บทที่ 18 สิ่งตอบแทน
ความสนใจในตัวของบุรุษหนุ่มที่สวมชุดคลุมสีดำปักด้ายลวดลายพยัคฆ์มีเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ความสนใจทั้งหมดของผู้คนจะตกอยู่ที่กองซากสัตว์ที่อยู่ด้านหลังของมัน ไม่ว่าจะเป็เสือตัวใหญ่ หมีป่าอันดุร้าย หรือแม้แต่ฝูงสุนัขจิ้งจอกก็สุมอยู่ในนั้น สัตว์ป่าที่ดุร้ายเหล่านี้ กินคนงานเหมืองมามิใช่น้อย แต่วันนี้พวกมันกลับกลายมาเป็เนื้อชั้นดีที่รอให้พวกตนได้กินแทน
ที่ภูพยัคฆ์ นอกจากทางเข้าเหมืองกับค่ายพักแล้วก็ไม่มีใครกล้าออกนอกเส้นทาง มิเช่นนั้นโอกาสที่จะได้กลับมาคงเป็ไปได้ยาก ดังนั้นนอกจากพืชผักที่เพาะปลูกขึ้นกินเองภายในค่าย สิ่งที่เรียกว่าเนื้อสัตว์แทบมิเคยตกถึงท้อง วันนี้พอเห็นกองสัตว์จำนวนมหึมาที่อยู่เบื้องหน้าค่ายพัก พวกมันก็ต่างพากันดีใจจนเนื้อเต้นยากจะควบคุม
“เป็ไปได้อย่างไร ฝีมือของคนผู้นี้หรือ"
พอมองชายหนุ่มอย่างชัดตา เสียงซุบซิบก็ดังขึ้น
“เป็ไปไม่ได้ ข้ารู้จักคนผู้นี้”
“ใช่ ข้าเองก็จำได้ มันเป็คนไร้ประโยชน์เช่นเดียวกับพวกเรา แต่โชคดีเกิดในตำแหน่งที่มีวาสนา”
“ดังนั้นนี่คงไม่ใช่ฝีมือของมัน และดูจากการที่มันมาที่นี่ มันคงตกจากวาสนาแลมาเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับพวกเราแล้ว"
“ไม่รู้จะสมเพชหรือสงสารมันดี เกิดมามีบุญแท้ๆ แต่กรรมมาบังเสียได้… สัตว์ป่าเหล่านี้ก็น่าจะเป็ยอดฝีมือของตระกูลมันที่มาส่งและจัดสรรไว้ให้ อย่างน้อยก็คงเป็อาหารกักตุนหลายมื้อสำหรับการอยู่ที่นี่ของมัน”
“หวังว่าเนื้อสัตว์จำนวนมากนี้จะถูกเจียดมาเป็อาหารแก่พวกเราบ้างนะ"
มีเพียงข้อเท็จจริงนี้ที่ทำให้คนในเหมืองภูพยัคฆ์พอเข้าใจได้ คนที่ไร้พลังจิติญญาจะสามารถสังหารสัตว์ป่าที่ดุร้ายมากมายได้อย่างไร เมื่อคิดได้เช่นนั้น ตัวแทนของคนงานเหมืองที่ดูจะาุโที่สุดก็กล่าวต้อนรับเฉินซือหยาง แสดงความเห็นอกเห็นใจแก่ชายหนุ่มพักใหญ่ ก่อนจะใช้ให้คนพามันไปยังที่พักซึ่งว่างอยู่
ในที่แห่งนี้ด้วยเป็คนประเภทเดียวกัน จึงไม่มีใครแสดงท่าทีรังเกียจต่อกัน เพราะพวกมันล้วนได้รับท่าทีเ่าั้จากคนทั่วไปมาแล้ว พวกมันจึงค่อนข้างเข้าใจหัวอกซึ่งกัน การมาของเฉินซือหยางจึงมิได้สร้างความมิชอบใจหรือไม่ถูกใจใครเหมือนดั่งตอนที่มันยังอยู่ในตระกูลเฉิน
