เช้าวันต่อมาเว่ยยู่ซินตื่นเช้าเพื่อเตรียมอาหารเช้าสำหรับทุกคน หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ สองแม่ลูกจึงบอกกับเฉิ่ยจินหยางว่าพวกนางมีธุระต้องเข้าเมือง
“พี่ใหญ่หยางข้า กับลินเอ๋อมีธุระต้องไปจัดการ ท่านทานยาเสร็จก็พักผ่อนให้สบายเถอะ”
“ไม่ต้องห่วงยู่ซินพี่ดูแลบ้านให้เอง” แล้วสองแม่ลูกก็เดินทางเข้าเมืองเพื่อจัดการธุระของตัวเอง
ทางด้านเฉิ่นจินหยางหลังจากสองแม่ลูกออกจากบ้านไปก็ได้เรียกองครักษ์คนสนิทออกมา
“สืบรู้หรือยังว่าพวกมันเป็ใคร”
หนูสกปรกที่มันบังอาจวางยาเขาจะปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด
“ยังเลยขอรับท่านอ๋อง” หยุ่นเฟิงตอบคำถามพรางก้มหน้า
“สืบต่อไป ต้องรู้ให้ได้ว่าเป็ฝีมือของฝ่ายใด แล้วกำจัดทิ้งเสีย อีกอย่างข้า้าให้เ้าสืบเื่ยู่ซินกับลูกเร็วที่สุด เพราะตอนนี้ยังต้องรักษาอาการอยู่กับพวกนางสักพัก ข้า้าแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดส่งพวกนางมา“ องครักษ์เฟิงรับคำแล้วจากไป หลังจากองครักษ์จากไปเฉิ่นจินหยางก็เดินสำรวจรอบบ้าน เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติจึงเข้าห้องไปพักเพราะร่างกายของเขาถึงจะแข็งแรงจากการฝึกยุทธแต่ก็ยังไม่ฟื้นตัวดี
ทางด้านยู่ซินและมู่ลินที่มาถึงในเมืองก็เดินตรงไปยังร้านค้าผ้าเพื่อส่งผ้าอย่างเช่นเคย จากนั้นก็ไปยังตลาดค้าสัตว์
“มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้ขอรับ”คนงานตลาดค้าสัตว์เอ๋ยถาม
“ข้า้ารถม้าเ้าค่ะ อยากได้ที่นั่งสบายๆสักหน่อย ไม่ทราบว่าราคาอยู่ประมาณเท่าไหร่เ้าคะ”มู่ลินถามคนงานตลาดค้าสัตว์
“มีหลายราคาขอรับ ขึ้นอยู่กับขนาดและของตกแต่งด้านใน ข้าน้อยสามารถพาเดินเลือกชมดูก่อนได้นะขอรับ ถูกใจคันไหนค่อยพูดคุยเื่ราคา และอีกอย่างราคาก็ขึ้นอยู่กับม้าที่ท่านเลือกด้วยขอรับ”คนงานกล่าวอธิบายอย่างเป็มิตร
“งั้นต้องรบกวนท่านพาเดินชมแล้วเ้าค่ะ”
มู่ลินเดินตามคนงานเพื่อเลือกรถม้า
“ข้า้ารถม้าที่ขนาดไม่ให้มาก แต่ด้านในอยากให้มีเบาะรองนั่งที่นุ่มสักหน่อย หรือหากปรับเปลี่ยนเป็ที่นอนได้ด้วยจะยิ่งดีมาก”มู่ลินกำลังคิดถึงรถบ้านที่กำลังฮิตกันในยุคที่เธอจากมา
“งั้นเป็คันนี้ดีหรือไม่ขอรับเชิญท่านดูด้านในก่อน หากถูกใจก็เลือกม้าได้เลยขอรับ ส่วนราคาจ้าน้อยจะแจ้งหลังจากที่ท่านเลือกม้าเสร็จขอรับ”
“ที่นี่มีรับสอนบังคับรถม้าด้วยหรือไม่เ้าคะ?”
