ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 57 กระบี่ กระแสธารา

            กระบี่เล่มนั้นที่ผมเห็นตอนแรก..

            พูดตรง ๆ นะ..

            ดูเหมือนของตกแต่งร้านขายของโบราณมากกว่าจะเป็นศาสตราวุธระดับสูง

            ฝักกระบี่สีเทาควันบุหรี่ดูหม่นหมองชวนให้นึกถึงเช้าวันฝนพรำ ด้ามจับพันด้วยผ้าเนื้อนุ่มที่ถักลายมังกรด้วยด้ายสีขาวบนพื้นดำ

            โอเค..

            อันนี้ถือว่ามีสไตล์อยู่

            แต่พอเห็นตรงโกร่งกระบี่ที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง แถมแกะสลักลายคลื่นแล้วมีอักษร 'หลิว' อยู่ตรงกลาง

            ผมก็เริ่มรู้สึกว่า อาจจะไม่ใช่ของเล่นก็ได้แฮะ

             

            “นี่คือกระบี่เล่มแรกและเล่มเดียวที่ย่าสั่งให้ช่างตีขึ้นมา เพื่อเป็นของขวัญให้พ่อของหลาน..

            หลังจากเขาชนะศึกปัญจมิตร”

            ท่านย่าพูดพร้อมยิ้มบาง ๆ และเอาเข้าจริง..

            แววตาของท่านย่าในตอนนั้นทำให้ผมเผลอเงียบโดยไม่รู้ตัว

             

            ท่านพูดถึงตอนที่พ่อของผม..

            ได้รับกระบี่เล่มนี้..

            ภาพที่ผมไม่เคยเห็นแต่กลับสัมผัสได้จากน้ำเสียงของคนเล่า ภาพของชายหนุ่มกระโดดโลดเต้นเพราะดีใจกับของขวัญชิ้นเดียวในชีวิต

             

            “กระบี่เล่มนี้..

            พ่อของหลานตั้งชื่อให้มันว่า 'กระแสธารา'

            เป็นกระบี่ระดับจิตวิญญาณ”

            ท่านย่ากล่าว

             

            ผมก้มลงหยิบกระบี่ขึ้นมาถือไว้ในมือด้วยความรู้สึก..

            สับสนหน่อย ๆ

            พูดตามตรงก็คือมันเบาโคตร..!

            เบาขนาดที่ผมนึกว่าเอาไว้ใช้ฟันสายลมหรือฝึกเด็กอนุบาล แล้วก็ด้ามจับ..

            ไม่รู้ทำไม..

            ผมรู้สึกไม่เข้ามือเลยสักนิด

            แต่เอาเถอะ..

            จะไปสบประมาทของขวัญจากท่านย่าแบบนั้นก็คงไม่เข้าท่า

            ผมเลยฝืนเก็บสีหน้าเอาไว้แล้วลองดึงกระบี่ออกจากฝัก

             

            ไม่ได้ผล..

             

            ผมใช้แรงเท่ากับตอนต่อสู้กับอสูรของเจ้าสำนักลู่ แต่ไอ้กระบี่นี่ก็ยังไม่ขยับ

            มันติดแน่นเหมือนเป็นของชิ้นเดียวกันกับฝักเลยด้วยซ้ำ

             

            ท่านย่ามองดูท่าทางเงอะงะของผมแล้วก็อดขำไม่ได้

            พลางเอ่ยว่า

            “มันเป็นกระบี่ระดับจิตวิญญาณ..

            หากหลานคิดจะดึงออกจากฝัก..

