ตอนที่ 33 – เวลาว่าง
ทวินนากินข้าวเข้าไปเสียเยอะ หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเรียบร้อยแล้ว เธอตักผัดผักกินเข้าไปอย่างหิวโหย อาหารของณปภาอร่อยมาก เธอกินข้าวเข้าไปถึงสองจานเลยทีเดียว
“โชคดีนะที่พี่นาไม่เป็นอะไร” วรรณสากล่าวขึ้นมายิ้มๆ ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วย เธอว่าพลางยกมือพนมขึ้น “ขอบคุณสวรรค์ สิ่งใดๆ ก็ตามที่ช่วยพี่นาเอาไว้ ต้องขอบคุณมากๆ ด้วย”
“อืม” ทวินนาพยักหน้าแล้วก็ตักข้าวเข้าปากเข้าไปอีก เธอกินข้าวหมดไปสองจาน กับข้าวก็ไม่เหลือ ณปภาที่เป็นคนทำอาหารให้เธอทานเดินเข้ามา แล้วพอมองเห็นว่าเธอรับประทานอาหารหมดก็ยิ้มแย้ม
“อร่อยไหมจ๊ะ?” ณปภาถามทวินนา ทวินนาก็เลยพยักหน้าตอบอย่างเต็มใจ
“อร่อยมากเลยค่ะ หนูไม่เคยกินผัดผักอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อน” ทวินนาบอกพลางยิ้ม “ที่อาณาเขตของหนูก็ปลูกผักไว้กินเองเหมือนกัน แต่ไม่ทำได้อร่อยเท่านี้เลยค่ะ”
“คงเป็นเพราะหิวน่ะสิ ถึงได้ทานอะไรก็อร่อยไปหมด” ณปภาพูดขึ้น แต่ทวินนาส่ายหน้า เธอบอกออกมา
“ไม่ค่ะ อร่อยจริงๆ” ทวินนาพูดจากใจจริง “ผัดผักนี่อร่อยมาก ไม่ทราบคุณน้าภาใช้อะไรผัดน่ะคะ?”
แล้วพันธกรก็ลงมาจากชั้นบนพร้อมกับปฏิคม ทวินนาที่กำลังคุยอยู่กับณปภาก็หันหน้าไปมอง พอเห็นพันธกร เธอก็ร้องเรียกชื่อเขา
“น้องพัน ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะอยู่ที่นี่ด้วย ยังมีชีวิตรอดอยู่” ทวินนาลุกจากโต๊ะอาหารแล้วเดินมาหาพันธกร แต่ไม่ได้แตะต้องตัวพันธกรแต่อย่างใด ฝ่ายปฏิคม เขากลับส่งเสียงร้อง ‘โอ้โฮ’ ออกมา
“ครับ ผมก็มีชีวิตรอดอย่างที่เห็นนี่แหละครับ” พันธกรบอกออกมาพร้อมกับหันไปมองปฏิคมที่ร้อง ‘โอ้โฮ’ ออกมา เขางุนงงว่าเพื่อนของเขาต้องการจะสื่อถึงอะไร? ถึงร้องออกมาแบบนั้น
“พี่คิดว่าจะไม่ได้เจอน้องพันแล้วเสียอีก” ทวินนาในที่สุดก็จับมือกับพันธกรจนได้ วรรณสาเห็นแล้วรู้สึกติดขัดในใจเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก “โชคดีจริงๆ พี่นึกว่าน้องพันตายแล้วเสียอีก”
“แหม แก” ปฏิคมกระแซะแขนของพันธกรเบาๆ พร้อมกับกระซิบ “เสน่ห์แรงจังเลยนะ”
“อะไร?” พันธกรถามปฏิคมขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ ปฏิคมก็เลยถอนหายใจให้กับความซื่อบื้อของพันธกร ก่อนจะกล่าวกับทวินนา
“ผมก็นึกว่าพี่นาจะเป็นอะไรไปแล้วเสียอีก” ปฏิคมพูด เขาหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ‘ตาย’ ออกมา “นี่โชคดีนะที่พวกพี่ปราชเอารถออกไปหากระสุนปืน ไม่งั้นคงไม่เจอพี่แล้ว”
“อืม กระสุนปืนพี่ก็ใกล้จะหมดแล้ว” ทวินนาที่ตอนนี้สบายตัวสบายใจขึ้นแล้วบอกออกมา “ระเบิดมือก็ยังไม่ได้ใช้... อ้อ! แล้วพวกน้องปราชเจออาวุธปืนกับกระสุนบ้างไหม?”