เฉินซือหยางเมื่อได้มาอยู่ที่นี่จึงรู้สึกว่าก็เป็สถานที่ที่มิได้เลวร้ายอย่างที่คิด อาจจะน่ากลัวสำหรับคนที่ไม่มีพลังจิติญญารวมถึงไม่มีพลังฝีมือ แต่สำหรับมันแล้ว อาศัยเพียงสัตว์ป่าที่ดุร้ายก็เป็ได้แค่คู่ซ้อมเพลงดาบแก่มันเท่านั้น
“ห้องนี้เ้าของเดิมพึ่งตายไปเพราะพิษไข้ป่า หวังว่าคุณชายท่านจะปรับตัวเข้ากับสถานที่แห่งนี้ได้ไว หากนึกถึงแต่ห้องนอนที่สุขสบายอย่างเช่นในตระกูลเฉิน ท่านก็เตรียมใจเอาไว้ได้เลย"
เฉินซือหยางวางสัมภาระลง
“เข้าใจแล้ว"
ก่อนที่ชายคนนั้นจะไป มันได้แสดงสีหน้าอย่างวาดหวัง แต่ก็ยังไม่กล้าเอ่ยออกไปตรงๆ เฉินซือหยางเข้าใจในแววตาของมัน ชายหนุ่มจึงกล่าวออกไปว่า
“สัตว์เ่าั้แจ้งทุกผู้แบ่งกันไปเป็อาหารเถิด ลำพังเพียงข้าคงไม่สามารถกินได้หมด"
ชายผู้นั้นยินดีเป็อย่างมาก เมื่อเ้าของเอ่ยปากแล้วก็เท่ากับว่าพวกมันมีสิทธิ์ในสิ่งนั้นโดยที่ไม่เป็การละลาบละล้วงต่อผู้อื่น มันจึงประสานมือด้วยความดีใจ
“ขอบพระคุณแทนทุกคน”
เฉินซือหยางเห็นความมีอัธยาศัยและจิตใจที่ใช้ได้ของชายผู้นั้น ทั้งมันยังดูมีอายุไล่เลี่ยกับตน น่าจะผูกมิตรกันได้ มันจึงกล่าวออกมา
“ข้าเฉินซือหยาง เรียกว่าซือหยางก็ได้”
“ข้ารู้อยู่แล้ว ใครจะไม่รู้จักบุตรชายคนโตของผู้เป็นายจ้าง”
“เมื่อรู้จักข้าแล้ว เช่นนั้นข้าขอทราบนามเ้าบ้าง”
“ข้าเป็เด็กกำพร้า ไร้บิดามารดามาั้แ่เกิด จึงไม่มีชื่อแซ่ ผู้คนมักเรียกข้าว่า กูตู๋ ที่แปลว่าผู้โดดเดี่ยว ”
เฉินซือหยางมองบุรุษหนุ่มที่ดูใสซื่อน่าสงสารผู้นี้ ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าโลกนี้ยังมีคนที่ลำบากกว่าตนมาก แม้แต่บิดามารดาก็ไม่เคยพบพาน ขนาดชื่อแซ่ยังไม่มี การที่ตนไม่ถูกยอมรับโดยบิดา แต่ถือว่ายังมีมารดาที่รักและเลี้ยงดูตนเป็อย่างดี ตนยังนับว่าโชคดีกว่าบุรุษหนุ่มที่ถูกเรียกว่ากูตู๋เป็ไหนๆ
กูตู๋เห็นเฉินซือหยางเงียบไปเข้าใจว่ามันคงเหนื่อย จึงกล่าวไปว่า
“คุณชายท่านพักก่อนเถิด ท่านน่าจะเดินทางมาเหนื่อย พรุ่งนี้ค่อยมาศึกษางานที่เหมืองภูพยัคฆ์"
เฉินซือหยางส่ายศีรษะ
“ข้าก็มีฐานะที่มิต่างจากพวกเ้า ไม่ต้องถือยศถือศักดิ์อันใด หากเ้าไม่รังเกียจก็ให้ถือว่าข้าเป็สหายผู้หนึ่งยังได้”
“มิกล้าๆ แม้ท่านจะไม่มีพลังจิติญญาเหมือนกัน แต่ฐานะท่านนั้นยังสูงกว่า คนด้อยค่าอย่างพวกเราอย่าได้คิดเทียบเทียม...”
เฉินซือหยางจึงตบลงบ่าของมันหนึ่งครา
“มีที่ใดที่ข้าแตกต่างจากคนอื่นบ้าง หู ตา จมูก ปาก มือ เท้า ก็มีเหมือนกับทุกคน และถึงต่อให้แตกต่างแล้วอย่างไร คุณค่าของคนมันวัดที่พลังจิติญญาหรือฐานะทางสังคมอย่างนั้นหรือ ผู้อื่นด้อยค่าตัวเราได้ แต่ว่าตัวเราอย่าได้ด้อยค่าตนเอง"
สิ่งที่กูตู๋เคยได้ยินถึงเื่ราวของคุณชายใหญ่ตระกูลเฉินมา นับว่าแตกต่างจากความเป็จริงอย่างมาก คุณชายผู้นี้ดูไม่เหมือนคนที่ไร้ค่าไร้ตัวตนแม้เพียงนิด วาจาและความคิดก็ไม่เหมือนกลับคนที่ขาดเขลาหรือเบาปัญญาแต่อย่างใด ทั้งมันยังมีอัธยาศรัย ไม่ใช้ตำแหน่งหรืออำนาจข่มคนอื่นเหมือนพวกคุณชายหรือคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ชอบทำกัน กูตู๋จึงมองเฉินซือหยางใหม่
“ท่านจะสามารถเป็เพื่อนกับขยะเช่นพวกเราได้จริงๆ"
เฉินซือหยางยิ้มอย่างจริงใจ
“ข้าไม่เคยมองคนเป็ขยะ เช่นนั้นผู้ที่จะเป็สหายข้าก็อย่าได้เทียบตนเป็ขยะอีก"
ในเหมืองภูพยัคฆ์ เฉินซือหยางนับว่ามีความสนิทกับกูตู๋เป็อย่างมาก คนทั้งสองนับถือกันเป็สหาย งานเกี่ยวกับเหมืองหรือกระบวนการทำงานใดก็เป็กูตู๋ที่อธิบายเฉินซือหยางทั้งสิ้น โดยมีผู้เฒ่าของเหมืองนาม จงถิง ที่คอยให้การสนับสนุนและถ่ายทอดความรู้ในด้านการจัดการของเหมืองอีกที เฉินซือหยางจึงสนิทและให้การนับถือคนทั้งสองมาก ชีวิตในเหมืองภูพยัคฆ์ที่คนบอกว่าเต็มไปด้วยอันตรายกลับเป็สถานที่เดียวในตอนนี้ที่ผู้คนให้การต้อนรับและนับถือมันในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง สถานที่แห่งนี้นับเป็สถานที่แห่งที่สองนอกจากเรือนพำนักของมารดา ที่มันอยู่แล้วรู้สึกมีสุขและสบายใจเป็อย่างมาก เฉินซือหยางมาอยู่ที่เหมืองภูพยัคฆ์เพียงเจ็ดวัน มันก็มีมิตรภาพที่ดีกับผู้คนในเหมืองแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่แปด นับั้แ่การมาของเฉินซือหยาง ดูเหมือนสัตว์ป่าที่ดุร้ายหิวกระหายในภูพยัคฆ์แห่งนี้จะเงียบหายไปราวกับว่าไม่เคยดำรงอยู่ เสมอมาผู้คนที่ทำงานเหมืองแห่งนี้ต้องคอยระแวดระวังทุกฝีก้าว เพราะอาจถูกสัตว์ร้ายลอบเล่นงาน ยามค่ำคืนก็ต้องนอนอย่างหวาดผวากับเสียงคำรามแลเสียงเห่าหอนของเหล่าสัตว์นักล่า ทว่าเจ็ดแปดวันมานี้สิ่งเ่าั้ล้วนหายไปเป็ปลิดทิ้ง หายไปจนผู้คนรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ภูพยัคฆ์ที่ควรจะเป็ ราวกับว่าเหล่าสัตว์ร้ายกำลังกลัวสิ่งใดอยู่