            หลานต้องใช้พลังปราณช่วย

            แล้วเมื่อต้องการให้มันเป็นของหลานจริง ๆ ก็ต้องทำพันธสัญญากับมันเสียก่อน

            หลานต้องใช้เลือดของตัวเอง ชโลมให้ทั่วใบกระบี่”

             

            ผมทำปากเป็นรูปตัว 'O' พร้อมกับเสียง 'อ๋อ…' ที่ยืดออกมาเล็กน้อย

            เหมือนคนที่เพิ่งเข้าใจหลังจากแกล้งทำเป็นเข้าใจอยู่พักใหญ่ แล้วก็ลงมือทำตามที่ท่านย่าบอกทันทีแบบไม่กล้าขัด

            แต่ในใจลึก ๆ

            ก็รู้สึกว่ามันจะทำได้ไหม เพราะผมไม่เหมือนคนอื่น พลังปราณในตัวผมมันมีตั้งสามสาย ไม่รู้ว่ากระบี่กระแสธาราจะเข้าได้กับปราณทั้งสามสายของผมได้ไหม

             

            ผมค่อย ๆ เร่งพลังปราณออกมา..

            และด้วยความไม่แน่ใน ผมก็เลยเรียกมันออกมาทั้งสามสายแบบจัดเต็ม

            ปราณคราม ปราณมาศ และปราณชาด หมุนวนกันอย่างกับลูกอมสามรสเวอร์ชันจะฆ่าคน..

            สุดท้ายมันก็ไหลรวมลงไปที่กระบี่กระแสธารา

             

            แล้วก็อย่างกับเวทมนตร์..

            ไอ้กระบี่ที่เคยดึงไม่ออกยังกับแม่กุญแจที่ล็อกแน่น!

            ตอนนี้กลับดึงออกมาได้ง่าย ๆ ราวกับว่าบอกว่าผมผ่านด่านการทดสอบก็ไม่ปาน

             

            พอเห็นตัวใบกระบี่ชัด ๆ ผมก็ต้องยอมรับเลยว่ามันสวยจริง ๆ สีครามอ่อนแบบท้องฟ้ายามเช้าที่ไม่มีฝุ่น PM 2.5 ให้กวนใจ

            มองแล้วรู้สึกปลอดโปร่ง โล่งใจ เหมือนมีลมเย็น ๆ พัดผ่านกลางอกยังไงยังงั้น

             

            “ใช้มือขวานะหลานรัก..

            ต้องให้ตัวกระบี่จดจำพลังสถิตของหลานด้วย”

            ท่านย่าเตือนขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

             

            ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเปลี่ยนมือที่จับกระบี่จากซ้ายมาเป็นขวา แล้วก็เอามือขวากำเข้าไปที่ใบกระบี่ทันที แบบไม่ลังเล

            ผลคือ..

            แน่นอนว่าเลือดไหลในทันที

            ผมกัดฟันแล้วลูบโลหิตของตัวเองลงบนใบกระบี่ช้า ๆ ราวกับทาสีใหม่ให้กับกระบี่

            มันทั้งเจ็บ ทั้งเย็น ทั้งแปลก แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่บอกผมว่า นี่คือขั้นตอนที่ถูกต้อง

             

            ทันใดนั้น..

            เสียง 'ตุ๊บ ๆ' ดังขึ้นในหูของผม เหมือนเสียงหัวใจเต้นอยู่ใกล้ ๆ แล้วปานรูปมังกรที่ข้อมือก็เปล่งแสงสีทองออกมาอย่างรุนแรงจนหลินซินต้องยกมือขึ้นมาบังตา

            แสงนั้นค่อย ๆ จางลงในจังหวะต่อมา

            และเมื่อผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง กระบี่กระแสธาราก็หายไปจากมือซ้ายของผมแล้ว

             

            “พันธสัญญาเป็นอันเสร็จสิ้น”

            ท่านย่าพูดพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

            “ตอนนี้เพียงหลานขับเคลื่อนพลังปราณ แล้วนึกถึงหรือเรียกกระแสธาราภายในใจ

            กระบี่ของหลานก็จะปรากฏขึ้นที่มือข้างถนัดของหลาน”

             

            ผมพยักหน้ารับ..

            ก่อนจะหลับตาเพ่งจิตเรียกหากระแสธาราอยู่พักหนึ่ง

            อึดใจเดียวเท่านั้น..

            กระบี่ก็ปรากฏขึ้นที่มือขวา ราวกับเอื้อมคว้าอากาศแล้วได้ของแข็งติดมือกลับมาด้วย

             

            “อย่างไร..