“เจอครับ” ปราชญาเดินลงบันไดมาพอดี “ได้ปืนพกสามกระบอกกับกระสุนอีกห้ากล่อง ถึงมันจะไม่เยอะก็เถอะ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”
“เรามีอาวุธของพวกเอไอด้วยนี่ ตั้งสองกระบอก น่าจะใช้โจมตีได้เยอะแหละ” ปฏิคมว่าขึ้นมา ทวินนาเลยถามว่าเอาอาวุธมาจากพวกเอไอได้ไง? ปฏิคมก็เลยตอบคำถามของทวินนา
“ก็ไอ้พันน่ะสิ เอาตัวเข้าไปเสี่ยงแย่งอาวุธมันมาได้” ปฎิคมรายงานให้ทวินนาฟัง เมื่อทวินนาได้ยินดังนั้นก็หันไปชื่นชมพันธกรใหญ่
“น้องพัน เก่งจริงๆ นะ กล้าหาญมาก กล้าตั้งแต่บอกว่าจะออกอาสาไปรบแทนพวกผู้ใหญ่แล้ว ที่เวทีในอาณาเขตน่ะ” ทวินนากล่าวชื่นชมพันธกรออกมา ทำเอาเขาเขินอายไปเลย พันธกรเกาศีรษะดังแกรกๆ พร้อมกับลูบผมที่เริ่มยาวแล้ว ในตอนนั้นเอง วรรณสาก็กระแอมไอขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
“แล้วพี่นาจะพักผ่อนไหมคะ?” วรรณสาถาม “หรือจะไปเดินสำรวจอาณาเขตก็ได้นะ มีตลาดให้เดินเล่นด้วย”
“จริงเหรอ? ที่นี่มีตลาดด้วยเหรอ?” ทวินนาถามวรรณสา “อืม น่าไป แต่พี่ว่าพี่ขอนอนพักก่อนดีกว่า ไม่ไหวแล้ว เพลียมากเลย”
“งั้นหรือคะ?” วรรณสาพยักหน้าแล้วก็ถามต่อ “แล้วจะนอนทั้งที่เพิ่งกินข้าวไปเนี่ยนะคะ?”
“ตอนนี้พี่อยากพักผ่อนจริงๆ” ทวินนาบอกวรรณสา “ขอให้พี่ขึ้นไปนอนเถอะ อ้อ! คุณภา ขอบคุณมากนะคะสำหรับมื้ออาหาร อร่อยมากค่ะ”
“จ้า” ณปภา เจ้าของบ้านพูดแล้วยิ้มให้ “เครื่องแบบของหนูนา น้าซักจนสะอาดแล้วนะ ตอนนี้กำลังผึ่งแดดอยู่ คาดว่าตอนเย็นน่าจะแห้งทัน ตอนนี้ใส่ชุดอยู่บ้านไปก่อนละกัน”
“ขอบคุณมากค่ะ” ทวินนายกมือไหว้ณปภา ทำเอาอีกฝ่ายต้องรีบรับไหว้ แล้วทวินนาก็หันไปยิ้มพันธกร ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองเพื่อจะนอนหลับพักผ่อน ในตอนนั้นเอง พันธกรก็แอบกระซิบกับปฏิคม
“ที่แกบอกว่าฉันมีเสน่ห์?” เขาพูดเบาๆ กับปฏิคม “หมายความว่าไงวะ?”
“นี่แกแกล้งไม่รู้หรือไม่รู้จริงๆ กันแน่?” ปฏิคมบอกออกมาอย่างเหลือเชื่อ “พี่นาสนใจแกอยู่นะ พอเห็นแกเดินลงมาก็ถึงกับลุกออกจากโต๊ะเลย”
“บ้า เป็นไปไม่ได้” พันธกรยังปฏิเสธอยู่ ปฏิคมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว เขาถอนหายใจออกมา ก่อนจะชักชวนพันธกรให้ออกไปเดินเล่นในอาณาเขตกัน พันธกรก็เห็นว่าดีด้วย จึงชวนวรรณสาไปอีกคน
“สา จะไปเดินตลาดไหม?” พันธกรถาม วรรณสาได้ยินดังนั้นก็ดีใจ เธอพยักหน้าตอบรับทันที แล้วเดินเข้ามาจับมือพันธกร ปฏิคมเห็นภาพแบบนั้น เขาก็รู้สึกเจ็บปวดในใจลึกๆ
ที่ตลาด เพิ่งจะมีคนมาตั้งแผงขายของกัน เพราะเพิ่งจะเกิดสงครามไปหมาดๆ พวกเขากลัวว่าพวกเอไอจะย้อนกลับมาอีก พันธกร ปฏิคมและวรรณสาเดินเข้าไปภายในตลาด พลางเลือกดูสิ่งของ มีร้านขายเครื่องประดับด้วย วรรณสาที่จูงมือพันธกรอยู่ ไม่ได้จับมือกับปฏิคมก็เรียกเขาให้ไปดูสร้อยสีฟ้าที่ทำจากหินอยู่ เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วลองสวมดู ให้พันธกรดู
“นี่ พัน เหมาะกับสาไหม?” วรรณสาถามพันธกร ซึ่งเขาก็พยักหน้า วรรณสาเลยพูดออกมาอีก
“บอกความจริงมาเลยว่าเหมาะไหม? ไม่ต้องเกรงใจสา”
“งั้นเหรอ?” พันธกรว่าออกมา “งั้นพูดจริงๆ เลยละกัน มันดูใหญ่เกินไปสำหรับสานะ”
“เออ พูดจริงๆ แบบนี้แหละดี จะได้รู้ๆ กันไปเลย” วรรณสาเลยถอดสร้อยและวางลงบนที่เดิม โดยมีสายตาของคนขายจ้องมองอย่างไม่พอใจ ตอนนั้นเอง ปฏิคมก็รู้สึกไม่ไหวแล้ว เขาเลยบอกกับทั้งพันธกรและวรรณสา
“งั้นคมไปซื้อน้ำให้ทั้งสองคนดีกว่า ตรงนู้นมีร้านขายน้ำผลไม้ด้วย” ปฏิคมชี้ไป ทั้งพันธกรและวรรณสาต่างก็หันไปมอง แล้วปฏิคมก็เดินออกไปเลย วรรณสามองตามหลังของปฏิคมไป ขณะที่พันธกรอยากจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง
“น่าสงสารไอ้คมนะ” พันธกรบอกออกมา ทำเอาวรรณสามองเขา แล้วเขาก็พูดต่อ “มันชอบสานะ”
“แต่สาไม่ได้ชอบเขา สาเห็นคมเป็นแค่เพื่อนสนิทเท่านั้น” เธอบอกออกมาตามตรง พันธกรที่สงสัยมานานแล้ว เขาเลยถามออกไปว่าตอนนี้ วรรณสาชอบใครอยู่หรือเปล่า?
“เอ่อ คือ” วรรณสากำลังชั่งใจ จะบอกไปเลยดีหรือไม่? ความคิดของเธอแบ่งเป็นสองฟาก ถ้าบอกออกไป พันธกรก็จะได้รู้ทันทีว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับเขา แต่มันก็เสี่ยงกับการถูกปฏิเสธด้วย กับความคิดอีกอย่าง เธอเลือกที่จะปิดเรื่องนี้เป็นความลับ จะได้เข้าหน้าพันธกรติด แล้วก็ไม่สูญเสียพันธกรไป
“ว่าไง?” พันธกรถามวรรณสา เธอมองหน้าเขา ใจเต้นตึกตัก ไม่รู้ว่าควรจะบอกไปดีหรือไม่? ถ้าบอกออกไปแล้วพันธกรตอบว่า ‘ไม่’ ล่ะ? เธอจะทำอย่างไร? จะมองหน้าเขาอีกได้อย่างไร? แล้วคำพูดของณปภาก็ดังขึ้นในสมอง
รีบบอกออกไปดีกว่า ก่อนจะสายเกินไป
“เอ่อ คือ” วรรณสาตัดสินใจแล้ว เธอรวบรวมความกล้าที่มีในตัวออกมา “คือสาชอบ....”
“นี่ ไอ้พัน!” ปฏิคมเดินถือแก้วน้ำผลไม้มาพอดี เขายื่นแก้วน้ำกลิ่นแอปเปิ้ลให้กับพันธกร แล้วก็ยื่นอีกแก้วที่เป็นกลิ่นองุ่นให้วรรณสา พร้อมกับบอก “แกชอบแอปเปิ้ลใช่ไหม? ส่วนสาก็ชอบองุ่น คมเลือกถูกไหม?”