“มีขอรับ หากซื้อรถม้าทางร้านสอนการบังคับรถม้าให้ฟรีขอรับ”
มู่ลินจึงเดินไปยังคอกม้าเพื่อเลือกม้า นางไม่มีความรู้เื่ม้าเลย เลยเลือกม้าตัวที่ดูน้าจะแข็งมาหนึ่งตัว “ราคาม้ารวมรถม้าราคาอยู่ที่120 ตำลึงขอรับ รถม้าที่ท่านเลือกเบาะรองนั่งแบบหนาพิเศษ และมีช่องรับเก็บของทั้งใต้เบาะและด้านใต้หลังคา ราคาจึงแพงเป็พิเศษ หากต้องตกลงซื้อก็สามารถจ่ายเงินและจะมีคนพาท่านไปหัดบังคับรถม้าที่ลานด้านข้างขอรับ“
”ข้าซื้อรถม้าคันนี้เ้าค่ะ“ มู่ลินเอ่ยพร้อมกับเดินไปจ่ายเงิน
”ท่านแม่จะรอข้าที่นี่ หรือจะไปหาซื้อข้าวของรอข้าที่ตลาดเ้าคะ เพราะข้าคิดว่าคงใช้เวลาสักพักในการฝึกบังคับรถม้า“ มู่ลินหันไปถามมารดา เพราะกลัวนางจะเบื่อที่ต้องนั่งรอ
”แม่จะเข้าจะหาซื้อข้าวของสักหน่อยแล้วกัน เพราะตอนนี้บ้านเรามีคนเพิ่มเข้ามา คงต้องหาซื้อของเพิ่มสักหน่อย เสร็จแล้วแม่จะไปรอลูกที่ร้านผ้าก็แล้วกัน เ้าก็ต้องระมัดระวังด้วยเล่าบังคับรถม้าไม่ใช่เื่ง่าย“
“ได้เ้าค่ะ ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วงข้าจะระมัดระวังตัวให้มาก”
ผ่านไปครึ่งชั่วยามมู่ลินก็เริ่มบังคับรถม้าได้คล่องขึ้น
มู่ลินบังคับรถม้ามารับมารดาที่หน้าร้านผ้า
“ท่านแม่ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลยเ้าคะ“ เมื่อเห็นผู้เป็แม่หิ้วของพรุงพรัง
”ข้าวแล้วก็พวกอาหารแห้งนิดหน่อย แล้วก็เนื้อ แล้วแม่ก็ซื้อผ้าไปตัดชุดให้ท่านลุงหยางด้วย แม่รู้สึกสงสารเขาเพราะเขามีแค่ชุดที่ติดตัวมาไม่มีเสื้อให้ผลัดเปลี่ยน“ ยู่ซินมองหน้าบุตรสาวด้วยความละอายใจนิดๆเพราะนางใช้เงินที่บุตรสาวหามาด้วยความยากลำบากไปกับการซื้อของใช้ให้กับคนแปลกหน้า มู่ลินเห็นสีหน้ามารดาเช่นนั้นก็เข้าใจดีว่านางยู่ซินนั้นสึกอย่างไรจึงเอ่ย
”ดีแล้วเ้าค่ะ ท่านลุงหยางน่าสงสารจริงๆนั้นและ หากเป็ข้าจำอะไรไม่ได้แม้แต่ชื่อตนเองก็คงเคว้งคว้างไม่น้อย“ เมื่อได้ยินบุตรสาวเอ่ยเช่นนั้นยู่ซินจึงสบายใจขึ้น
”งั้นเราก็กลับบ้านกันเถอะ ว่าแต่ลินเอ๋อบังคับรถม้าได้คล่องแล้วหรือ?“
”ขับได้คล่องมากแล้วเ้าค่ะ ฝึกอีกหน่อยคงบังคับรถม้าเดินทางไกลได้ไม่ยาก“
“งั้นก็กลับกันเถอะ เดี๋ยวจะเลยมื้อเที่ยวเสียก่อน”
ไม่นานยู่ซินและมู่ลินก็กลับมาถึงบ้าน เฉิ่นจินหยางได้ยิ่งเสียงจึงออกมาดู
“พวกเ้ากลับมากันแล้ว”