            เหมาะมือหลานดีหรือไม่”

            ท่านย่าถามพร้อมรอยยิ้มที่ยังไม่เลือนจากใบหน้า

             

            ผมลองจับดูอีกครั้ง..

            เออแฮะ..

            มันเปลี่ยนไปจริง ๆ

            จากกระบี่ที่เบาจนคิดว่าจะเอาไว้ตัดกระดาษ ก็กลายเป็นกระบี่ที่ทั้งหนักพอเหมาะและจับกระชับมือได้แบบพอดิบพอดีอย่างกับช่างตีเหล็กวัดขนาดและถามว่าชอบน้ำหนักแบบไหน

            “น้ำหนักโอเค..

            เอ่อ.. ข้าหมายถึงข้าชอบมากเลยท่านย่า มีเสียงคลื่นด้วยตอนที่ข้าโบกด้วยนะ เหมือนถือทะเลไว้ในมือยังไงยังงั้น”

            ผมหัวเราะเบา ๆ พร้อมสะบัดกระบี่ไปรอบหนึ่งอย่างคนเพิ่งได้ของเล่นใหม่

            บอกตรง ๆ เลยว่าถ้าไม่ติดว่าอยู่ในสุสาน ผมคงรำกระบี่โชว์ให้หลุมศพบรรพบุรุษดูกันหมดแล้ว

            แต่พอสะบัดกระบี่

            ผมกลับได้ยินเสียงคล้ายคลื่นทะเลจริง ๆ แทนที่จะเป็นเสียงฟิ้วของกระบี่ปกติ

            แถมยังรู้สึกสบายใจแปลก ๆ

            เหมือนว่าผมนั่งริมชายหาดจิบชาในเช้าวันฝนพรำ

            บรรยากาศจิตสงบแบบที่ชีวิตผมแทบไม่เคยเจอ..

            หลังจากที่ผมกลายเป็นจอมยุทธ

             

            “กระแสธาราเป็นกระบี่ระดับจิตวิญญาณ..

            มันจะปรับน้ำหนักและความกระชับตามใจเจ้าของได้เอง

            นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมถึงควรเลือกศาสตราคู่ใจให้ดี”

            ท่านย่าอธิบายพลางชี้นิ้วขึ้นฟ้า

            “ทีนี้ลองขว้างมันขึ้นไป แล้วเพ่งจิตเรียกมันกลับมาดูสิ”

             

            คำว่า 'ขว้าง' กับคำว่า 'กระบี่'

            มันเป็นสองสิ่งไม่ควรอยู่ด้วยกันในประโยคเดียวกัน

            แต่เพราะย่าเป็นคนพูด ผมก็เลยไม่เถียง

            ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เกร็งแขนแล้วขว้างกระบี่ขึ้นไปบนฟ้า

            มันลอยขึ้นไปเรื่อย ๆ

            ห้าเมตร.. สิบเมตร.. สิบห้า.. จนถึงสามสิบเมตร แล้วก็เริ่มตกลงมา

            ผมเพ่งสมาธิเรียกหามันในใจ เผลอแค่แป๊บเดียว เจ้ากระบี่นี่ก็กลับมาอยู่ในมือผมอีกครั้งในไม่ถึงห้าวินาที เหมือนมันบอกว่า 'ไม่ต้องห่วงเจ้านาย ข้าอยู่ตรงนี้แหละ'

             

            “อย่างไร.. สะดวกขึ้นหรือไม่..?

            เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ของย่า?”

            ท่านย่าถามพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะสบายใจขึ้นเล็กน้อย

             

            “เยี่ยมเลยท่านย่า!”