“อ๋อ จ้ะ” วรรณสาถอนหายใจออกมา ความกล้าหาญเมื่อครู่ละลายหายไปแล้ว เธอจะพูดอีก แต่ก็ไม่มีความกล้าแล้ว ปฏิคมเป็นคนทำลายความตั้งใจของเธอ แต่เธอก็ไม่ได้โทษปฏิคมหรอก
แล้วทั้งสามคนก็เดินต่อไปในตลาด พันธกรออกจะตื่นตาตื่นใจที่เห็นร้านขายของมากมาย ที่อาณาเขตของเขาไม่มีแบบนี้ จะมีก็อย่างน้อยก็คือห้างสรรพสินค้าเล็กๆ และมีของขายไม่มากเท่าไหร่ แต่ที่นี่ มีทั้งเสื้อผ้า รองเท้า หมวก และของจิปาถะอื่นๆ ขายมากมาย จนเขามองดูไม่ทั่ว
ในตอนนั้นเอง บ๊อบก็เดินอยู่ในตลาด้วย พอเขาเดินออกมาจากร้านขายอาหาร ก็เห็นทั้งสามคนกำลังเดินตลาดอยู่พลางเลือกดูของ บ๊อบมองเห็นวรรณสาที่เดินจูงมือกับพันธกร เขาก็รู้สึกโมโหขึ้นมา แล้วก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาพวกพันธกรเลย
“สวัสดี” บ๊อบเข้ามาทักทายทั้งสามคน ฝ่ายปฏิคมที่ไม่รู้จักบ๊อบ เขาก็มองหน้าพันธกรอย่างสงสัย พันธกรเลยบอกออกไปว่า
“คนนี้ชื่อบ๊อบ เป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนเดียวกันกับไอ้ดิน” เขาแนะนำบ๊อบให้ปฏิคมรู้จัก ฝ่ายปฏิคมก็ผงกศีรษะเบาๆ ไม่ได้ส่งมืออะไรออกไป ในขณะที่วรรณสามองบ๊อบอย่างไม่พอใจ เธอเลยหันไปบอกกับพันธกร
“พัน ไปกันเถอะ” เธอชักชวนพันธกรออกไป พันธกรก็งุนงง แต่ก็เดินตามวรรณสาไป ปฏิคมก็เดินไปด้วย ส่วนบ๊อบ เขารีบวิ่งเข้ามาดักหน้าวรรณสา
“จะไปไหนล่ะ? ให้บ๊อบไปด้วยสิ” เขาขอร้องเสียงน่าสงสาร ฝ่ายพันธกรที่ได้ยินนิสัยที่แท้จริงของบ๊อบจากพสุมาแล้ว เขาก็มองบ๊อบอย่างชั่งใจ จะจริงหรือเปล่า? แต่พสุไม่น่าจะโกหกเขานะ
“ขอโทษนะคะ แต่ฉันจะเดินกับเพื่อนสองคนนี้” วรรณสาบอกออกมา พร้อมกับจูงมือพันธกร “ไปกันเถอะ พัน”
“แหม พวกคุณสากล้าหาญจังนะครับที่ช่วยเหลือพวกเราเอาไว้” บ๊อบพยายามชวนวรรณสาคุยด้วย “ถ้าไม่ได้พวกคุณสาช่วยละก็ อาณาเขตนี้คงลุกเป็นไฟไปแล้ว ผมได้แต่ขี้ขลาด หลบอยู่กับบ้าน”
“ค่ะ” วรรณสาตอบรับอย่างรำคาญ “คุณบ๊อบเองก็ได้แต่หลบอยู่ในบ้านจริงๆ นั่นแหละ”
ว่าเสร็จ เธอก็เดินจูงมือพันธกรออกไปทันที ปฏิคมที่ได้ยินวรรณสาว่าบ๊อบแบบนั้นออกมา เขาก็สงสัยอย่างยิ่งว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างวรรณสากับบ๊อบ วรรณสาดูเหมือนจะไม่ชอบบ๊อบเลย ขณะที่บ๊อบเหมือนจะชอบวรรณสา แต่เขาก็ตัดสินใจไม่คิดดีกว่า ก่อนจะเดินตามวรรณสากับพันธกรไป ทิ้งให้บ๊อบยืนอยู่ด้านหลังคนเดียว
“ไอ้พัน แกมันตัวอุปสรรคของฉัน” บ๊อบกล่าวออกมาเบาๆ พลางกัดฟันในปากดังกรอด “ฉันสาบาน ฉันจะใช้ระเบิดที่ได้มาฆ่าแกให้ได้ คอยดูละกัน”
แล้ววรรณสา ปฏิคมกับพันธกรก็เดินมาถึงจุดหนึ่งในตลาด ในตอนนั้นเอง วรรณสาเกิดปวดปัสสาวะขึ้นมา เธอเลยบอกกับพันธกรและปฏิคม
“เอ? แล้วแถวนี้มีห้องน้ำไหมเนี่ย?” ปฏิคมพูดแล้วเดินเข้าไปถามแม่ค้าที่กำลังขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ แม่ค้าก็ชี้ไปทางโน้น ปฏิคมพยักหน้ารับก่อนจะเดินมาบอกกับวรรณสา “เห็นว่าห้องน้ำเดินตรงไป เลี้ยวซ้ายน่ะ สา”
“ขอบใจมากนะ คม” แล้ววรรณสาก็รีบเดินไปทันที พอเหลือกันแค่สองคน ปฏิคมก็ถามพันธกรเรื่องของบ๊อบขึ้นมา ว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“คือไอ้ดินมันบอกว่า...” พันธกรว่าถึงสิ่งที่พสุบอกออกมา ว่าบ๊อบจริงๆ แล้วไม่ได้หวังดีอะไรกับเขาหรอก บ๊อบตัวจริงๆ นั้นเกลียดเขา แต่น่าจะเป็นเพราะวรรณสา บ๊อบเลยพูดดีกับเขา พอปฏิคมได้ฟังดังนั้น เขาก็เตือนพันธกรขึ้นมา
“ระวังนะเว้ย ระวังจะโดนแทงด้านหลัง” ปฏิคมบอกออกมาอย่างเป็นห่วงเพื่อน ซึ่งพันธกรเองก็พยักหน้ารับ เขาบอกออกมา
“เออ ฉันก็พยายามระวังตัวอยู่ ไอ้ดินไม่มีทางโกหกแน่ๆ” พันธกรบอกกับปฏิคมพร้อมกับถอนหายใจ “เฮ้อ มาเดินตลาดแต่ไม่มีเงินสักบาท เลยซื้ออะไรไม่ได้เลย”
ในตอนนั้นเอง วรรณสาก็เดินออกมาจากห้องน้ำแล้ว มาหาหนุ่มๆ ทั้งสองคน แล้วเธอก็ชักชวนพันธกรกับปฏิคมให้เดินลึกเข้าไปในตลาดอีก พันธกรกับปฏิคมเลยเดินไปกับเธอด้วย
วันนี้ โรงเรียนปิด เหตุเพราะสงครามที่เพิ่งเกิดเมื่อเช้า แต่ภัทรมาที่โรงเรียนเพื่อจะเล่นฟุตบอลกับพี่เบิ้ม เด็กนักเรียนชายชั้นม.หกที่เก่งเรื่องฟุตบอลไม่แพ้กันกับเขา ส่วนชัชชัย เขาก็มาโรงเรียนด้วยเพราะว่าที่บ้านณปภาไม่มีอะไรทำ เขาเลยตามภัทรมาโรงเรียนด้วย เขานั่งดูภัทรเล่นบอลกับกลุ่มเพื่อนๆ ใหม่ของเขา ในตอนนั้นเอง สุคนธาก็เดินเข้ามาพอดี
“พี่ชัยอยู่ที่โรงเรียนจริงๆ ด้วย” สุคนธาว่าขึ้นมา ทำเอาชัชชัยตกใจที่ได้ยินเสียงเธอ เขาถึงกับสะดุ้งเฮือก สุคนธาที่เห็นดังนั้นก็ถามว่าเขาตกใจอะไร?
“มาให้สุ้มให้เสียงมั่งสิ ตกใจหมด” ชัชชัยต่อว่าสุคนธา เธอเลยขอโทษเขา พร้อมกับบอกว่าไปที่บ้านของชานนท์แล้วแต่ไม่เจอ ก็เลยลองมาที่โรงเรียนแล้วก็เจอชัชชัยจริงๆ เสียด้วย
“แล้วพี่ชัยหาอาวุธกับกระสุนมาได้หรือเปล่าคะ?” สุคนธาถามออกมา ชัชชัยก็ถอนหายใจก่อนจะตอบ
“มันเจอก็จริงหรอก แต่น้อยมาก” เขาตอบคำถามสุคนธา “แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”
“นั่นสิ หนูก็ว่างั้น” สุคนธาพูดขึ้นมาแล้วก็นึกขึ้นได้ เลยถามชัชชัย “พี่ชัยไปตลาดกันไหม? ไปหาซื้อของกินกัน เดี๋ยวธาเลี้ยงให้เอง”
“ไม่เอาหรอก คนเยอะ เบียดเสียดกันแน่น” ชัชชัยปฏิเสธ แต่สุคนธากลับบอกอีกอย่าง
“คนไม่เยอะหรอกค่ะ สงครามเพิ่งผ่านไป ไม่ค่อยมีใครออกมาเดินข้างนอกกันหรอก” สุคนธาว่าพลางขอร้อง “ไปเถอะนะคะ ไปเถอะ ขอร้องล่ะ”
ชัชชัยถอนหายใจให้กับความตื๊อของสุคนธาจริงๆ แล้วเขาก็บอก “เออ ก็ได้ๆ” พอเขาบอกออกมาแบบนั้น สุคนธาก็ฉีกยิ้มออกมาอย่างดีใจ
“แล้วธาจะซื้อลูกชิ้นปิ้งให้พี่กินอีก ธารู้ว่าพี่ชอบกิน ใช่ไหมล่ะ?” สุคนธาคาดเดาได้ถูกต้อง ชัชชัยก็คิดถึงรสชาติของลูกชิ้นหมูปิ้งจริงๆ นั่นแหละ เขาเลยยอมตกลงไปตลาดกับสุคนธา ทำเอาเธอดีใจมาก
“งั้นไปกันเถอะค่ะ” แล้วสุคนธาก็จูงมือชัชชัยให้ออกไปจากโรงเรียน ทำเอาชัชชัยถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ในขณะเดียวกัน พวกพันธกรที่เดินมาสุดตลาดแล้ว ไม่มีที่ให้เดินแล้ว พันธกรก็บอกว่าจะกลับกันเลยไหม?
“อืม ก็ได้ กลับไปพักที่บ้านน้าภากันดีกว่า” วรรณสาว่า แล้วเธอก็สงสัยเรื่องหนึ่งขึ้นมา จึงถามปฏิคม “เมื่อกี้คมซื้อน้ำผลไม้ให้เรากินกัน คมมีเงินติดตัวด้วยเหรอ?”
“อ๋อ ก็มีนิดหน่อย” ปฏิคมบอกออกมา “สาอยากกินอะไรไหมล่ะ? คมพอมีเงินจ่ายอยู่”
“ไม่เป็นไรหรอก” วรรณสาพูดออกมา พลางจับมือกับพันธกรแล้วก็เดินออกไปจากตลาด โดยมีปฏิคมเดินตามหลัง แล้วก็บังเอิญจริงๆ ที่สวนกับชัชชัยและสุคนธาพอดี เมื่อพันธกรเห็นชัชชัย เขาก็ร้องเรียก
“ไอ้ชัย!” พันธกรเรียกชื่อชัชชัยออกมา ทำเอาวรรณสาและปฏิคมหันไปมอง ก็เจอชัชชัยจริงๆ เขาเดินมาคู่กับสุคนธาพร้อมกับลูกชิ้นหมูปิ้งที่ราดน้ำจิ้มเผ็ดๆ ด้วย ชัชชัยพอเห็นทั้งสามคน เขาก็เลยทักกลับ
“สา ไอ้พัน ไอ้คม” ชัชชัยทักทายทั้งสามคน “มาเดินเล่นนี่มีเงินซื้อของกินด้วยเหรอ?”
“ก็พอมีบ้าง ว่าแต่แกเถอะ” ปฏิคมพูดออกมาพลางหันไปมองสุคนธาที่ไว้ผมเปียอยู่ “นี่เหรอ น้องสุคนธาที่ไอ้ภัทรมันบอก?”
“อ๋อ ใช่แล้วค่ะ แล้วพวกพี่ชื่ออะไรกันคะ?” สุคนธาถามขึ้นมา ปฏิคมเลยแนะนำตัวเองออกไป แล้วบอกชื่อพันธกรและวรรณสาให้ฟังด้วย เมื่อสุคนธาได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้า
“หนูชวนพี่ชัยให้มาเดินตลาดด้วยกัน พี่ชัยเขาน่าจะชอบกินลูกชิ้นหมูปิ้งมากเลยแหละ” สุคนธาว่าออกมายิ้มๆ ทำเอาชัชชัยเขินอายจนหน้าแดง พันธกรที่แอบสังเกตเห็นชัชชัยเริ่มหน้าแดงแล้ว เขาก็หัวเราะออกมา
“ไม่ต้องไปเขินอายหรอก ไอ้ชัย น้องเขาคงอุตส่าห์ซื้อให้แกกินใช่ไหม?” พันธกรว่าพลางหัวเราะออกมา ทำเอาชัชชัยยืนเท้าเอวอย่างเอาเรื่อง
“ไม่ตลกนะเว้ย” ชัชชัยกล่าวขึ้นมา เขาเริ่มจะหงุดหงิดอีกแล้ว แต่พอรู้ตัว เขาก็พยายามสงบความโกรธลง ก่อนจะบอก “แล้วนี่จะกลับแล้วเหรอ?”
“เออ เดินจนสุดตลาดละ ได้ดื่มแต่น้ำผลไม้อย่างเดียวเอง” พันธกรตอบออกมา ชัชชัยก็ถามว่าพวกพันธกรมีเงินด้วยหรือ? ปฏิคมเลยบอกออกมาว่าเขาก็มีติดตัวมานิดหน่อย
“งั้นหนูกับพี่ชัยขอตัวนะคะ” สุคนธาว่าแล้วจูงมือชัชชัยให้เดินเข้าไปในตลาด ฝ่ายชัชชัยก็ถอนหายใจก่อนจะเดินตามไป พันธกรหันไปมองชัชชัยกับสุคนธา แล้วก็หัวเราะออกมา
“มีอะไรน่าขำ? ไอ้พัน?” ปฏิคมถามอย่างงุนงง พันธกรเลยตอบออกไป
“ปกติไอ้ชัย ไม่มีใครบังคับมันได้” เขาตอบปฏิคมออกไป “แต่กับน้องธา มันกลับยอมเดินตลาดด้วย แกคิดว่าแปลกไหมล่ะ? ไอ้ชัยต้องมีใจให้น้องธาแน่ๆ”
“อย่าไปพูดแบบนี้ต่อหน้ามันนะเว้ย” ปฏิคมเตือนขึ้นมา “รับรอง มันโมโหแน่”
“เออ ไม่พูดหรอก” พันธกรว่า ยังจับมือกับวรรณสาอยู่ “เรากลับบ้านกันเถอะ”
ฝ่ายทรัพย์สินที่กำลังอ่านนิยายที่เขาเพิ่งค้นเจอในห้องนอน ตอนนั้นเอง อัมพรก็เดินเข้ามาหาเขาถึงในห้อง ทรัพย์สินที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของอัมพร เขาก็เงยหน้าขึ้นมามอง พอเห็นว่าเป็นอัมพร เขาก็เลยถามออกมา
“มีอะไรเหรอ? น้องพร มีปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า?” ทรัพย์สินถาม อัมพรจ้องมองดูมืออีกข้างของทรัพย์สินที่พันผ้าพันแผลเอาไว้ เธอก็ยกมือขึ้นไหว้ทรัพย์สิน ทำเอาทรัพย์สินต้องรับรับไหว้
“เกิดอะไรขึ้น? มาไหว้พี่ทำไม?” ทรัพย์สินถึงกับถามออกมา อัมพรเลยบอกสารภาพออกมา
“หนูขอโทษค่ะที่ทำพี่บาดเจ็บ” อัมพรว่าอย่างรู้สึกผิดจริงๆ “หนูอารมณ์ร้ายไปหน่อย จนทำพี่บาดเจ็บเลย”
“อ๋อ” ทรัพย์สินเลยพยักหน้าเบาๆ “ช่างมันเถอะ ลืมๆ มันไปซะ น้องพรก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพี่เสียหน่อยนี่ เพราะงั้น ไม่เป็นไรหรอก”
“หนูลืมไม่ได้หรอกค่ะ” อัมพรบอกออกมา “ทั้งเรื่องพี่ แล้วก็เรื่องยัยมลด้วย”
“นี่ พอได้แล้วน่ะ” ทรัพย์สินเตือนขึ้นมาให้อัมพรรู้สึกตัว “เราควรจะสามัคคีกันเอาไว้ น้องเรียนสังคมมาหรือเปล่า? เคยศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยมาไหม? เขาว่าเมื่อใดที่ชาติแตกความสามัคคี ชาตินั้นจะล่มจม แต่ถ้าชาติใดมีความสามัคคี ก็จะชนะไปเสียทุกอย่าง”
“หนูทำใจไม่ได้จริงๆ ค่ะ” อัมพรพูดเสียงเบา “ยังไงหนูก็คืนดีกับมันไม่ได้”
ทรัพย์สินเลยถอนหายใจออกมา ก่อนจะปิดหนังสือนิยาย อัมพรเห็นดังนั้น ก็เลยถามว่าเขากำลังอ่านอะไรอยู่?
“นิยายน่ะ เรื่องเกี่ยวกับความรักนั่นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย” ทรัพย์สินพูดขึ้นมา “น้องลองเอาไปอ่านดูไหมล่ะ? พี่ให้ยืม มันเป็นของใครก็ไม่รู้ บางทีอาจจะเป็นของคุณภาก็ได้”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่ชอบอ่านหนังสือ” อัมพรปฏิเสธออกมา ก่อนจะบอกลาทรัพย์สิน “หนูขอโทษพี่แล้ว ถือว่าหายกันนะ หนูขอตัวขึ้นห้องชั้นสามก่อนละกัน”
“อืม” ทรัพย์สินเลยพยักหน้า แล้วอัมพรก็เดินออกไปจากห้องของเขา ทรัพย์สินเลยมองไปที่มือข้างที่โดนอัมพรเอามีดปาดเอาไว้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกเฮือก
ปราชญากับวาสุกรีกำลังตรวจสอบปืนพกที่ได้มาสามกระบอกอยู่ พวกเขาไม่รู้หรอกว่ามันเป็นปืนที่เรียกว่าอะไร? แต่ก็ใช้งานได้ วาสุกรีจัดการใส่กระสุนเข้าไปในแม็กกาซีนของปืน ก่อนจะกดให้แม็กกาซีนเข้าไปในรังเพลิง แล้วก็ลองเล็งออกไปทางหน้าต่างดู
“เฮ้ย อย่ายิงออกไปนะ ไอ้วา” ปราชญาที่อยู่ระดับชั้นเดียวกับวาสุกรีเอ่ยขึ้น วาสุกรีก็หันมาบอก
“ฉันไม่สะเพร่าขนาดนั้นหรอก ไอ้ปราช” แล้ววาสุกรีก็วางปืนลง แล้วก็ใส่กระสุนใหม่ให้กับปืนอีกสองกระบอกที่เหลือจนเต็มอัตรา วาสุกรีมองดูอาวุธที่พวกเขาได้มาจากนอกอาณาเขต มันไม่ได้มีความรุนแรงเลยก็จริง แต่ก็สามารถฆ่าพวกเอไอได้เหมือนกัน
“เราควรจะออกไปตามหาอาวุธอีกทีดีไหม?” วาสุกรีถามขึ้น ปราชญาเงยหน้าขึ้นมามองก่อนจะกล่าว
“เดี๋ยวก็หลงออกนอกแผนที่ เดี๋ยวก็กลับมาไม่ได้หรอก” ปราชญาพูดออกมา ทำเอาวาสุกรีถอนหายใจ
“แต่อาวุธพวกนี้มันไม่ค่อยรุนแรงนะ” เขาบอกพลางขยับแว่นสายตาของเขา “เรายังไม่เจอกระสุนปืนลูกซอง แล้วก็กระสุนปืนสไนเปอร์ของแกเลย แล้วจะทำไงดี? แกบอกเองนี่ว่ากระสุนแกใกล้หมดแล้ว”
“อืม” ปราชญาพยักหน้าอย่างยอมรับ “เหลือไม่ถึงสิบห้านัดแล้ว ถ้าพวกเอไอเอาจานบินเข้ามาอีกก็แย่ล่ะ”
“เฮ้อ” วาสุกรีถอนหายใจออกมาอีกเฮือก “แล้วจะทำไงดี? พวกคุณนนท์ก็บอกเหมือนกันว่ากระสุนของพวกเขาก็ใกล้หมดเหมือนกัน”
“ฉันก็ไม่รู้ว่ะ” ปราชญาตอบตามจริง “แต่น้องพันยึดอาวุธของพวกเอไอมาได้ตั้งสองกระบอกนี่ มันน่าจะช่วยอะไรได้บ้างแหละ”
“อย่างงั้นเหรอ? ปืนที่ว่าเป็นปืนเลเซอร์น่ะเหรอ?” วาสุกรีถาม ปราชญาก็พยักหน้าและบอกว่าใช่
“แต่พลังงานมันก็ต้องมีวันหมด” วาสุกรีกล่าวออกมาอย่างทุกข์ใจ “แล้วเราจะไปหาอาวุธจากที่ไหนได้อีก?”