ผู้คนพากันสงสัย ว่าเหตุใดสัตว์ร้ายถึงเงียบหายไร้วี่แวว แต่ใครจะคิดว่าสัตว์ร้ายที่แท้จริงได้อยู่ในค่ายพักของพวกมันต่างหาก ยามค่ำคืนเพลงดาบไร้อัตลักษณ์ทั้งห้าจะออกอาละวาดแสดงอานุภาพเพลงดาบ โดยเหล่าสัตว์ร้ายแห่งภูพยัคฆ์ล้วนเป็คู่มือในการฝึกเพลงดาบของมันจนสิ้น ยิ่งฝึกปรือ เพลงดาบก็ยิ่งเฉียบคม การฟาดฟันเข่นฆ่าก็ยิ่งดุเดือด เหล่าสัตว์ป่าดุร้ายที่เห็นอสูรในคราบมนุษย์ผู้นี้ พวกมันจึงล้วนเผ่นหนีจนป่าราบ ต้องย้ายถิ่นฐานหลบไปอยู่อีกฟากหนึ่งของภูพยัคฆ์แล้ว ใยจะกล้ามีสัตว์ป่าตัวใดผยองเดชคิดออกล่าชีวิตคนที่เหมืองภูพยัคฆ์อีก
พอสัตว์ป่าเริ่มหายไป การตายจากการถูกสัตว์ไล่ล่าก็ลดลง ทว่าแมลงหรือสัตว์มีพิษมากมายยังมีอยู่ สิ่งนี้คือสิ่งที่เฉินซือหยางจะกำราบให้หายไปคงมิได้ ทว่ามันที่อาศัยเวลาหนึ่งเดือนเต็มที่เมืองไผ่เขียวศึกษาคัมภีร์สรรพตำราต่างๆ มากมาย มันจึงมีความรู้เื่พืชสมุนไพรและยาแก้พิษอยู่หลายชนิด อาศัยว่าไม่มีการไล่ล่าของสัตว์ ก็พาผู้คนไปหาพืชสมุนไพรมาปลูกไว้ในค่าย สอนวิธีการปรุงผสมพืชสมุนไพรเพื่อใช้กับพิษต่างๆ เพียงย่างเข้าสู่วันที่แปดนี้ เหมืองภูพยัคฆ์ก็ดูมีชีวิตชีวาอย่างที่มิเคยเป็มาก่อน
“นับั้แ่ท่าน… เอ้ย นับแต่เ้ามา ข้ารู้สึกว่าที่นี่เปลี่ยนไปมาก ต้องขอบคุณความรู้ของเ้าที่ถ่ายทอดให้แก่ทุกคน โชคดีจริงๆ ที่เหมืองภูพยัคฆ์ได้คนที่มีความรู้ความสามารถอย่างเ้ามา"
เฉินซือหยางที่สำรวจไปในถ้ำใหญ่ที่ถูกคนงานเหมืองขุดเจาะเป็อุโมงค์ มันมองผ่านคบเพลิงไปยังถ้ำเบื้องหน้าพลางกล่าวตอบกูตู๋ว่า
“ที่นี่เสมือนเป็บ้านหลังที่สองของข้า พวกเ้าก็เปรียบเสมือนครอบครัวของข้า เื่เท่านี้เล็กน้อยมาก หากเทียบความรู้กับผู้อื่นมีแต่คนจะหัวเราะเยาะให้"
“ใครจะหัวเราะก็ชั่ง แต่สำหรับพวกเรา เ้าจะเป็วีรบุรุษ"
“ข้าไม่ชอบเป็วีรบุรุษอะไร เอาตัวเองให้รอดก็พอ"
กูตู๋มองเฉินซือหยางที่สอดส่ายสายตาไปทั่วทั้งถ้ำ
“ว่าแต่เ้ากำลังหาอะไรอยู่หรือ"
การมาเหมืองภูพยัคฆ์แห่งนี้ จุดประสงค์ของชายหนุ่มยากบอกได้ แม้แต่ตัวของมันเองก็ไม่เข้าใจตนว่าเหตุใดถึงอยากมาที่นี่ และตนกำลังค้นหาสิ่งใดอยู่ รู้เพียงแต่ว่าต้องมาดูซักครั้ง
“แร่ที่นี่ทั้งบริสุทธิ์และมีมูลค่า ข้าอาจ้าค้นพบพวกมัน"