            ผมแทบอยากหมุนตัวรำกระบี่กลางสุสาน

            ถ้าไม่ติดว่าผมกลัวบรรพบุรุษรุ่นก่อน ๆ จะตามขี่คอผมกลับบ้านไปด้วยน่ะนะ

             

            แต่ระหว่างที่ผมกำลังเห่อของใหม่ รอยยิ้มของท่านย่าที่น่าจะเต็มไปด้วยความสุข กลับมีอะไรบางอย่างที่แปลกไป

            หลินซินที่ยืนประคองแขนของท่านย่าอยู่ก็เหมือนจะสัมผัสได้

            อยู่กับท่านย่ามาตั้งแต่เล็ก ๆ หลินซินไม่ต้องใช้คำพูดก็รู้ใจนายหญิงของเธอ

            และครั้งนี้..

            แค่มือที่สัมผัสแขนนั้น นางก็รู้แล้วว่าบรรยากาศมันไม่ปกติ

            “นายหญิงเจ้าค่ะ.. เอ่อ.. นายหญิง...”

            หลินซินเอ่ยเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง

             

            “ข้าไม่เป็นอะไร..”

            ท่านย่าขัดขึ้นทันที พร้อมใช้มือขวาลูบหลังมือของหลินซินเบา ๆ แบบที่แม่จะปลอบลูกสาวหลังสอบตก

            “ข้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ ซินซินเอ๋อร์...”

             

            รอยยิ้มของผมที่ยังค้างอยู่ก็หายวับทันที..

            เหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่กลางใจ

            ผมมองรอยยิ้มของท่านย่า แล้วก็รู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่สบายใจ

            มันเป็นรอยยิ้มที่เอาไว้ให้คนอื่นไม่ต้องกังวลต่างหาก

            ผมรีบเรียกกระแสธารากลับเข้าร่างอย่างไว แล้วเสือกตัวเข้าไปหาท่านย่าทันที

            “ท่านย่า.. มีอะไรหรือขอรับ?

            ท่านกำลังกังวลเรื่องใดอยู่รึ?”

             

            ท่านย่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มจาง ๆ จะหายไปจากใบหน้า

            ดวงตาที่เคยสดใสก็ดูเศร้าลงทันตา

            “ย่ารู้สึกไม่ดีเลยที่หลานถูกตระกูลตงเพ่งเล็ง..

            คนพวกนั้นยังเป็นเหมือนเดิม อยากได้อะไรก็ต้องได้ ขวางหูขวางตาต้องตัด ต้องเล็ม...”

            น้ำเสียงของท่านย่าทำเอาผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่

            รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งเซ็นใบสมัครไปเรียนโรงเรียนประจำที่เปิดเทอมคือวันประลองตระกูล

            “วันนี้ที่ย่ามอบกระบี่ให้หลาน.. ไม่ใช่เพื่อให้หลานไปล้มใครแบบพ่อเจ้าในอดีตหรอกนะ

            ย่าแค่อยากให้ดวงวิญญาณของหลงหลงเอ๋อร์คอยคุ้มครองหลาน ให้ปู่ของหลานช่วยนำทาง..

            ย่าไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว....”

             

            ผมฟังแล้วก็เงียบไป..

            แต่ในใจกลับไม่ได้หวั่นไหวหรือกลัวอะไรเลย

            กลับกัน..! มันร้อนผ่าวขึ้นมาแทน เหมือนมีใครจุดไฟไว้กลางอก แล้วโยนน้ำมันลงมาซ้ำ

            ผมกำหมัดแน่น ทุบมือลงกลางอก แล้วเอามืออีกข้างจับมือท่านย่าไว้แน่น

            “ข้าสัญญา..!! ว่าข้าจะกลับมาหาท่านครบสามสิบสอง ไม่มีแขนหาย ไม่มีขาหล่น ไม่มีฟันหักหรือคิ้วขาดแน่นอน!”

             

            ดวงตาที่เริ่มพร่าของท่านย่าพลันเบิกขึ้นช้า ๆ

            แล้วท่านก็มองผม..

            ไม่สิ..

            มันไม่ใช่ผมที่ท่านมองเห็น..

            และน่าจะเป็นอาป๊าของผม..

             

            “ช่างละม้ายคล้ายนัก...”

            ท่านย่าเอ่ยเบา ๆ

            มือเหี่ยวย่นของนางยกขึ้นลูบหัวผมอย่างแผ่วเบา

            “แค่เจ้ากลับมาได้..

