บทที่ 56 ความลับที่มีร่วมกัน
หลีซู่ปฏิเสธคำขอของเหล่าทหารแทนหน่วนเป่า
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย “จะทำเช่นไรดี หากมีคนสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติแล้วเข้ามาใกล้ที่แห่งนี้เล่า”
หน่วนเป่ายิ้ม “ไม่มีทาง ข้ากางอาณาเขตไว้แล้ว รับรองว่าแมลงสักตัวก็ไม่อาจบินเข้ามาได้”
ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นต่างรู้สึกสั่นสะท้าน นี่ต้องเป็นเทพที่มีอำนาจสามารถทำได้ทุกอย่างแน่นอน!
ในตอนที่ทุกคนกลับมาถึงหมู่บ้านก็เป็นยามดึกแล้ว
หลี่เจิ้งนั่งอยู่ตรงประตูห้องบรรพบุรุษพลางสูบยาสูบไปด้วย แต่จากการมองไปยังทางเข้าหมู่บ้านเป็นครั้งคราว กลับแสดงให้เห็นว่าเขารู้สึกกังวลเพียงใด
และตอนที่เขาเห็นมังกรไฟที่ประกอบขึ้นมาจากคบเพลิง เขาก็ทำกระบอกยาสูบตกลงพื้นโดยไม่ทันตั้งตัว
เพราะชาวบ้านเกือบสองร้อยคนยืนรวมกันอยู่ในพื้นที่โล่งตรงทางเข้าหอบรรพชน ทำให้ไม่รู้สึกแออัดเกินไปนัก ดวงตาของหลี่เจิ้งกวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังจากเห็นหมาป่าขาวแบกเจ้าก้อนแป้งที่กำลังหลับใหลไว้บนหลัง
“กลับมาแล้วก็ดี กลับมาแล้วก็ดี” หลี่เจิ้งกล่าวพลางปาดน้ำตา ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ
หลีซู่ส่งเจ้าก้อนแป้งกลับไปยังสกุลเซียวด้วยตัวเอง และมองจางซื่ออีกครั้ง ก่อนจะพาเหล่าทหารกลับเข้าเมือง
เซียวหย่งฝูได้บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้นให้หลี่เจิ้งฟัง และนั่นทำให้หลี่เจิ้งรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
หากครั้งนี้พวกเขาไม่เริ่มโจมตีก่อน บางที ชาวบ้านในหมู่บ้านหลิวกังอาจได้รับความเดือดร้อนในอีกไม่ช้า
หลี่เจิ้งก้มลงหยิบกระบอกยาสูบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา หลังจากเงียบไปสักพัก เขาก็กล่าวขึ้นมา “มาคุยกันก่อนเถอะว่าจะทำเช่นไรต่อไป”
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้รับการแจกจ่ายอาหาร แต่ละคนต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง และพวกเขาต่างก็ต้องการได้ส่วนแบ่งมากขึ้น
แต่หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นในคืนนั้น ทุกคนก็เลือกให้หลี่เจิ้งเป็นผู้ควบคุมการแจกจ่าย
สุดท้ายแล้ว แต่ละบ้านก็ได้รับเสบียงบ้านละหนึ่งร้อยจิน ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บไว้ยังส่วนกลางของหมู่บ้าน
ในคืนนั้น อาวุธไม่ได้ถูกนำมาแจกจ่าย โดยหลี่เจิ้งตัดสินใจเตรียมพร้อมหารือกับหน่วนเป่าในวันรุ่งขึ้น
หลังจากที่พ่อลูกสกุลเซียวกลับไปพร้อมกับเสบียงที่ได้รับการแจกจ่าย หลี่เจิ้งก็ปล่อยให้คนอื่น ๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้
“พวกเจ้าเห็นหรือไม่”
ชาวบ้านที่คิดถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ต่างพากันสั่นสะท้านในใจ
“สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ข้าจะปล่อยให้มันเน่าเสียไว้ในท้องของข้า!”
เรื่องนี้ไม่ต้องมีผู้ใดมาชี้แนะ พวกเขาทุกคนก็ทำได้อยู่แล้ว
“หน่วนเป่ายังเด็กอยู่เลย พวกเราล้วนอยากให้นางได้เติบโตมาอย่างดี ส่วนเรื่องที่ต้องทำเช่นไรนั้น ไม่ต้องรอให้ข้าบอกพวกเจ้าก็ได้กระมัง”
เมื่อคิดถึงหน่วนเป่า สายตาของทุกคนก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
นับจากวันนี้ไป ชาวบ้านทั้งหลายในหมู่บ้านหลิวกัง ต่างก็ตั้งรูปปั้นมังกรทองขนาดเล็กเอาไว้ในบ้านของตัวเอง
“ใช่แล้ว เราต้องให้ความเคารพคนในบ้านสกุลเซียวมากขึ้นด้วย”
นี่คงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนถอนหายใจมากที่สุด เมื่อครั้งหนึ่ง เซียวหย่งฝูเคยหมายถึงความโชคร้าย
แต่ตอนนี้ เขาสามารถเดินไปมาในหมู่บ้านหลิวกังอย่างเปิดเผยได้แล้ว
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไป หลี่เจิ้งก็กลับไปยังห้องโถงบรรพบุรุษ เพื่อสวดมนต์และจุดธูปให้กับบรรพบุรุษทั้งหลาย
“ท่านบรรพบุรุษ ด้วยการอวยพรของพวกท่าน หมู่บ้านของเราถึงได้ต้อนรับเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ตั้งแต่นางมาอยู่ที่นี่ สภาพอากาศของหมู่บ้านเราก็ดีมาตลอด”
ชายชราไม่ได้รู้เลยว่า ในเวลานี้บรรพบุรุษทั้งหลายต่างพากันเบียดตัวอยู่ในแผ่นศิลาจารึกและไม่กล้าออกมา
ทัณฑ์สวรรค์ที่ลงโทษผู้กระทำความผิดบาปในคืนนี้ อาจทำให้เจ้าที่เจ้าทางตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวถึงสามครั้ง ไม่ต้องกล่าวเลยว่า ‘ผี’ เหล่านี้จะรู้สึกเช่นไร
......
เมื่อเซียวหย่งฝูและบุตรชายของเขากลับมา หน่วนเป่าก็ถูกหลินซื่อเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะห่อนางด้วยผ้านวม
“ข้าทำถึงขนาดนี้แล้วนางก็ยังไม่ตื่นขึ้นมาเลย นางคงหมดแรงแล้วจริง ๆ” หลินซื่อนึกถึงตอนที่นางเห็นหน่วนเป่าเมื่อครู่ ทำเอาทั้งรู้สึกเศร้าและขบขันไปพร้อมกัน
เซียวหย่งฝูไม่กล้ากล่าวออกมาว่าคืนนี้ลูกสาวของเขาเหนื่อยมากเพียงใด
เด็กน้อยตัวเล็กแค่นี้เอง แล้วนางจะไม่เหนื่อยได้อย่างไร เมื่อสร้างปรากฏการณ์ใหญ่โตถึงเพียงนั้น?
“ใช่แล้ว เด็กน้อยที่พวกท่านพากลับมาสภาพร่อแร่ผู้นั้น ข้าพาไปอยู่ที่ห้องหน่วนเป่านะ ข้าจะอาบน้ำให้แต่เขาไม่ยอม” หลินซื่ออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเมื่อนึกไปถึงเด็กตัวผอมแห้งคนนั้น
“รอให้หน่วนเป่าตื่นขึ้นพรุ่งนี้ แล้วให้นางจัดการเองเถอะ” เซียวหย่งฝูทำอะไรไม่ได้ เด็กคนนั้นแค่เพียงหยวนหลางเข้าใกล้ก็กรีดร้องออกมาไม่หยุด เช่นนั้นก็ไม่ต้องกล่าวถึงคนแก่เช่นเขาเลย
หลินซื่อยังคงสงสัยอยู่เล็กน้อย จึงกระซิบถามเสียงเบา “เกิดอะไรขึ้นบนนั้นกัน ทำไมถึงพาเด็กคนนี้มาด้วย”
เซียวหย่งฝูยังคงรู้สึกตกใจอยู่เล็กน้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้น “เจ้าไม่รู้อะไร นับว่าดีที่เราเดินทางในครั้งนี้ ข้าได้ยินมาว่าคนพวกนั้นตั้งใจจะลงเขามาสังหารคนในหมู่บ้านในอีกไม่กี่วันนี้แหละ”
หลินซื่อตกใจจนผ้าเช็ดตัวที่ถืออยู่ร่วงลงพื้น
“แล้วตอนนี้เล่า?”
เซียวหย่งฝูยิ้มออกมาอย่างขมขื่น เขาไม่สามารถบอกหลินซื่อได้ว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเหล่านั้น หายไปพร้อมกับลูกไฟในมือของบุตรสาวเจ้าแล้ว!
“คนพวกนั้นถูกหลีซู่กับคนอื่น ๆ จัดการไปแล้ว พวกผู้อพยพเหล่านั้นไม่ใช่คนจริง ๆ”
ได้ยินมาว่าเด็กสาวเหล่านั้นคือผู้ที่ถูกเลือกออกมา ส่วนเด็กผู้หญิงคนอื่นที่มีใบหน้างดงาม กลับถูกขายให้ซ่องโสเภณีไปหมดแล้ว
“คนที่อยู่บนนั้นไม่มีผู้ใดเป็นคนดีเลยหรือ” หลินซื่อรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ นางเป็นคนจิตใจดีคนหนึ่ง เช่นนั้นแล้วจึงมีความคิดไปในทางที่ดีอยู่เสมอ
เซียวหย่งฝูเอนกายลงข้างเตียง คิดถึงสิ่งที่หน่วนเป่ากล่าว แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกไม่รู้ว่าควรจะบอกภรรยาของตนอยู่ดีหรือไม่
“มีสิ มิใช่ว่ามีหน่วนเป่าอยู่หรือไร” เขาโอบไหล่หลินซื่อเอาไว้ ในยามนี้เองที่เขาเพิ่งจะรู้สึกว่าตนได้กลับมายังโลกมนุษย์แล้ว
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ หลินซื่อก็จำอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และหลุดหัวเราะออกมา “ท่านพี่ไม่รู้อะไร ตอนฉีสือเยี่ยนเห็นเด็กคนนั้นในห้องของหน่วนเป่า เขาถึงกับย้ายตนเองไปอยู่ด้วยเลยล่ะ”
หลินซื่อรู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะว่ามีต้าไป๋อยู่ แต่เด็ก ๆ กลับไม่ฟังนี่สิ
ส่วนเซียวหย่งฝูขมวดคิ้วแน่น ฉีสือเยี่ยนเป็นเด็กผู้ชายไม่ใช่หรืออย่างไร
แต่เมื่อคิดได้ว่าบุตรสาวเพิ่งจะอายุได้หนึ่งขวบ ออกจะเร็วไปสักหน่อยที่จะกล่าวถึงเรื่องการระวังตัวระหว่างชายหญิง
“นอนเถอะ พรุ่งนี้ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีก”
“พรุ่งนี้อะไรกัน วันนี้ต่างหาก”
……
ยามค่ำคืนเงียบสงัด เงาร่างสีขาวร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาบนลานบ้านสกุลเซียว
“คิดไม่ถึงว่าจะมีข่ายอาคม ดูเหมือนเด็กน้อยคงรู้อะไรมาบ้างสินะ แม้แต่ข้าเองก็ยังต้องเปลืองแรง”
ขณะที่เดินเข้าไปในบ้าน ก็ต้องตกใจขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีคนมาอยู่รวมกันมากขนาดนี้ “เหตุใดถึงได้แออัดนักเล่า ทั้ง ๆ ที่สร้างบ้านใหม่แล้วแท้ ๆ”
“เด็กน้อยกางข่ายอาคมคงไม่ใช่เพราะจะทำให้เย็นสบายหรอกนะ” เมื่อเข้าไปภายในห้องก็รู้สึกได้ถึงสายลมเย็นที่พัดมา
หมาป่าขาวสังเกตเห็นว่ามีคนเข้ามา มันก็หมอบลงไปกับพื้นทันที
“อ่า ลุกขึ้นเถอะ เด็กน้อยเมื่อเย็นนี้เล่นซะใหญ่โตขนาดนั้นแล้ว ดูท่าคงจะเหนื่อยน่าดู” เสียงกรนของเด็กดังเสียจริง
คนผู้นั้นโบกมือขึ้นครั้งหนึ่งส่งลำแสงออกไป แต่คาดไม่ถึงเลยว่ามันจะถูกสะท้อนกลับ
“โอ้ เด็กคนนี้ได้รับพลังศรัทธาแล้วสินะ” ร่างสีขาวมองฝ่ามือของตัวเอง ก่อนจะมองไปยังหน่วนเป่าอย่างประหลาดใจ
แม้ว่าหน่วนเป่าจะเกิดมาพร้อมกับสถานะอันสูงส่ง แต่นางก็ยังไม่ใช่เทพจริง ๆ ทำให้ไม่อาจรับการสักการะและพลังแห่งศรัทธาได้
แต่ดูเหมือนสวรรค์จะลำเอียงจริง ๆ …เฮ้อ แล้วเขาจะพูดอะไรได้
ตอนนี้บนสวรรค์ใครบ้างไม่ลำเอียงไปทางนาง?
เมื่อนางสามารถรับพลังศรัทธาได้ด้วยตัวเอง เขาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
ร่างสีขาวจ้องมองเจ้าตัวน้อยนอนหลับอย่างเป็นสุข แล้วจึงจากไปอย่างรวดเร็ว
กว่าหน่วนเป่าจะตื่นก็เป็นเวลาเที่ยงวัน เสี่ยวลิ่วเองก็ถูกอุ้มออกไปนานแล้ว แต่ในห้องของนางกลับยังคงอัดแน่นไปด้วยผู้คน
“พี่เยี่ยน ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ” หน่วนเป่าที่ได้หลับสบายมาทั้งคืนตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุข
ฉีสือเยี่ยนวางตำราในมือของเขาลงและเม้มริมฝีปากแน่นอย่างกรุ่นโกรธ
หน่วนเป่าหันมองไปตามที่เขาชี้ และเห็นว่าเด็กคนเมื่อวานที่พากลับมาด้วย กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงมุมห้อง “เอ๊ะ เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่”
“เขาไม่ยอมไปไหนแล้วบอกว่าจะพักอยู่ห้องเดียวกับเจ้า ข้าไม่ไว้ใจเขา ข้าถึงได้เฝ้าอยู่ที่นี่” แม้ว่าฉีสือเยี่ยนจะยังดูเป็นเด็ก แต่คำพูดของเขากลับเหมือนผู้ใหญ่มาก หน่วนเป่าไม่ชินกับมันเท่าไหร่
“พี่เยี่ยน ข้านอนไปไม่กี่วันท่านดู… อายุมากนะ” หน่วนเป่าลุกขึ้นและขอให้เด็กชายช่วยแต่งตัวให้
ฉีสือเยี่ยนขมวดคิ้ว พลางคิดว่าเขาได้เผยความลับของตนเองออกไปหรือไม่
เด็กคนนั้นมองไปยังหน่วนเป่าด้วยสายตาว่างเปล่า แต่ในตอนที่หน่วนเป่าขยับตัว ดวงตาคู่นั้นก็เคลื่อนตามไปด้วย
แม้ว่าหน่วนเป่าจะพยายามถามคำถามกับเขา แต่เด็กคนนั้นก็ไม่ปริปากพูดออกมาเลยสักคำ
“ไอ้หยา บรรพบุรุษน้อย ในที่สุดเจ้าก็ตื่นแล้ว ตอนนี้เจ้ากลายเป็นคนที่ยุ่งที่สุดในครอบครัวของเราไปแล้วนะ” หลินซื่อที่ก้าวเข้ามา เมื่อเห็นว่าหน่วนเป่าตื่นแล้วจึงได้กล่าวหยอกเย้า
กลายเป็นว่าหลี่เจิ้งก็มาหาเจ้าตัวน้อยตั้งแต่เช้า จนถึงตอนนี้ก็ยังคงรอนางอยู่
หลินซื่อกล่าวกับหน่วนเป่า ส่วนเจ้าตัวน้อยก็กอดคอมารดาอย่างมีความสุข โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความไม่สบายใจในสายตาของเด็กคนนั้นเลย
………………………………………………………………………………………………..
พิเศษ อ่านที่ www.bookfet.com คุ้มกว่าแค่ 99.- อ่านเหมาได้เกือบทุกเรื่องของ Onlybook