กูตู๋พยักหน้าตอบรับ ก่อนชี้นิ้วไปยังซอกที่แคบเล็กทางซ้ายมือ
“เมื่อเดือนก่อนมีการขุดพบแร่หยกที่ถือว่าบริสุทธิ์เป็อย่างมาก แต่เพราะอยู่ลึกจนเกินไป การขุดก็เป็ไปได้ยากเนื่องจากชั้นหินมีมากกว่าชั้นดิน ผู้คนจึงปล่อยร้างเอาไว้ก่อน แต่เมื่อท่านอยากจะค้นหาแร่สำคัญ ไม่แน่อาจพบในที่แห่งนั้นอีกก็เป็ได้"
เฉินซือหยางเดินไปยังทิศทางตามคำชี้แนะของกูตู๋ ทั้งสองถือคบเพลิงเดินสำรวจเข้าไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ระหว่างทางกลิ่นดินปืนและกำมะถันพัดโชยอยู่เป็ระยะๆ กลิ่นเหล่านี้เกิดจากการใช้ะเิเพื่อเปิดเส้นทางขุดหาแร่ และกลิ่นเหล่านี้ช่วยป้องกันสัตว์มีพิษได้เป็อย่างดี เฉินซือหยางและกูตู๋จึงเดินผ่านเข้าไปโดยมิได้คิดสิ่งใด คนงานคนอื่นที่อยู่ภายในนี้ก็ไม่มี พวกมันล้วนไปทำงานขุดหาแร่ที่ตำแหน่งอื่น สถานที่แห่งนี้จึงค่อนข้างเงียบสงบ มีเพียงเสียงฝีเท้าของคนทั้งสองที่เดินลึกเข้าไปตามช่องอุโมงค์แคบเล็กเรื่อยๆ และเพราะเงียบสงบ ทุกเสียงที่เกิดขึ้นจึงทำให้คนที่หูไวได้ยิน ถึงแม้เสียงที่พยายามหลบซ่อนตัวตนก็ตาม เสียงนั้นยังได้ยินไปถึงโสตััของเฉินซือหยาง ในตอนนี้ดูเหมือนภายในช่องอุโมงค์จะมิได้มีเพียงพวกมัน มีตัวตนที่พยายามแอบติดตามพวกมันมาด้วย
หากมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เป็ปกติ เฉินซือหยางก็คงไม่คิดสิ่งใด แต่เสียงฝีเท้านั้นจงใจย่องเบาเพื่อปกปิดตัวตน อีกทั้งยิ่งเ้าของฝีเท้าใกล้เข้ามามากเท่าไหร่ กลิ่นดินปืนและกำมะถันก็ดูจะฉุนมากขึ้นเรื่อยๆ มันเคยทำงานจุดพลุไฟมาก่อน มันถึงรู้จักกลิ่นนี้เป็อย่างดี
ความรู้สึกกระตุ้นเตือนถึงความไม่ปกติ เฉินซือหยางจึงชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว ร่างทะยานออกไปเบื้องหน้า พยายามไปให้ถึงเ้าของเสียงฝีเท้า แต่น่าเสียดายที่ช่องอุโมงค์แคบเล็ก การเคลื่อนที่จึงลำบาก กว่ามันจะไปถึง กลิ่นเหม็นไหม้ของควันไฟก็เริ่มพัดโชย ก่อนกลิ่นดินปืนและกำมะถันจะยิ่งเหม็นคลุ้งมากขึ้น
คนผู้นั้นจุดไฟแล้ว และไฟนี้มิใช่ไฟธรรมดา แต่มันคือไฟที่ลุกไหม้ไปตามดินปืน มันหวังที่จะะเิที่นี่!
ด้านในอุโมงค์ถ้ำมีคน คนที่ลอบติดตามมาย่อมรู้ดี และเพราะมันรู้ว่ามีคน รู้ว่าคนผู้นั้นเป็ใคร มันถึงได้คิดะเิถ้ำนี้ หวังสังหารคนที่อยู่ภายในถ้ำให้ตกตาย
“หยุด!”
ตูมมมมมมมมม!!!!!