กระบี่เล่มนั้นที่ผมเห็นตอนแรก..
พูดตรง ๆ นะ..
ดูเหมือนของตกแต่งร้านขายของโบราณมากกว่าจะเป็นศาสตราวุธระดับสูง
ฝักกระบี่สีเทาควันบุหรี่ดูหม่นหมองชวนให้นึกถึงเช้าวันฝนพรำ ด้ามจับพันด้วยผ้าเนื้อนุ่มที่ถักลายมังกรด้วยด้ายสีขาวบนพื้นดำ
โอเค..
อันนี้ถือว่ามีสไตล์อยู่
แต่พอเห็นตรงโกร่งกระบี่ที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง แถมแกะสลักลายคลื่นแล้วมีอักษร 'หลิว' อยู่ตรงกลาง
ผมก็เริ่มรู้สึกว่า อาจจะไม่ใช่ของเล่นก็ได้แฮะ
“นี่คือกระบี่เล่มแรกและเล่มเดียวที่ย่าสั่งให้ช่างตีขึ้นมา เพื่อเป็นของขวัญให้พ่อของหลาน..
หลังจากเขาชนะศึกปัญจมิตร”
ท่านย่าพูดพร้อมยิ้มบาง ๆ และเอาเข้าจริง..
แววตาของท่านย่าในตอนนั้นทำให้ผมเผลอเงียบโดยไม่รู้ตัว
ท่านพูดถึงตอนที่พ่อของผม..
ได้รับกระบี่เล่มนี้..
ภาพที่ผมไม่เคยเห็นแต่กลับสัมผัสได้จากน้ำเสียงของคนเล่า ภาพของชายหนุ่มกระโดดโลดเต้นเพราะดีใจกับของขวัญชิ้นเดียวในชีวิต
“กระบี่เล่มนี้..
พ่อของหลานตั้งชื่อให้มันว่า 'กระแสธารา'
เป็นกระบี่ระดับจิตวิญญาณ”
ท่านย่ากล่าว
ผมก้มลงหยิบกระบี่ขึ้นมาถือไว้ในมือด้วยความรู้สึก..
สับสนหน่อย ๆ
พูดตามตรงก็คือมันเบาโคตร..!
เบาขนาดที่ผมนึกว่าเอาไว้ใช้ฟันสายลมหรือฝึกเด็กอนุบาล แล้วก็ด้ามจับ..
ไม่รู้ทำไม..
ผมรู้สึกไม่เข้ามือเลยสักนิด
แต่เอาเถอะ..
จะไปสบประมาทของขวัญจากท่านย่าแบบนั้นก็คงไม่เข้าท่า
ผมเลยฝืนเก็บสีหน้าเอาไว้แล้วลองดึงกระบี่ออกจากฝัก
ไม่ได้ผล..
ผมใช้แรงเท่ากับตอนต่อสู้กับอสูรของเจ้าสำนักลู่ แต่ไอ้กระบี่นี่ก็ยังไม่ขยับ
มันติดแน่นเหมือนเป็นของชิ้นเดียวกันกับฝักเลยด้วยซ้ำ
ท่านย่ามองดูท่าทางเงอะงะของผมแล้วก็อดขำไม่ได้
พลางเอ่ยว่า
“มันเป็นกระบี่ระดับจิตวิญญาณ..
หากหลานคิดจะดึงออกจากฝัก..
หลานต้องใช้พลังปราณช่วย
แล้วเมื่อต้องการให้มันเป็นของหลานจริง ๆ ก็ต้องทำพันธสัญญากับมันเสียก่อน
หลานต้องใช้เลือดของตัวเอง ชโลมให้ทั่วใบกระบี่”
ผมทำปากเป็นรูปตัว 'O' พร้อมกับเสียง 'อ๋อ…' ที่ยืดออกมาเล็กน้อย
เหมือนคนที่เพิ่งเข้าใจหลังจากแกล้งทำเป็นเข้าใจอยู่พักใหญ่ แล้วก็ลงมือทำตามที่ท่านย่าบอกทันทีแบบไม่กล้าขัด
แต่ในใจลึก ๆ
ก็รู้สึกว่ามันจะทำได้ไหม เพราะผมไม่เหมือนคนอื่น พลังปราณในตัวผมมันมีตั้งสามสาย ไม่รู้ว่ากระบี่กระแสธาราจะเข้าได้กับปราณทั้งสามสายของผมได้ไหม
ผมค่อย ๆ เร่งพลังปราณออกมา..
และด้วยความไม่แน่ใน ผมก็เลยเรียกมันออกมาทั้งสามสายแบบจัดเต็ม
ปราณคราม ปราณมาศ และปราณชาด หมุนวนกันอย่างกับลูกอมสามรสเวอร์ชันจะฆ่าคน..
สุดท้ายมันก็ไหลรวมลงไปที่กระบี่กระแสธารา
แล้วก็อย่างกับเวทมนตร์..
ไอ้กระบี่ที่เคยดึงไม่ออกยังกับแม่กุญแจที่ล็อกแน่น!
ตอนนี้กลับดึงออกมาได้ง่าย ๆ ราวกับว่าบอกว่าผมผ่านด่านการทดสอบก็ไม่ปาน
พอเห็นตัวใบกระบี่ชัด ๆ ผมก็ต้องยอมรับเลยว่ามันสวยจริง ๆ สีครามอ่อนแบบท้องฟ้ายามเช้าที่ไม่มีฝุ่น PM 2.5 ให้กวนใจ
มองแล้วรู้สึกปลอดโปร่ง โล่งใจ เหมือนมีลมเย็น ๆ พัดผ่านกลางอกยังไงยังงั้น
“ใช้มือขวานะหลานรัก..
ต้องให้ตัวกระบี่จดจำพลังสถิตของหลานด้วย”
ท่านย่าเตือนขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเปลี่ยนมือที่จับกระบี่จากซ้ายมาเป็นขวา แล้วก็เอามือขวากำเข้าไปที่ใบกระบี่ทันที แบบไม่ลังเล
ผลคือ..
แน่นอนว่าเลือดไหลในทันที
ผมกัดฟันแล้วลูบโลหิตของตัวเองลงบนใบกระบี่ช้า ๆ ราวกับทาสีใหม่ให้กับกระบี่
มันทั้งเจ็บ ทั้งเย็น ทั้งแปลก แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่บอกผมว่า นี่คือขั้นตอนที่ถูกต้อง
ทันใดนั้น..
เสียง 'ตุ๊บ ๆ' ดังขึ้นในหูของผม เหมือนเสียงหัวใจเต้นอยู่ใกล้ ๆ แล้วปานรูปมังกรที่ข้อมือก็เปล่งแสงสีทองออกมาอย่างรุนแรงจนหลินซินต้องยกมือขึ้นมาบังตา
แสงนั้นค่อย ๆ จางลงในจังหวะต่อมา
และเมื่อผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง กระบี่กระแสธาราก็หายไปจากมือซ้ายของผมแล้ว
“พันธสัญญาเป็นอันเสร็จสิ้น”
ท่านย่าพูดพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“ตอนนี้เพียงหลานขับเคลื่อนพลังปราณ แล้วนึกถึงหรือเรียกกระแสธาราภายในใจ
กระบี่ของหลานก็จะปรากฏขึ้นที่มือข้างถนัดของหลาน”
ผมพยักหน้ารับ..
ก่อนจะหลับตาเพ่งจิตเรียกหากระแสธาราอยู่พักหนึ่ง
อึดใจเดียวเท่านั้น..
กระบี่ก็ปรากฏขึ้นที่มือขวา ราวกับเอื้อมคว้าอากาศแล้วได้ของแข็งติดมือกลับมาด้วย
“อย่างไร..
เหมาะมือหลานดีหรือไม่”
ท่านย่าถามพร้อมรอยยิ้มที่ยังไม่เลือนจากใบหน้า
ผมลองจับดูอีกครั้ง..
เออแฮะ..
มันเปลี่ยนไปจริง ๆ
จากกระบี่ที่เบาจนคิดว่าจะเอาไว้ตัดกระดาษ ก็กลายเป็นกระบี่ที่ทั้งหนักพอเหมาะและจับกระชับมือได้แบบพอดิบพอดีอย่างกับช่างตีเหล็กวัดขนาดและถามว่าชอบน้ำหนักแบบไหน
“น้ำหนักโอเค..
เอ่อ.. ข้าหมายถึงข้าชอบมากเลยท่านย่า มีเสียงคลื่นด้วยตอนที่ข้าโบกด้วยนะ เหมือนถือทะเลไว้ในมือยังไงยังงั้น”
ผมหัวเราะเบา ๆ พร้อมสะบัดกระบี่ไปรอบหนึ่งอย่างคนเพิ่งได้ของเล่นใหม่
บอกตรง ๆ เลยว่าถ้าไม่ติดว่าอยู่ในสุสาน ผมคงรำกระบี่โชว์ให้หลุมศพบรรพบุรุษดูกันหมดแล้ว
แต่พอสะบัดกระบี่
ผมกลับได้ยินเสียงคล้ายคลื่นทะเลจริง ๆ แทนที่จะเป็นเสียงฟิ้วของกระบี่ปกติ
แถมยังรู้สึกสบายใจแปลก ๆ
เหมือนว่าผมนั่งริมชายหาดจิบชาในเช้าวันฝนพรำ
บรรยากาศจิตสงบแบบที่ชีวิตผมแทบไม่เคยเจอ..
หลังจากที่ผมกลายเป็นจอมยุทธ
“กระแสธาราเป็นกระบี่ระดับจิตวิญญาณ..
มันจะปรับน้ำหนักและความกระชับตามใจเจ้าของได้เอง
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมถึงควรเลือกศาสตราคู่ใจให้ดี”
ท่านย่าอธิบายพลางชี้นิ้วขึ้นฟ้า
“ทีนี้ลองขว้างมันขึ้นไป แล้วเพ่งจิตเรียกมันกลับมาดูสิ”
คำว่า 'ขว้าง' กับคำว่า 'กระบี่'
มันเป็นสองสิ่งไม่ควรอยู่ด้วยกันในประโยคเดียวกัน
แต่เพราะย่าเป็นคนพูด ผมก็เลยไม่เถียง
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เกร็งแขนแล้วขว้างกระบี่ขึ้นไปบนฟ้า
มันลอยขึ้นไปเรื่อย ๆ
ห้าเมตร.. สิบเมตร.. สิบห้า.. จนถึงสามสิบเมตร แล้วก็เริ่มตกลงมา
ผมเพ่งสมาธิเรียกหามันในใจ เผลอแค่แป๊บเดียว เจ้ากระบี่นี่ก็กลับมาอยู่ในมือผมอีกครั้งในไม่ถึงห้าวินาที เหมือนมันบอกว่า 'ไม่ต้องห่วงเจ้านาย ข้าอยู่ตรงนี้แหละ'
“อย่างไร.. สะดวกขึ้นหรือไม่..?
เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ของย่า?”
ท่านย่าถามพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะสบายใจขึ้นเล็กน้อย
“เยี่ยมเลยท่านย่า!”
