เฉียวเฟิงเมื่อคิดเห็นดังนี้ มันจึงได้สอบถามเจ้าของร้านถึงสถานที่ ที่ใช้สำหรับดูแลบำรุงผิวกายของสตรีในเมืองนี้ว่า มีที่ใดดีๆ แนะนำมันหรือไม่
ตัวของเฉียวเฟิงไม่แน่ใจว่าโลกใบนี้จะมีสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า นั้นเพราะในเกมเทพอนันต์ภพมันสนใจสิ่งเหล่านี้ที่ไหน
หากแต่ในไม่ช้าเจ้าของร้านได้ยินคำถามของเฉียวเฟิง มันก็รีบพูดแนะนำทันที นี่คือลูกค้าชั้นสูง มันจำต้องสร้างมิตรภาพอันดีงามเอาไว้ให้ได้ “สวนโอสถสตรีงามขอรับคุณชายมันเป็นสถานที่ที่นิยมอย่างมากของคุณหนู บุตรสตรี ภรรยาของผู้สูงศักดิ์และของเศรษฐีผู้มีตระกูลในเมืองแห่งนี้ ที่ต่างมักจะนิยมไปดูแลผิวพรรณและเรือนกายกันที่นั่นเสมอ จะมีติดขัดก็แค่อย่างเดียว ราคาที่แสนแพง หากแต่สำหรับคุณชายและนายหญิง เกรงว่าไม่ใช่ปัญหา”
เจ้าของร้านใบหน้ายิ้มกว้าง
.
.
.
ไม่ช้าเฉียวเฟิงและมารดา ก็ได้สถานที่ที่เดินทางต่อไปแล้ว หลังจากเดินเลือกซื้อของกันอีกหลายร้าน
เมื่อไปถึง ‘สวนโอสถสตรีงาม’ เฉียวเฟิงก็ได้รู้ว่าที่นี่เป็นดั่งสปาในยุคสมัยของตัวมัน ที่มีทั้งอ่างอาบน้ำแช่สมุนไพร เตียงยาพอกบำรุงผิว นอกจากนั้นยังมีโอสถที่ช่วยในการดูแลผิวและความงามต่างๆ ของสตรีขายอีก
เฉียวเฟิงไม่รอช้าจัดแจงทุกอย่างแทนมารดา ก่อนจะนำโอสถที่เก็บไว้ออกมา นี้ไม่ใช่โอสถธรรมดาแต่เป็นโอสถพิเศษในตำราของจ้าวหมื่นมารเป็นยอดโอสถในด้านการบำรุงผิวพรรณสำหรับสตรี ผลัดเปลี่ยนกายและเสริมพลังชีพจรซึ่งเฉียวเฟิงได้รับคำแนะนำมาจากเจ้ามารน้อยให้หลอมโอสถวิเศษนี้ให้กับมารดาของตนกิน
และเมื่อท่านแม่กินไปไม่นาน เฉียวเฟิงก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของมารดาได้อย่างชัดเจน ผิวที่เคยหยาบกร้านตอนนี้ค่อยๆ กลายเป็นแผ่นหนังบางๆ ค่อยๆ ลอกออกอย่างช้าๆ เพียงไม่นานนัก ครึ่งก้านธูปก็ลอกออกทั้งร่างกาย เผยผิวใหม่ที่ขาวกระจ่างดั่งหญิงแรกรุ่น แม้แต่เฉียวเฟิงยังแปลกใจ หากในยุคสมัยของตัวมันมียาวิเศษแบบนี้ ตัวมันคงไม่เพียงแค่ติดหนึ่งใน 5 คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเก่า คงต้องเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน
เหล่าหญิงสาวและนักปรุงโอสถในร้านเห็นก็ได้แต่ตะลึง นี้นับเป็นสุดยอดโอสถวิเศษในด้านความงามของสตรีเป็นแน่…
หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ครู่ใหญ่ ห้องพอกสมุนไพรและชำระกายก็เตรียมเสร็จแล้ว ท่านแม่ที่สวมใส่ชุดราวนางพญา เดินเข้าไปด้านใน เฉียวเฟิงนั่งรอด้านนอกอย่างเรียบง่าย
เวลาผ่านไปเกือบชั่วยามในที่สุดท่านแม่ของเฉียวเฟิงก็เดินออกมาจากห้องบำรุงผิว นางผ่านการแช่ตัวยาและการขัดผิวอย่างดี เรียกว่าตอนนี้ท่านแม่ราวกับเป็นคนละคน ผิวเรียบเนียนราวกับสตรีไม่เคยโดนแดดโดนลม ขาวหมดจดไปทุกส่วน นอกจากนั้นทั่วร่าง ผิวพรรณยังเปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวลยิ่งกว่าสตรีแรกรุ่น นอกจากนั้นยามท่านแม่เยื้องกราย กลิ่นหอมจางๆ ก็ปรากฏอีก ดูท่าสวนโอสถสตรีงามมีวิธีดูแลสตรีที่เหนือล้ำจริงๆ เวลาช่วงสั้นๆ เปลี่ยนสตรีบ้านนาให้กลายเป็นราวนางสวรรค์ได้เช่นนี้
หากแต่ความดีทั้งหมดส่วนหนึ่งต้องยอมรับ โอสถวิเศษที่เจ้ามารน้อยแนะนำช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
ในไม่ช้าเฉียวเฟิงก็สังเกตเห็นผู้คน โดยเฉพาะบุรุษนักปรุงโอสถในที่นี้
และเหล่าผู้มั่งมี ที่ต่างมานั่งรอบุตรหรือภรรยาของตนบำรุงผิว
ที่ตอนนี้บุรุษทั้งหลายต่างมองมารดาของมันอย่างไม่วางตา นัยน์ตาแฝงประกายที่บุรุษมองบุรุษด้วยกันก็รู้ว่ามีความหมายอะไร ก็ช่วยไม่ได้ท่านแม่ตอนนี้ นางทั้งงดงามและดูสูงศักดิ์ ผิวพรรณของนางดั่งหยกขาวบริสุทธิ์ที่พึ่งผ่านการเจียระไน
ผู้คนมองนาง ราวกับว่าต้องมนตร์สะกดเช่นนี้นับว่าไม่แปลก ไม่แปลก
สตรีเหมียวฝู เห็นผู้คนมองนางแบบนี้นางก็เก้อเขินไม่น้อย นางรีบเดินไปหาเฉียวเฟิงก็คว้าแขนเสื้อจับอย่างเอียงอาย
เฉียวเฟิงยิ้มมีความสุข ก่อนจะพูดกับตัวเอง
'ข้าคงต้องหาคนมาดูแลท่านแม่ของข้าสักหน่อยแล้ว เพราะตอนนี้ท่านแม่ของข้าดูจะงดงามจนเกินไปแล้ว… เห่อออ…'
"เฟิงน้อยแม่ว่าแม่กลับไปใส่ชุดเดิมก่อนดีกว่าไหม ถ้าต้องเดินกลับไปที่บ้านด้วยชุดนี้แม่ว่ามันคงดูไม่เหมาะกับสถานที่ของเราเท่าไหร่"
เฉียวเฟิงได้ยินมารดาพูดแบบนี้ก็พยักหน้า ตัวมันรู้ดีว่าท่านแม่ของมันนั้นมีนิสัยอย่างไร
นางเป็นสตรีขี้อายและขี้เกรงใจผู้คนอย่างมาก ตอนนี้บ้านหลังน้อยเก่าโทรมที่เฉียวเฟิงและมารดาอยู่เป็นบ้านพักเช่าอยู่ในสลัมเก่าๆ การสวมใส่ของล้ำค่าจนเกินไป คงจะไปเตะตามิจฉาชีพไม่น้อย การทำแบบที่ท่านแม่พูดจึงนับว่าถูกต้อง
ส่วนเหตุผลอะไรนั้นที่เฉียวเฟิงเลือกอยู่ที่นี่ก็อย่างที่เคยเล่าไป ตัวเฉียวเฟิงอยากจะรู้ว่าถ้าตัวมันนั้นทำเช่นเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิม แบบเดียวกับจ้าวหมื่นมารโชคชะตาจะดำเนินไปเช่นเดียวกันหรือไม่
ทำให้ตัวมันเลือกที่จะอยู่ที่บ้านโทรมๆ ที่เดียวกับจ้าวหมื่นมารในอดีตแบบนี้ และด้วยความเป็นอยู่ที่ไม่ดีแบบนี้การที่มารดาของมันจะสวมใส่ชุดที่ล้ำค่าจนเกินไปย่อมต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนและมิจฉาชีพได้ง่ายๆ
นอกจากนั้นท่านแม่ นางคงรู้สึกเขินอายและยากจะวางตัวให้ถูกในเวลาอันสั้นเป็นแน่ เฉียวเฟิงตอนนี้จึงได้แต่พยักหน้าและยอมให้มารดาทำตามที่ขอ โดยที่จริงๆ แล้ว หากมีผู้ใดกล้าหาเรื่องนาง ตอนนี้ท่านแม่ก็พอจัดการบุรุษสามัญได้ง่ายๆ แล้ว เพราะนางกลายเป็นสตรีฝึกยุทธ์
หากแต่ถ้ามีผู้ใดเกินกำลังมารังแกนาง เฉียวเฟิงบุตรชายของนางคนนี้ก็ไม่เกรงใจที่จะปลิดชีพ ไอ้พวกมืดบอดอย่างไม่คิดมากหลอกนะ
"ตามประสงค์ของท่านแม่เถอะ" เฉียวเฟิงพูดพร้อมรอยยิ้ม ตอนนี้สตรีเหมียวฝูนางรู้สึกสบายใจแล้ว นางยิ้มก่อนจึงรีบไปเปลี่ยนชุดในทันที เหล่าบุรุษมองนางอย่างไม่ละสายตา
หากแต่ในครั้งนี้
แม้ท่านแม่จะอยู่ในชุดที่ซอมซ่อแต่ความงามของนางก็ไม่อาจจะปกปิดได้อีกต่อไป ผิวพรรณที่กระจ่างใสทำให้มีผู้คนจ้องมองนางอยู่ตลอด ทำให้ตัวท่านแม่รู้สึกเขินอายและไม่ชินอยู่บ้าง นางเดินไปก็พยายามก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตาผู้คน นั่นเพราะมองไปทีไรก็เห็นสายตาเจ้าชู้ของบุรุษ ในตอนเดินกลับ จึงได้แต่กอดแขนของเฉียวเฟิงแน่น
ทำเอาเหล่าบุรุษน้อยใหญ่มองเฉียวเฟิงด้วยความไม่หวังดีเชียว ในบางคนที่ดูท่าจะเหิมเกริม
เฉียวเฟิงก็ไม่ได้เมตตามันมากนัก ใช้จิตสังหารของตัวเองส่งไป ทำมันนอนน้ำลายฟูมปากเลยทีเดียว
ตอนนี้ตั้งใจแล้วว่าจะไม่เก็บกั้นตัวเองอีกต่อไป ดังนั้นจากที่คิดเก็บซ่อนตัวเอง ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว
ช่วงสายของวันเฉียวเฟิงกับมารดาต่างพากันเดินเที่ยวและกินของอร่อยสร้างความสุขใจแก่ท่านแม่ ตามประสาแม่ลูกยิ่ง หากแต่ในระหว่างเดินทางกลับนั้นกลับมีสิ่งที่แม้แต่เฉียวเฟิงก็ไม่อาจคาดคิดเกิดขึ้น
.
.
.
ท่านแม่ของเฉียวเฟิงยืนนิ่ง นางจ้องมองไปที่บุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่เคียงข้างสตรีที่สวมใส่ชุดเสื้อผ้าราคาแพง และในขณะเดียวกันนั้น บุรุษผู้นั้นก็ราวกับรับรู้ว่ามีสายตาจับจ้องมองมาที่ตัวเอง ไม่ช้ามันมองกลับมา และเมื่อสายตามันสบประสานเข้ากับสตรีเหมียวฝูผู้เป็นมารดาของเฉียวเฟิง ร่างแห่งมันคล้ายสั่นเทาอย่างไม่อาจจะเก็บอาการ ในสายตาคู่นั้นปรากฏความตกใจ โหยหาและมีความรักของบุรุษและสตรีซ่อนเอาไว้อยู่
เสียงดังเบาๆ ดังขึ้นที่ริมฝีปากของท่านแม่ของเฉียวเฟิง "ทะ… ทะ… ท่านพี่"