“กลับมาแล้วเ้าค่ะพี่ใหญ่หยาง” เฉิ่นจินหยางได้ยินเสียงเว่ยยู่ซินก็อุ่นวาบในใจเผลอคิดไปว่า ’หากกนางเรียกข้าว่าท่านพี่จะดีแค่ไหนนะ‘ เฉิ่นจินหยางรีบส่ายหัวสลัดความคิดของตัวเอง เกิดมาจนอายุปูนนี้และยังไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับหญิงใดมาก่อน มันค่อนข้างสับสนไปสักหน่อย
”ท่านลุงหยาง ท่านเจ็บตรงไหนหรือปวดหัวหรือไม่เ้าค่ะ ทำไมถึงได้ทำท่าทางเช่นนั้น“ มู่ลินเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นเฉิ่นจินหย่างส่ายหัวไปมา
”ไม่เป็ไรมากแค่มึนๆนิดหน่อย“จินหยางเอ่ยอย่างเป็ธรรมชาติ
”ข้าจะเข้าครัวทำมื้อเที่ยงนะเ้าคะ วันนี้ใช้แรงไปเยอะในการเรียนบังคับรถม้า“ มู่ลินเอ่ยพร้อมเดินเข้าครัว
”พี่ใหญ่หยางข้าซื้อผ้าด้วย ว่าจะตัดชุดให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน แต่ข้าลืมถามไปว่าท่านชอบสีอะไร จึงเลือกมาเป็สีเทา ท่านจะให้ข้าวัดตัวเลยหรอไม่ จะได้ตักเย็บให้เสร็จพร้อมใช้ในตอนเย็น“
“ขอบใจเ้าสองแม่ลูกมากยู่ซิน พวกเ้าช่างจิตใจดีงามเหลือเกิน หากข้าหายดีแล้วย่อมต้องตอบแทนพวกเ้าแน่นอน” เฉิ่นจินหยางมองหน้าเว่ยยู่ซินอย่างสื่อความหมาย แต่มีหรือที่ยู่ซินจะรู้ความหมาย นางเพียงคิดว่าเฉิ่นจินหยางซึ้งใจที่ตนได้ช่วยเหลืออีกฝ่ายยเอาไว้เท่านั้นเอง
“มาเถอะเ้าค่ะ ข้าจะวัดตัวให้ พอเสร็จจะได้ทานข้าวเที่ยงและทานยา”
หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จสิ้น ยู่ซินก็เริ่มลงมือตัดเย็บชุดให้จินหยางหวังให้เสร็จเร็วที่สุด เพราะเขาใส่ชุดเดิมมาั้แ่วันที่พบเขานอนสลบอยู่บนเขาแล้ว
ตกดึกมาเมื่อแน่ใจว่าทุกคนในบ้านหลับแล้ว จินหยางจึงเรียกองครักษ์เงาขอบตอนเพื่อถามความคืบหน้า
“รายงานมา”
“คนที่วางยาท่านอ๋องกระหม่อมจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ คาดว่าน่าจะคนของไป่ฮองเฮา ส่วนอีกเื่ประวัติพวกนางไม่แน่ชัดนักขอรับ นางย้ายมาที่นี่เมื่อสิบกว่าปีก่อนหลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อใครอีกเลย หาเลี้ยงชีพด้วยการปักผ้าและขายของป่า เพียงแต่เมื่อไปนานมานี้มีการนำสมุนไพรอย่างโสมกับเห็ดหลินจือไปขายเท่านั้นขอรับไม่มีอะไรน่าสงสัย” จินหยางนิ่งฟัง เว่ยยู่ซินถึงจะแต่งตัวธรรมดาเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่ไม่อาจปิดปังความงามของนางเลยแม้แต่น้อย เว่ยมู่ลินหากแต่งตัวให้ดีคงเป็โฉมสครางคนนึง งดงามกว่าคุณหนูในเมืองหลวงบางคนเสียด้วยซ้ำไป
“คุ้นกันอยู่ห่างๆ อย่าให้พวกนางมีอันตรายเพราะไม่แน่หากมีคนสืบว่าพวกนางช่วยข้าเอาไว้อาจตกอยู่ในอันตราย” องครักษ์เฟิงรับคำก่อนจะเร้นกายหายไป