ผมแทบอยากหมุนตัวรำกระบี่กลางสุสาน
ถ้าไม่ติดว่าผมกลัวบรรพบุรุษรุ่นก่อน ๆ จะตามขี่คอผมกลับบ้านไปด้วยน่ะนะ
แต่ระหว่างที่ผมกำลังเห่อของใหม่ รอยยิ้มของท่านย่าที่น่าจะเต็มไปด้วยความสุข กลับมีอะไรบางอย่างที่แปลกไป
หลินซินที่ยืนประคองแขนของท่านย่าอยู่ก็เหมือนจะสัมผัสได้
อยู่กับท่านย่ามาตั้งแต่เล็ก ๆ หลินซินไม่ต้องใช้คำพูดก็รู้ใจนายหญิงของเธอ
และครั้งนี้..
แค่มือที่สัมผัสแขนนั้น นางก็รู้แล้วว่าบรรยากาศมันไม่ปกติ
“นายหญิงเจ้าค่ะ.. เอ่อ.. นายหญิง...”
หลินซินเอ่ยเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นอะไร..”
ท่านย่าขัดขึ้นทันที พร้อมใช้มือขวาลูบหลังมือของหลินซินเบา ๆ แบบที่แม่จะปลอบลูกสาวหลังสอบตก
“ข้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ ซินซินเอ๋อร์...”
รอยยิ้มของผมที่ยังค้างอยู่ก็หายวับทันที..
เหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่กลางใจ
ผมมองรอยยิ้มของท่านย่า แล้วก็รู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่สบายใจ
มันเป็นรอยยิ้มที่เอาไว้ให้คนอื่นไม่ต้องกังวลต่างหาก
ผมรีบเรียกกระแสธารากลับเข้าร่างอย่างไว แล้วเสือกตัวเข้าไปหาท่านย่าทันที
“ท่านย่า.. มีอะไรหรือขอรับ?
ท่านกำลังกังวลเรื่องใดอยู่รึ?”
ท่านย่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มจาง ๆ จะหายไปจากใบหน้า
ดวงตาที่เคยสดใสก็ดูเศร้าลงทันตา
“ย่ารู้สึกไม่ดีเลยที่หลานถูกตระกูลตงเพ่งเล็ง..
คนพวกนั้นยังเป็นเหมือนเดิม อยากได้อะไรก็ต้องได้ ขวางหูขวางตาต้องตัด ต้องเล็ม...”
น้ำเสียงของท่านย่าทำเอาผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่
รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งเซ็นใบสมัครไปเรียนโรงเรียนประจำที่เปิดเทอมคือวันประลองตระกูล
“วันนี้ที่ย่ามอบกระบี่ให้หลาน.. ไม่ใช่เพื่อให้หลานไปล้มใครแบบพ่อเจ้าในอดีตหรอกนะ
ย่าแค่อยากให้ดวงวิญญาณของหลงหลงเอ๋อร์คอยคุ้มครองหลาน ให้ปู่ของหลานช่วยนำทาง..
ย่าไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว....”
ผมฟังแล้วก็เงียบไป..
แต่ในใจกลับไม่ได้หวั่นไหวหรือกลัวอะไรเลย
กลับกัน..! มันร้อนผ่าวขึ้นมาแทน เหมือนมีใครจุดไฟไว้กลางอก แล้วโยนน้ำมันลงมาซ้ำ
ผมกำหมัดแน่น ทุบมือลงกลางอก แล้วเอามืออีกข้างจับมือท่านย่าไว้แน่น
“ข้าสัญญา..!! ว่าข้าจะกลับมาหาท่านครบสามสิบสอง ไม่มีแขนหาย ไม่มีขาหล่น ไม่มีฟันหักหรือคิ้วขาดแน่นอน!”
ดวงตาที่เริ่มพร่าของท่านย่าพลันเบิกขึ้นช้า ๆ
แล้วท่านก็มองผม..
ไม่สิ..
มันไม่ใช่ผมที่ท่านมองเห็น..
และน่าจะเป็นอาป๊าของผม..
“ช่างละม้ายคล้ายนัก...”
ท่านย่าเอ่ยเบา ๆ
มือเหี่ยวย่นของนางยกขึ้นลูบหัวผมอย่างแผ่วเบา
“แค่เจ้ากลับมาได้..
ยายแก่คนนี้ก็สุขใจแล้ว...”
หลังจากนั้นผมก็พยายามเปลี่ยนเรื่องชวนคุยไม่ให้ท่านย่ากังวล
ส่วนท่านย่าเองก็เลี่ยงไม่พูดเรื่องความจำในอดีตมากนัก
ทั้งหมดเดินกลับจวนเจ้าเมืองด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นปนกังวลนิด ๆ
แบบครอบครัวที่กำลังจะส่งใครสักคนออกไปผจญโลก
--------------------------------------
จบไปแล้วนะครับกับบทที่ 2
ในบทนี้อาจจะมีงง ๆ กันบ้างเพราะเดี๋ยวเสียงคนนั้นเสียงคนนี้ เดี๋ยวก็มีมุมมองบุคคลที่สาม แต่ก็อย่างว่าละครับ ครั้นจะให้บรรยายเป็นมุมมองบุคคลที่ 3 ในช่วงที่หลิวเจี้ยนไม่อยู่ตลอด ผมก็กลัวว่าจะทำให้อารมณ์ในตอนมันไม่ลึกพอ ผมเลยเลือกที่จะใช้เป็นเสียงของโหวหวังช่วย
แต่ก็ล่ะครับ ไหน ๆ ก็มีเสียงของโหวหวังแล้ว ผมขอบอกเอาไว้เลยว่า ในอนาคตจะมีคนมาช่วยหลิวเจี้ยน (เกี้ยม) เล่าเพิ่มอีก 3 คน ก็จะรวมเป็น 5 คนที่มีเสียงในเรื่องนี้ (จะไม่เกินไปกว่านี้) ซึ่งผมก็ขอสปอยเอาไว้เลยว่าจะมีเสียงของใครบ้าง
1.หลิว เจี้ยน (เสียงหลัก)
-บุคลิกน้ำเสียง ก็อย่างที่ท่าน ๆ อ่านไป ก็จะมีความกวน ๆ เป็นกันเอง ตินั่นตินี่ แถมชอบจิกกัดคนไปทั่ว เป็นคนเดียวที่ Breaking the 4 wall
2.ซุนโหวหวัง (อย่างที่ทุกคนได้อ่านไปแล้ว)
-ตั้งใจให้น้ำเสียงของโหวหวังเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในเรื่องแล้วล่ะ ผมอยากให้มันออกเป็นแนว ๆ ไทยโบราณนิด ๆ แต่ก็ไม่ถึงอยากให้ต้องเปิดพจนานุกรมหาความหมาย
3.อุสางิ ซากิ (ในอนาคต)
- จะออกเป็นแนวเอาแต่ใจ ไม่ยอมคน พร้อมงัดหน้าสู้โดยไม่ยอมใคร (ตอนนี้เธออาจร้าย แต่อย่าเพิ่งเกลียดเธอกันนะครับ ผมจะพยายามเล่าปูมหลังของเธอให้มากที่สุด ว่าทำไมเธอถึงเป็นคนแบบนี้ แต่ไม่ต้องห่วง เธอจะเติบโตขึ้นในอนาคต)
4.ทง มีโซ (อันนี้น่าจะอีกราว ๆ เกือบร้อยตอนถึงจะได้ยินเสียงเธอเล่า)
- อันนี้จะเป็นแนวเด็กสาวใส ๆ มีความดื้อเงียบ ๆ และออกจากไม่ทันคนไปสักหน่อย
5.ซุน จื่ออัน (อันนี้ก็อีกยาวเหมือนกัน อาจจะหลัก ๆ ร้อยกว่าเกือบสองร้อยตอน)
- นายคนนี้จะปากร้าย ๆ หน่อย จะบอกว่าเป็นคนพูดตรงก็ไม่ใช่ จะออกหวนห้วน ๆ แต่มีมุมอ่อนโยนนะเออ