช่นนี้ก็จะเสียซึ่งเกียรติยศที่พึงมีไว้สิ้น

     

              ชื่อซิ่นเลือดลมร้อนผ่าว ๆมันเกือบจะสูญเสียสิ่งที่มันยึดถือมาตั้งแต่ต้นไปเสียแล้ว ปณิธานเริ่มแรกที่จะดำรงไว้ซึ่งเกียรติยศแลศักดิ์ศรีของชาตินักรบมันตั้งมั่นไว้ตั้งแต่ก่อนจะเข้ารับราชการทหาร แต่บัดนี้มันเกือบจะทำลายสิ้นความผิดหวังในตนเองก็ผุดขึ้นมาโดยพลัน ชื่อซิ่นถอนหายใจยาว...

     

              “ได้ ! เรามาสู้กันต่อความตายคงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับข้าแล้ว !” สิ้นเสียงเงาร่างของแม่ทัพพยัคฆ์ก็วกกลับพุ่งชนจอมยุทธ์เหยี่ยวปีกทองผู้ที่ท้าทายมันด้วยเกียรติยศ มันพุ่งชนอย่างบ้าคลั่ง !

     

              จู่ช่างลิวก็พลันตื่นตระหนกมันคาดคิดว่าบุรุษเบื้องหน้าจะจะถึงกับเสียสติ พุ่งชนตนโดยตรงอย่างบ้าคลั่ง

     

              ตูม !!

     

              ร่างแม่ทัพพยัคฆ์พุ่งไปดุจลูกกระสุนปืนใหญ่กระแทกใส่จอมยุทธ์ผู้ท้าทาย พื้นดินบังเกิดหลุดลึกลงไปถึงห้าสามจั้ง (เกือบ ๆ 10เมตร) ทั้งคู่ต่างระเบิดพลังทำลายพื้นดินให้แตกกระจายพร้อมกับทะยานร่างอันโชกไปด้วยโลหิตขึ้นมาบนอากาศ

     

              “ไม่เลว เจ้าทำให้ข้าทึ่งไม่น้อย” จู่ช่างลิวยิ้มบางสายตาจดจ้องอย่างพึงพอใจ ในอดีตมันได้ต่อสู้กับขุนพลมากมาย และได้สังหารพวกนั้นลงทว่านั่นเป็นช่วงที่มันธาตุไฟเข้าแทรก มันจึงไม่ได้รับรู้ถึงการต่อสู้ที่แท้จริงแต่ในคราวนี้มันได้ลิ้มรสแล้วและการต่อสู้ที่ไร้กฎเกณฑ์ของชื่อซิ่นก็ทำให้มันพึงพอใจ

     

              จู่ช่างลิวเป็นคนหนึ่งที่บ้าการต่อสู้ใฝ่หาแต่การต่อสู้ที่ดุเดือดมันถึงเลือกที่จะเข้ามาในป่าใหญ่สมบัติแห่งโชคชะตา ในเขตที่ห้านี้มันหวังว่าจะได้พบเจอกับสัตว์อสูรระดับห้าสักตัว และได้พัฒนาฝีมือต่อ ทว่าผ่านมานานนับเดือนก็ยังไม่พบเจอทำให้มันผิดหวังเป็นอย่างมาก

     

              การพบเจอสัตว์อสูรระดับห้านั้นยากจริง ๆสมควรแล้วที่นำมาเปรียบได้กับจอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพ ผู้เป็นชนชั้นนำแห่งทวีป !

     

              แต่ถึงแม้ว่ามันจะบ้าการต่อสู้แต่ก็ไม่ถึงกับบ้าให้แม่ทัพผู้หนึ่งไประดมทหารและยอดฝีมือมาต่อกรกับมันอีก นั่นมันยุ่งยากเกินไป

     

            ในคราวนั้นมันรอดมาได้เพราะความบ้าคลั่งที่ควบคุมไม่ได้อารมณ์ความรู้สึกไม่มีการสังหารเป็นไปด้วยความดุดันและเลือดเย็นแต่ในยามนี้นั้นต่างกัน มันควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของร่างกายได้แล้ว การต่อสู้แบบนั้นจึงสมควรจะไม่เกิดขึ้นอีก

     

              “ไม่เลว ? แค่ไม่เลวอย่างงั้นรึ !!”ชื่อซิ่นโกรธจนหน้าแดงใบหน้าร้อนผ่าว ๆนัยน์ตาลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะที่ไม่อาจดับมอดลง !

     

              “ทะลวงไปซะ !!!” ชื่อซิ่นคว้าทวนในแหวนมิติรวบรวมพลังหยวนเสือกพุ่งแทงด้วยความเร็วโดยฉับพลันก็บังเกิดเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งไปยังจู่ช่างลิวด้วยความเร็วสูง

     

            พลังนั้นแฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งทวน มุ่งสู่การทะลวงเป็นที่ตั้งพลังลมปราณก็หมุนวนอย่างไม่สิ้นสุด กระแสอากาศกรีดร้องโหยหวนน่าเวทนาความรุนแรงนั้นเล่าก็เหนือล้ำสุดประมาณ

             

            ในใจจู่ช่างลิวกระตุกวูบ เหงื่อเย็นผุดขึ้นไม่หยุดหย่อน“เจตจำนงอันแข็งกล้านี่เกินกว่าความคาดหมาย ไม่น่าเล่าถึงได้เป็นแม่ทัพผู้ชาญชัยอายุน้อยกลับมาถึงจุดนี้ได้ น่าประหลาดใจโดยแท้..”

             

            จู่ช่างลิวไม่อาจรั้งรอเร่งโคจรพลังออกมาทั้งหมด ผสมกับเคล็ดวิชาของตนกงเล็บอันเหนือล้ำก็ปรากฏขึ้น มันไม่ได้ใหญ่ไปกว่าครั้งก่อน มองดูช่างธรรมดาแต่กลับให้ความรู้สึกที่ไม่ธรรมดา กงเล็บนี้มีลวดลายน้อย ๆมองดูด้วยตาเปล่าสุดจะหยั่งได้ กงเล็บกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าไปปะทะกับคมทวน

             

            ตูม !!!!

             

            แรงปะทะระเบิดอากาศ ปฐพีสั่นไหว ต้นไม้และใบหญ้าในรัศมีสองลี้ราบพนาสูญ เงาร่างของบุรุษผู้กล้าทั้งสองหายลับไปจากบนอากาศบริเวณนี้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น

             

            บนผืนดินแต่งแต้มไปด้วยหยดโลหิตการโจมตีเพียงครั้งเดียวก็อาจตัดสินผลการต่อสู้ได้ !

             

            เงาร่างบุรุษทั้งสองยืนห่างกันสิบจั้ง กดบาดแผลที่ร่างกาย หอบหายใจถี่ทั้งสองมีใบหน้าที่ซีดเซียวลง ในมือต่างไม่ลดละการโคจรพลังเตรียมเข้าปะทะกันอีกรอบ ชื่อซิ่นดวงตาแดงก่ำจ้องมองจู่ช่างลิวไม่วางตา มองไปยังบาดแผลที่เป็นรูที่ท้องเลือดทะลักออกมา ก็นึกสะใจไม่น้อยคมทวนของมันฝ่าแนวป้องกันเข้าปะทะกับร่างกายของยอดฝีมือผู้นี้ให้บาดเจ็บได้เพียงแค่นี้มันก็ไม่เสียดายแล้ว

             

            แต่ถึงอย่างนั้นมันเองก็บาดเจ็บใช่ย่อย เกราะที่มันสวมใส่แตกออกชิ้นเนื้อที่หน้าอกด้านขวาส่วนหนึ่งหายไปมองเห็นอวัยวะภายในและโลหิตที่ทะลักออกมาไม่หยุดหย่อนมันรู้ดีว่าคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วต่อให้มีหมอเทวดามารักษาก็ไม่แน่ว่าจะรอดชีวิตไปได้

             

            ทั้งสองหยิบโอสถที่ตนมีมาสมานแผลและกินเข้าไปครั้งนี้จะเป็นการปะทะกันครั้งสุดท้ายแล้ว !

             

            “ชื่อซิ่น เจ้าทำให้ข้าเลื่อมใส มาเรามาจบการต่อสู้นี้กัน”จู่ช่างลิวชมเชยชื่อซิ่นด้วยใจจริง แม่ทัพพยัคฆ์ผู้นี้สมแล้วที่เป็นพยัคฆ์ความแข็งแกร่งและความสามารถช่างน่าทึ่ง !

             

            ชื่อซิ่นไม่ได้ตอบกลับ เมื่อมันรู้สึกถึงพลังที่โคจรได้ที่พร้อมกับสภาวะอารมณ์ที่อยู่จุดสูงสุด ร่างกายก็พุ่งพรวดออกไปทันทีทวนในมือก็คล้ายมันกรทะยาน ถูกเติมเต็มไปด้วยพลังหยวนที่มหาศาลมุ่งไปยังจู่ช่างลิว

             

            เทพทวนมังกรทะยานฟ้า !!

             

            เห็นดังนั้นจู่ช่างลิวก็ไม่อาจอยู่ได้อย่างสงบ มันโคจรพลังอย่างท่วมท้นพลังงานในร่างก็ปะทุขึ้นมาอย่างเดือดดาลเพียงพริบตัวมันก็กลายเป็นเงาที่พร่าเลือนหายไป

             

            กงเล็บพญาเหยี่ยวทองคำ !!

             

            ตูม !!!!

             

            การปะทะกันคราวนี้คล้ายจะฉีกนภาให้ขาดออกจากกันและก็คล้ายการทะลวงทุกสรรพสิ่ง ฟ้าดินต่างสะท้านสะเทือน ลมพายุก่อเกิดทำลายล้างแสงดวงดาวพร่างพราวยังหม่นหมอง แต่จุดกลางปะทะนั้นกลับคล้ายยามอรุณรุ่งแสงเจิดจ้าส่องสว่างไปทั่วป่า เงาร่างทั้งสอง บัดนี้เหลือเพียงผู้เดียวที่ยังยืนหยัดแล้ว...

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน