ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 123 เหตุฉุกเฉิน

            “เขายังไม่ออกมาอีกเหรอ?” ณห้องทำงานผู้อำนวยการอวี้หลินเว่ย เชียนเริ่นเอ่ยถามผู้ช่วยเสียงเรียบ

            “ยังครับ” ผู้ช่วยโค้งคำนับตอบกลับ“หัวหน้าสวีอยู่ในห้องฝึกตนห้าเดือนแล้วครับ ไม่มีข่าวคราวหรือวี่แววใดๆ เลยครับ”

            “อืม” เชียนเริ่นปัดมือด้วยสีหน้าคาใจ “ออกไปได้แล้ว”

            หลังจากผู้ช่วยออกไป เขาก็มองหน้าจอคอมฯ ด้วยสายตาเยือกเย็นบนหน้าจอมีจุดสีแดงที่แสดงถึงสวีหยางอวี้กะพริบอยู่กลางห้อง

            “ช่างเป็นเด็กดื้อรั้นจริงๆ ...” เขาแสยะยิ้มเลียริมฝีปาก“หรือคิดฝึกตนให้บรรลุขั้นจู้จีเสียที่นี่?”

            เขายกแก้วชาขึ้น พลันจิบหนึ่งคำ “กลัวตายสินะ หรือถ่วงเวลา เหอะๆ...”

            “ฉันยังมีเวลาอีกมากมาย...” เชียนเริ่นหรี่ตาลง“อายุขัยของผู้ฝึกตนขั้นจู้จีมากกว่านายสองเท่า ขั้นจินตันมากกว่านายหกเท่า...คิดว่าถ่วงเวลาจะหนีพ้นงั้นเหรอ?”

            “ตอนที่นายโผล่หน้ามาที่อวี้หลินเว่ยด้วยตัวเองทั้งที่รู้ว่าตัวเองเป็นเหยื่อนับเป็นความกล้าบ้าบิ่นที่น่าชื่นชม...หลงวนเวียนในขุนเขาธาราไร้ทางออกพลันปรากฏต่อหน้าคือหมู่บ้านในดงหลิวและบุปผา[1]”เขาคลี่ยิ้มพลางยกแก้วชา “การประเมินกองกำลังทุกๆ สามปี นายจะทำอย่างไร?”

            “หากไม่มีภารกิจก่อนถึงวันประเมินฉันมีร้อยพันวิธีที่จะไล่นายออกจากอวี้หลินเว่ย...แต่ตอนนี้นายเองก็อยากทำภารกิจใจจะขาดแล้วสินะจะได้ได้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลระดับสูงเพื่อตามหาศัตรูคู่แค้นที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง”

            “น่าเสียดาย...” เขาถอนหายใจอย่างอนาถใจ “พวกฉลาดอวดดีมักอายุสั้น...”

            เขาจิบชาอย่างสบายอารมณ์ ครั้นจะวางแก้วชาลง หัวคิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที

            “นี่มัน...” เขาหยั่งสัมผัสรับรู้ราวสามวินาที รูม่านตาหดเกร็งเสียวสันหลังวาบขึ้นมาฉับพลัน จากนั้นก็หายตัวไปจากกลางห้องอย่างรวดเร็ว

            ณ ชั้นข้างล่างที่อยู่ถัดลงไปหลายชั้น โถงทางเดินกว้างราวสามเมตรที่มีผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ในชุดสูทยืนประจำการในท่าทางเคร่งขรึมอยู่ทั้งสองข้างเป็นช่วงระยะโถงทางเดินปูด้วยหินสีขาวสะอาด เพดานไร้โคมไฟแต่แสงสว่างดั่งท้องฟ้าตอนเที่ยงวันนี้กลับมาจากยันต์อาคมที่แปะอยู่เต็มไปหมด

            ในตอนนี้เองอณูปราณละเอียดสีเขียวจับตัวรวมกันเป็นร่างคนจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงแหวกอากาศดังเสียดหู

            “ขอต้อนรับรุ่นพี่!” ไร้ซึ่งกิริยาตื่นตะหนกมีแต่นั่งคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพียง ทว่าร่างอณูปราณสีเขียวนั่นกลับไม่แยแสใครสักคนและได้แต่พุ่งไปที่ประตูสำริดบานใหญ่ด้วยความเร็วสูง

            บนบานประตูมียันต์อาคมแปะเต็มไปหมดผู้ฝึกตนที่ยืนประจำการอยู่ตรงนั้นเป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับสมบูรณ์

            มีทั้งหมดเจ็ดคนด้วยกัน พวกเขาไม่ได้ใส่ชุดสูทแต่เป็นชุดคอจีนโดยนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านหน้าประตูราวกับรูปปั้น ทันใดนั้น หญิงสาวหุ่นเว้าโค้งก็ก้าวฉับๆเดินเข้ามาอย่างกระวายกระวายใจ

            “คำนับท่านผู้อำนวยการ!” อณูปราณสีเขียวเอ่อทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่งหญิงสาวดวงตาลุกวาว “ในที่สุดท่านก็มาถึง!  เมื่อครู่หอชะตาชีวิตมัน...”

            “หุบปาก!” “เพียะ!” เสียงพูดยังไม่ทันสิ้นสุดร่างหญิงสาวก็กระเด็นลอยไปราวกับถูกรถชนเข้าอย่างจัง แต่ไร้ซึ่งเสียงโครมคราม

            “เปิดประตู...” ปากของเชียนเริ่นสั่นริก ความรู้สึกเมื่อครู่นี้มัน...ทำเอาหัวใจเขาแทบหยุดเต้น ความจริงที่เกิดขึ้นนี้ ทำเอาเขาไม่อยากเชื่อ

            “ขอรับ...” ผู้ฝึกตนทั้งเจ็ดคนเพิ่งยืนขึ้น แต่บังเกิดเสียง “อั่กๆๆ”ดังระรัว ร่างของพวกเขาลอยกระเด็นไปกระแทกกับประตูสำริดบานใหญ่โดยการปัดมือเพียงครั้งเดียว ตามมาด้วยเสียงตะหวาดอย่างหงุดหงิดของเชียนเริ่น“รีบๆ เปิดประตูให้ฉันเร็วเข้า!”

            ไม่มีใครกล้าพูดต่อ ทั้งเจ็ดคนได้แต่ยืนนิ่งจากนั้นพวกเขาก็ควักเอาอะไหล่บางอย่างออกมา และประกอบรวมกันเป็นลูกกุญแจหลังจากเสียง “กึก...” ดังขึ้น ประตูบานใหญ่ที่ปิดสนิทก็ค่อยๆ เปิดออก

            เชียนเริ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก ขณะกำลังก้าวเท้าเข้าไป อยู่ๆก็หยุดชะงักและกำชับด้วยเสียงเฉียบคม “เรื่องวันนี้ ใครแพร่งพรายออกไปฉันจะลงโทษมันให้เหมือนตายทั้งเป็น”

            “ครับ!”

            บานประตูปิดลง เชียนเริ่นเดินสาวเท้าไปหน้าห้อง

            ภายในห้องเต็มไปด้วยม้วนตำราหยก[2]หลายพันม้วน

            ม้วนหยกชะตาชีวิต!

            ผู้ฝึกตนที่ทำงานกับองค์กรอวี้หลินเว่ยล้วนมีม้วนหยกประจำตัวที่บันทึกข้อมูลของผู้ฝึกตนที่.ออกปฏิบัติภารกิจเอาไว้หากผู้ฝึกตนเสียชีวิต ม้วนของผู้ฝึกตนคนนั้นจะแตกสลายดังนั้นห้องนี้จึงถูกเรียกว่าหอแห่งชะตาชีวิต

            บุคคลตำแหน่งสูงอย่างเชียนเริ่นไม่มีทางจำผู้ฝึกตนที่ออกปฏิบัติภารกิจได้ทุกคนแต่แน่นอนว่ามีอยู่ไม่กี่คนที่เขาจำได้ขึ้นใจ

            ส่วนใหญ่ก็เป็นกองกำลังระดับ A ในมณฑลหมิงสุ่ย!

            สายตาของเขามองไปยังมุมหนึ่งของห้องอย่างไม่ลังเลนาทีถัดมาก็หลับตาลงอย่างเจ็บปวด

            ม้วนหยกยี่สิบม้วน... แตกหักพร้อมกันในคราเดียว!

            มือของเขาสั่นงั่ก กัดฟันปัดมือขึ้นอย่างเจ็บใจจากนั้นม้วนหยกที่แตกหักเหล่านั้นก็ลอยมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา

            ปู้อวี่จากกองกำลังบุหงามรณะ

            เซ่อรื่อจากกองกำลังบุหงามรณะ

            หลี่ซาวหยางจากกองกำลังบุหงามรณะ

            เถียนอันกั๋วจากกองกำลังบุหงามรณะ...

            รายชื่อทั้งยี่สิบคนที่คุ้นเคย กองกำลังหลักแห่งอวี้หลินเว่ยมณฑลหมิงสุ่ยม้วนแยกของสมาชิกในกองกำลังบุหงามรณะแตกหักครบทุกคน!

            “เป็นไปได้อย่างไร...” เขาลูบรอยแตกอย่างสะเทือนใจ พึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ“เป็นแบบนี้ได้อย่างไร...”

            “กริ๊งๆๆ” ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาสะกดความรู้สึกทุกอย่างลงและยกหูฟังรับสาย“เหวย?”

            “ท่านผู้อำนวยการ!” เสียงตะหนกตกใจดังออกมาจากหูโทรศัพท์“เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นแล้ว! สัญญาณของกองกำลังบุหงามรณะหายไป!”

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ฉันรู้แล้ว”

            ไม่ต้องสงสัย กองกำลังบุหงามรณะตายทั้งกอง...

            กองกำลังของผู้ฝึกตนขั้นจู้จี! สุดยอดผู้ฝึกตนหัวกะทิทั้งยี่สิบคน!กองกำลังรวมตัวผู้ชนะจากหลายสมัย! อะไรทำให้พวกเขาตายยกกองได้แบบนี้!?

            พวกเขาเข้าไปในพื้นที่สีแดงงั้นเหรอ?

            ไม่น่าใช่... เชียนเริ่นถามเองตอบเอง เพราะพื้นที่ต้องห้ามเหล่านั้นไม่มีใครหน้าไหนกล้าลองดีเข้าไป แม้กระทั่จินตันเจินเหรินยังต้องคิดแล้วคิดอีกนี่ล้อเล่นกันใช่ไหม?! ในกองกำลังบุหงามรณะสามาชิกที่ชื่อปู้อวี่เป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับปลายเชียวนะ!ระดับตบะของเขาสูงกว่าตัวเองอีก!

            “เล่าเรื่องที่นายรู้...” เขาต่อเสียงขรึม “ให้ฉันฟังทุกคำห้ามตกหล่นแม้แต่คำเดียว”

            หลังจากนั้นสิบนาที เชียนเรื่นกัดปากวางสายลง

            มณฑลหลงซู่... เป็นสถานที่สุดท้ายที่สัญญาณของกองกำลังบุหงามรณะหายไป...

            และหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น พวกเขาก็ตายกันยกกอง!

            “ตำหนักอัสดงแห่งหลงซู่งั้นเหรอ?” ชื่อสถานที่ที่หนึ่งผุดขึ้นมาในใจเชียนเริ่นทันทีจากนั้นเขาก็ปฏิเสธความคิดตัวเองอีกครั้ง

            มีเพียงสถานที่อันตรายไม่กี่ที่ที่สามารถคร่าชีวิตผู้ฝึกตนขั้นจู้จีได้ยกกองภายในหนึ่งชั่วโมงแบบนี้!

            “เป็น เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นสถานที่ต้องห้ามเชียวนะ สหายปู้อวี่เป็นคนเฉลียวฉลาดเขาไม่น่าเอาชีวิตตัวเองแบบนั้นหรอก...”

            ถ้างั้น ปัญหาคืออะไร?

            แล้วเขาตายลงที่ไหน?

            ภายในหนึ่งชั่วโมงกองกำลังบุหงามรณะที่ประกอบไปด้วยผู้ฝึกตนขั้นจู้จีสิบสี่คนมีขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์หนึ่งคน ระดับปลายห้าคน ระดับกลางเจ็ดคน ระดับต้นสองคน... ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับสมบูรณ์อีกสี่คนนักสะกดรอยมืออาชีพหนึ่งคน นักสำรวจภูมิศาสตร์ชำนาญการหนึ่งคน...มันต้องเป็นสถานที่แบบไหนถึงคร่าชีวิตกองกำลังระดับสูงแบบนี้ตายยกกอง? หรือว่า... เป็นฝีมือของใครกัน?

            มีคนลงมือสังหาร? หรือเป็นเพราะพลังลี้ลับโบราณ?

            เชียนเริ่นเดินออกจากห้องสีหน้าถอดสีหลังจากนั้นอีกสิบนาทีเขาก็กลับมาถึงห้องตัวเอง

            เขาสงบสติอารมณ์ตัวเองลงไม่ได้เลย กลับยิ่งกระวนกระวายใจยิ่งกว่าเสียอีกผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณอีกหนึ่งคน 

            “ก่อนอื่นต้องหาคำตอบว่าเป็นฝีมือใคร หรือเป็นเพราะมิติลี้ลับ”

            เสื้อคลุมทหารสีดำปรากฏขึ้นมาคลุมร่างเขาทันทีเขาจัดระเบียบเล็กน้อยก่อนออกคำสั่งเสียงเรียบ “เตรียมรถ”

            ตอนนี้ในห้องทำงานของเขาว่างเปล่าไม่มีคนแล้ว

            ...

            ณ แผนกป้องกันรักษาการ ผู้ชายคนหนึ่งกำลังท่องเว็บไซต์อยู่อย่างเบื่อหน่าย“ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นสูงเกินไป...โอสถหลอมจิตชนิดน้ำสูตรเข้มข้นที่ตู้มหาสมบัติออกมาใหม่ราคาตั้งหนึ่งก้อนหินวิญญาณระดับกลางฉันซื้อไม่ไหวหรอก...”

            “นี่ใช้สำหรับทลายทัณฑ์อุปสรรคเลยนะ” เพื่อนร่วมงานข้างๆ ชะเง้อคอดู “นี่ยังดีเพราะวัตถุเวทมิติที่ผู้เชี่ยวชาญฟางจาก CSIB ผลิตออกมาเมื่อเดือนที่แล้วตอนนี้ราคาพุ่งไปแตะที่สิบก้อนหินวิญญาณระดับสูงแล้ว แบบนี้สิถึงเรียกว่าขึ้นราคาแบบแพงหูฉี่”

            “สาขาย่อยของพวกเรามอบค่าเซ็นสัญญาให้หัวหน้าสวีประมาณพันล้านใช่ไหม?”

            เพื่อนร่วมงานคนแรกกวาดสายตามองรอบๆ ยกมือป้องปากกระซิบเสียงต่ำ“พันล้านเป็นมูลค่ารวมทั้งหมด หินวิญญาณเจ็ดหมื่นก้อนกับยันต์อาคมอีกจำนวนมากไหนจะสิ่งของนั่นนี่อีก รวมๆ กันแล้วก็น่าจะเท่ากับหินวิญญาณระดับสูงเกือบสิบก้อนได้มั้ง!แถมยังรับไปสดๆ กับมือ!”

            “เตรียมรถ”

            ตอนนั้นเอง เสียงตะโกนดังขึ้นเตะหูพวกเขา คล้ายลอยมาจากฟากฟ้าแต่ใกล้เหมือนอยู่เบื้องหน้า

            “ฟุบ!” ทั้งสองสะดุ้งโหยงขึ้นมาพร้อมกันคล้ายถูกเข็มทิ่ม!

            ในเวลาเดียวกัน ผู้ฝึกตนที่อยู่ในอาคารเจ็ดชั้นของอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยแห่งนี้ต่างได้ยินคำว่า‘เตรียมรถ’ พร้อมกัน

            “เกิดอะไรขึ้น... ท่านผู้อำนวยการจะออกไปไหน?” ผู้ฝึกตนสาวที่แอบอู้งานอยู่หน้าจอคอมฯคนหนึ่งปั้นสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที มือไม้แกล้งคลิกเม้าส์ไปมาให้ดูเหมือนกำลังยุ่งแต่ปากก็พูดกับผู้ฝึกตนหญิงอีกคนที่อยู่ข้างๆ ไม่หยุด“ท่านผู้อำนวยการไม่ได้ออกจากห้องทำงานมายี่สิบปีได้แล้วมั้ง? ทำไมอยู่ๆ ถึงออกไปข้างนอกกะทันหันแบบนี้? มีคนท้าดวลหรือออกไปฝึกตน...”

            “เบาๆ หน่อย... ท่านผู้อำนวยการเป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีเชียวนะ!”ผู้ฝึกตนหญิงข้างๆ กรอกตา “เธอไม่เคยได้ยินเหรอ...  ด้านล่างห้องทำงานของท่านผู้อำนวยการมีค่ายกลหลอมปราณระดับสูงอยู่ด้วยเขาจะออกไปฝึกตนข้างนอกทำไม?”

            บรรยากาศทั่วทั้งสาขาย่อยตรึงเครียดขึ้นมาทันทีการเดินทางออกนอกอาคารสำนักงานของผู้อำนวยการสาขาทำเอาทุกคนในอาคารนิ่งเงียบกันถ้วนหน้า

            “ขอให้ท่านอาวุโสโชคดี!”

            “ตึก ตึก ตึก!” ขณะเสียงรองเท้าหนังดังขึ้นระหว่างทางเดินผู้ฝึกตนชายหญิงขั้นเลี่ยนชี่ทุกคนต่างนั่งชันเข่าก้มหน้ามือข้างหนึ่งกำหมัดทาบที่หน้าอก สีหน้าฉายแววเคารพนับถือขึ้นเหลือล้น 

            หอบมวลพลังดุดันราวคลื่นทะเลเกรี้ยวกราดเอ่อทะลักออกมาจากร่างเชียนเริ่น

            นี่คือพลังกดดันวิญญาณของเขา

            เสื้อคลุมตัวใหญ่พาดไหล่ เขาไม่ชายตามองผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่สองข้างทางแม้แต่น้อยสาวเท้าเดินเข้าลิฟต์อย่างมีมาดทันที

            เงียบกริบ ไม่มีใครกล้าปริปากพูด

            ผู้ช่วยเลขาฯชายหญิงขั้นเลี่ยนชี่ระดับปลายคู่หนึ่งเดินตามหลังเชียนเริ่นอย่างงามสง่าไม่ชายตามองคนรอบข้างเช่นกัน

            ด้านล่างอาคาร มีรถยี่ห้อโรลส์รอยซ์จอดอยู่คนขับรถวัยรุ่นคนหนึ่งยืนโค้งตัว “เรียนเชิญท่านอาวุโสขึ้นรถครับ”

            เมื่อเชียนเริ่นเห็นรถ ก็ยกมือขวาขึ้นดีดนิ้วทันที

            “ฟุบ!” เสียงอัดอากาศพัดผ่านหน้าผู้ช่วยเลขาฯ ชายหญิงทันที! เพียงพริบตาลมก็ซัดใส่คนขับรถกระเด็นเลือดกระอักไปหลายเมตร“ผมผิดไปแล้ว!”

            “ฉัน...” เสียงของเขาแหบพร่า “ต้องการรถศึกวงล้อเพลิง”

            “ครับ!”

            คนขับรถเปิดห่อถุงมิติอย่างระวัง วินาทีต่อมาม้าที่มีเปลวไฟลุกไหม้ทั่วทั้งตัวก็ปรากฏขึ้น ด้านหลังคือพาหนะทรงโบราณ

            “มุ่งหน้าไปที่สำนักงานหลักศาลผู้ฝึกตน” เชียนเริ่นขึ้นรถศึกนั่งลงพลางหลับตา “ไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด”

            “ครับ!”

            “ฟิ้ว!” รถศึกออกตัวพุ่งหายไปที่เส้นขอบฟ้าในพริบตาเหลือเพียงเปลวไฟแดงฉานติดพื้นเป็นทางยาว


    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] หลงวนเวียนในขุนเขาธาราไร้ทางออกพลันปรากฏต่อหน้าคือหมู่บ้านในดงหลิวและบุปผา บทประพันธ์จากบท《游山西村》หรือ ท่องหมู่บ้านซานซีประพันธ์โดยลู่โหยว นักกวีสมัยราชวงศ์ซ่ง ความหมายคือ แม้จะมีความทุกข์ก็อย่าได้สิ้นหวังเพราะยังมีอนาคตสดใสรออยู่

    [2] ม้วนหยก เป็นหนังสือรูปแบบหนึ่งในสมัยจีนโบราณมีลักษณะคล้ายม้วนไม้ไผ่ต่างกันแค่เปลี่ยนจากไม้ไผ่เป็นแผ่นหยก ส่วนใหญ่จะใช้ในราชสำนักหรือบุคคลที่มียศสูงศักดิ์