            ยายแก่คนนี้ก็สุขใจแล้ว...”

            หลังจากนั้นผมก็พยายามเปลี่ยนเรื่องชวนคุยไม่ให้ท่านย่ากังวล

            ส่วนท่านย่าเองก็เลี่ยงไม่พูดเรื่องความจำในอดีตมากนัก

            ทั้งหมดเดินกลับจวนเจ้าเมืองด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นปนกังวลนิด ๆ

            แบบครอบครัวที่กำลังจะส่งใครสักคนออกไปผจญโลก

             

    --------------------------------------

             

            จบไปแล้วนะครับกับบทที่ 2

            ในบทนี้อาจจะมีงง ๆ กันบ้างเพราะเดี๋ยวเสียงคนนั้นเสียงคนนี้ เดี๋ยวก็มีมุมมองบุคคลที่สาม แต่ก็อย่างว่าละครับ ครั้นจะให้บรรยายเป็นมุมมองบุคคลที่ 3 ในช่วงที่หลิวเจี้ยนไม่อยู่ตลอด ผมก็กลัวว่าจะทำให้อารมณ์ในตอนมันไม่ลึกพอ ผมเลยเลือกที่จะใช้เป็นเสียงของโหวหวังช่วย

            แต่ก็ล่ะครับ ไหน ๆ ก็มีเสียงของโหวหวังแล้ว ผมขอบอกเอาไว้เลยว่า ในอนาคตจะมีคนมาช่วยหลิวเจี้ยน (เกี้ยม) เล่าเพิ่มอีก 3 คน ก็จะรวมเป็น 5 คนที่มีเสียงในเรื่องนี้ (จะไม่เกินไปกว่านี้) ซึ่งผมก็ขอสปอยเอาไว้เลยว่าจะมีเสียงของใครบ้าง

             

            1.หลิว เจี้ยน (เสียงหลัก)

            -บุคลิกน้ำเสียง ก็อย่างที่ท่าน ๆ อ่านไป ก็จะมีความกวน ๆ เป็นกันเอง ตินั่นตินี่ แถมชอบจิกกัดคนไปทั่ว เป็นคนเดียวที่ Breaking the 4 wall

             

            2.ซุนโหวหวัง (อย่างที่ทุกคนได้อ่านไปแล้ว)

            -ตั้งใจให้น้ำเสียงของโหวหวังเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในเรื่องแล้วล่ะ ผมอยากให้มันออกเป็นแนว ๆ ไทยโบราณนิด ๆ แต่ก็ไม่ถึงอยากให้ต้องเปิดพจนานุกรมหาความหมาย

             

            3.อุสางิ ซากิ (ในอนาคต)

            - จะออกเป็นแนวเอาแต่ใจ ไม่ยอมคน พร้อมงัดหน้าสู้โดยไม่ยอมใคร (ตอนนี้เธออาจร้าย แต่อย่าเพิ่งเกลียดเธอกันนะครับ ผมจะพยายามเล่าปูมหลังของเธอให้มากที่สุด ว่าทำไมเธอถึงเป็นคนแบบนี้ แต่ไม่ต้องห่วง เธอจะเติบโตขึ้นในอนาคต)

             

            4.ทง มีโซ (อันนี้น่าจะอีกราว ๆ เกือบร้อยตอนถึงจะได้ยินเสียงเธอเล่า)

            - อันนี้จะเป็นแนวเด็กสาวใส ๆ มีความดื้อเงียบ ๆ และออกจากไม่ทันคนไปสักหน่อย

             

            5.ซุน จื่ออัน (อันนี้ก็อีกยาวเหมือนกัน อาจจะหลัก ๆ ร้อยกว่าเกือบสองร้อยตอน)

            - นายคนนี้จะปากร้าย ๆ หน่อย จะบอกว่าเป็นคนพูดตรงก็ไม่ใช่ จะออกหวนห้วน ๆ แต่มีมุมอ่อนโยนนะเออ

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน