ท่วงทำนองของเสียงเพลงที่ถูกขับขานดังจากเปียโนและไวโอลินดังก้องไปทั่วห้องโถงของคฤหาสน์ตระกูลเมลฟอร์ดร่างของเหล่าชายหญิงในชุดหรูหราต่างพูดคุยกันอย่างออกรส แต่เสียงพูดคุยจอแจและหัวเราะคิกคักเหล่านั้นกลับไม่ได้เข้าหูของผมเลยแม้แต่น้อย...
ผมหมุนแก้วไวน์ในมือเหวี่ยงน้ำสีแดงชาดให้กลิ่นมันกระจายออกมา ก่อนจะยกขึ้นจิบ ขณะที่ในหัวเองก็คิดสารพัดถึงเรื่องราวที่พึ่งจะเกิดข้อมูลต่างๆที่พึ่งค้นกันเมื่อตอนเย็นและก่อนหน้านั้นถูกเอามาเรียบเรียงภายในหัวยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด...แล้วพอคิดว่าคนในบริษัทสักคนเป็นคนทำแล้ว...ผมก็รู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก...จนไม่ได้ฟังว่าเพื่อนทั้งสองนั้นพูดอะไรกันอยู่เลยแม้แต่น้อย
“ชั้นว่า...ชั้นอยากกินซาลาเปาฟ่ะ...”
“กลางงานเลี้ยงแบบยุโรปเนี่ยน่ะรึคลูส?เจ้าต้องล้อเราเล่นแน่ๆ...”
“ก็คนมันอยากกินนี่หว่า...ทำไงได้ฟะ...”
“ที่เราอยากจะรู้คือมันอารมณ์ไหนของเจ้ากันถึงได้อยากจะกินอาหารจีนในแถบที่พื้นฐานเขาเป็นยุโรปแบบนี้ต่างหากเล่า?”
“จะไปรู้เรอะก็สมัยตอนอยู่โลกนู้นชั้นชอบกินนี่ฟ่า แถมมาอยู่ที่นี่ตั้งนานคิดถึงอาหารโลกนู้นจะตายอยู่แล้ว นายทำเป็นป่ะนาธาน?”
“ลิเบอต้าเป็นช่างทำขนมนะคลูสไม่ใช่เชฟด้านอาหาร เราว่ามันจะลำบากเจ้าตัวเปล่าๆนะ”
“ชั้นก็ถามดูเผื่อไอบ้านี่ทำเป็นไงชั้นกับนายจะได้ไม่ต้องมานั่งนึกสูตรกัน แล้วไอชั้นมันก็เป็นประเภทกินอย่างเดียวด้วยฉะนั้น รอกินมันจะง่ายกว่าเยอะ”
“เฮ้อ...เราละเชื่อเจ้าเลยจริงๆคลูสกับเรื่องแบบนี้ดันหัวใสจริงนะ...”
“ไม่งั้นก็ไม่ใช่ชั้นสิเอ้อ~แล้วสรุปนายทำเป็นมะนาธาน? ฮัลโหล? ได้ยินชั้นไหมเนี่ยเพื่อน?ยะฮู้วววว เฮ้! นาธาน! ตอบกลับหน่อยสิเฟ๊ย!”
“หืม? ลิเบอต้าเจ้าเป็นอะไรรึเปล่า? ตอบเราหน่อยสิ! ลิเบอต้า!”
เสียงเรียกของเพื่อนทั้งสองที่เพิ่มระดับเสียงขึ้นมาจากปกติปลุกผมให้หลุดออกจากภวังค์ของความคิดสติของผมเริ่มกลับคืนมาอีกครั้ง สายตาของผมกวาดไปรอบๆของงานอย่างงงงวยก่อนจะตะหนักได้ว่าตนนั้นอยู่ที่ไหนในเวลานี้
“ขอโทษทีครับ...ดูท่าผมจะเหม่อไปหน่อย...”ผมบอกเพื่อนทั้งสองพลางยกมือนวดขมับอย่างอ่อนใจกับพฤติกรรมของตัวเองเมื่อซักครู่
“เฮ้ย...นายไหวแน่นะนาธาน...เมาไวน์แค่แก้วเดียวรึไง?”คลูสถามอย่างเป็นห่วงในขณะที่มือของอีกฝ่ายก็คว้าแก้วไวน์ออกจากมือผมไปถือเอาไว้เองก่อน เหมือนกลัวว่าผมจะดื่มมากเกินไปแค่ไวน์แก้วเดียวมันทำผมเมาไม่ได้หรอกครับคลูส แถมผมพึ่งจะจิบไปแค่สองอึกเองนะ
“ผมไม่เป็นไรจริงๆครับ...แค่เหม่อนิดหน่อยเท่านั้นเองอีกอย่างนะครับคลูส อยู่ข้างนอกต้องเรียกผมว่าลิเบอต้าสิครับ ขืนใครมาได้ยินเข้าเดี๋ยวก็เป็นเรื่องหรอกครับ” ผมเตือนคลูสเกี่ยวกับเรื่องชื่อของผมที่นายแว่นคนนี้มักจะลืมตัวเผลอเรียกชื่อจริงของผมอยู่เรื่อย
“นี่นายยังจะสนเรื่องหยุมหยิมพรรณ์นั้นอีกเรอะ...เชื่อเขาเลย...”พอโดนผมดุ บรรณารักษ์หนุ่มก็เบ้ปากใส่อย่างไม่สบอารมณ์ที่ตัวเองถูกดุกลับแบบนี้ต่อให้พวกเราพูดกันด้วยภาษาอังกฤษก็เถอะ แต่ก็ควรระวังเรื่องชื่ออยู่ดีนะครับ...
“เราว่าเจ้าน่าจะไปพักหน่อยนะ”ด้านเฟอร์เองก็ดูเหมือนว่าจะเห็นด้วยกับคลูสเหมือนกันเกี่ยวกับเรื่องนี้
“แต่ว่านะครับเฟอร์-”
“เรารู้ว่าเจ้าคิดว่าตัวเองไม่เป็นไรและเราก็เข้าใจด้วยว่าตัวเจ้านั้นจำเป็นจะต้องอยู่ในงานแต่ว่าสภาพของเจ้าที่เรากับคลูสเห็นตอนนี้มันอีกเรื่องเลยนะ” เฟอร์เอ่ยเตือน ก่อนจะเว้นวรรคเล็กน้อยเผื่อผมจะพูดอะไรแต่พอเห็นสภาพของผมที่เงียบเป็นผีเป่าสาก เจ้าตัวก็ถอนหายใจแล้วจึงเอ่ยต่อ
“และอีกอย่างสภาพเจ้าในตอนนี้น่ะไม่ปกติอย่างมากเลยนะ ผิดไปกับเจ้าทุกทีที่เรารู้จักเจ้าไปพักเถอะน่าลิเบอต้า” ดยุคหนุ่มพูดด้วยสายตาจริงจังก่อนที่อีกคนที่พึ่งแย่งแก้วไวน์ไปจากผมจะเอ่ยต่อด้วยเสียงนุ่มนวล
“ชั้นรู้ว่าหมากตานี้เราไม่ควรพลาดนะเพื่อนแต่ว่าเพราะเรื่องนั้นทำให้สภาพสมองและอารมณ์ของนายตอนนี้มันไม่อำนวยสุดๆเลยนะเฮ้ยจากที่ชั้นเห็นและชั้นจะไม่เสี่ยงให้คนที่ยังจัดการความเครียดของตัวเองไม่ได้จนไมเกรนจะขึ้นหัวอยู่ร่อมร่อแบบนายตอนนี้ไปกล่อมใครในงานนี้แน่ๆนาธาน”
“คลูสผมบอกแล้วไม่ใช่หรอว่าอยู่ข้างนอกให้เรียกผมว่า-”
“จะชื่ออะไรก็ช่างมันไปก่อนเหอะแต่ที่แน่ๆ อยากจะช่วยพวกชั้นจริงๆ ตอนนี้นายควรปลีกตัวออกจากงานไปนั่งพักหัวให้มันเย็นๆลงก่อนเถอะไป๊อีกพักใหญ่กว่าที่งานมันจะเริ่ม ฉะนั้นรีบๆไปพักซะ แล้วค่อยกลับมาสมทบกับทางนี้ตอนใกล้จะเริ่มงานไม่งั้นชั้นจะไล่นายกลับบ้านก่อนเลยนะเฟ๊ยนาธาน” คลูสพูดตัดบทไม่ยอมให้ผมพูดแทรกเลยแม้แต่น้อยพอจะหันไปขอความช่วยเหลือจากเฟอร์ อีกฝ่ายก็ส่ายหน้า แล้วจ้องผมเหมือนกับบอกเป็นนัยๆว่าให้ทำตามที่นายแว่นคนนั้นบอกซะดีๆ
“เอ้า!ยังไม่ไปอีก ไปเลยชิ่วๆ หรือจะให้ชั้นไล่กลับบ้านจริงๆฟะ?” คลูสเอ่ยไล่อีกรอบพลางสะบัดมือเชิงบอกให้ไปซะทีด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อ และด้วยเหตุผลที่ผู้ดูแลหอสมุดคนนี้ยกขึ้นมาก็ทำให้ผมไม่อาจจะอ้าปากเถียงอีกฝ่ายได้เพราะมันเป็นอย่างที่เจ้าตัวว่าตอนนี้สมองและอารมณ์ของผมนั้นยังไม่พร้อมจะรับศึกหนักภายในงานได้หากไม่ไปพักเสียก่อน
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนะครับ” พอเห็นไม่อาจจะเถียงสู้กับทั้งสองคนได้ผมก็ทำได้เพียงถอนหายใจ แล้วยอมทำตามที่ทั้งสองคนบอกแต่โดยดีหันหลังเดินออกจากงานไปเงียบๆ พร้อมๆกับจมสู่ความคิดของตัวเองอีกครั้ง...
“แปลกนะที่เจ้าพูดอะไรแบบนี้เป็นด้วยน่ะคลูส?”ลับหลังจากที่นาธานเดินจากไปร่างสูงของดยุคแห่งอันบราก็หันมาพูดกับเพื่อนสนิทที่ยกไวน์ที่พึ่งแย่งจากมือของคนที่พึ่งจากไปขึ้นจิบดวงตาหลังกรอบแว่นเลิกคิ้วกับคำพูดที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาคลูสจิบไวน์เข้าไปอีกหลายอึก ก่อนจะอ้าปากพูด
“อะไร๊?ชั้นก็พูดแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้วนา นายมึนอะไรของนายฟะเฟอร์อย่าบอกนะว่าเมาไวน์ไปอีกคนน่ะ?” ชายหนุ่มเจ้าของนามสกุลลิเทียร์สวนกลับพลางเบ้หน้าไม่เข้าใจคำพูดของเพื่อนใหม่ที่พึ่งคบกันมาได้ประมาณสามเดือนด้วยคำพูดเหมือนจะกวนประสาทจนผู้ฟังต้องส่ายหัวกับพฤติกรรมกวนเบื้องล่างโดยธรรมชาติของอีกฝ่าย
“ตั้งแต่เข้างานมาเรายังไม่ได้ดื่มอะไรลงไปแม้แต่อึกเดียวเลยนะคลูส”
“เอ้า!งั้นนายก็เมากลิ่นแอลกอฮอล์จากแก้วไวน์ของนาธานแล้วล่ะงั้น”
“ถ้าเราคออ่อนขนาดนั้นเราคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้แล้วล่ะคลูส อีกอย่างที่เราพูดเมื่อครู่น่ะหมายถึงที่เจ้าพูดกับลิเบอต้าต่างหากเล่าเราไม่นึกนะว่าเจ้าจะพูดอะไรแบบนั้นเป็นด้วย” เฟอร์สวนกลับข้อสันนิษฐานสุดปัญญาอ่อนที่คลูสพูดมาเมื่อครู่ก่อนจะขยายความประโยคแรกสุดที่ตนเองนั้นพูดไป
“ห๊ะ? ก็ปกติชั้นอย่างที่บอกไปตะกี้ไง อยู่กันมาสามเดือนนายก็น่าจะรู้นิสัยชั้นไปพอควรแล้วไม่ใช่เรอะเฟอร์?”
“ไม่ล่ะที่เราเห็นเป็นปกติน่ะคือเจ้าถนัดกวนประสาทชาวบ้านกับคิดแผนชั่วๆยาวเป็นหางว่าวจนชาวบ้านเขาปวดหัวกันเป็นว่าเล่นและถึงเจ้าจะดูคนเก่งก็เถอะ แต่เจ้าก็ไม่เคยพูดอะไรแบบนั้นให้เราเห็นเลยนะ”นั่นคือสิ่งที่ดยุคเฟอร์นิคัสอันบราพอจะนึกแบบชัดๆได้เกี่ยวกับเพื่อนของตนที่รู้จักกันมาตลอดสามเดือนนี้
“อาจจะเพราะว่านายไม่เคยมีปัญหาแบบเดียวกับที่นาธานมันเป็นมั้ง?นายเลยไม่เคยเห็นชั้นพูดแบบนั้น
“หมายความว่ายังไงรึคลูส?”
“อ่า...จะว่าไงดีไอเจ้านาธานน่ะ มันเป็นพวกคิดมาก คิดเยอะ แล้วก็ขี้กังวลมากด้วยแต่ปกติที่มันไม่ได้แสดงให้นายหรือชั้นเห็นก็เพราะเจ้านี่มันเป็นพวกเก็บกดด้วยต่อให้มันดูเหมือนจะร่าเริงไม่คิดมากที่สุดก็เหอะแต่มันก็แค่เก็บกดความเครียดเอาไว้ลึกๆเฉยๆแล้วดูท่าจะยังไม่รู้ตัวเองด้วยมั้งนั่น?” เปรยจบผู้ดูแลหอสมุดคลูก้า ลิเทียร์ก็ยกไวน์แดงขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่
“แล้วเจ้าไปรู้ได้ยังไงล่ะเนี่ย?”
“ก็พอจะเห็นแล้วผนวกกับมันมาปรึกษาเรื่องนายนั่นแหละเฟอร์”
“เรื่องของเราเนี่ยนะ?”เฟอร์ทำเสียงไม่เชื่อในสิ่งที่คลูสพูดจนอีกฝ่ายถึงกับหันมามองหน้าคนที่ทำเสียงไม่เชื่อเมื่อครู่อย่างจริงจัง
“เออนายนั่นแหละ มันก็แค่ห่วงว่าที่นายไม่ค่อยยอมให้มันช่วยเนี่ยเป็นเพราะนายไม่เชื่อใจมันหรือเปล่า” ว่าจบดยุคแห่งอันบราก็ทำสีหน้าเซ็งๆกับเรื่องที่คลูสเล่าให้ฟังเมื่อครู่
“เฮ้อ...เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆนะนั่น...แล้วเจ้าบอกไปว่าอะไรล่ะคลูส?”
“อธิบายไปแล้วน่านายไม่ต้องห่วงหรอกเฟอร์ ไอหอกนั่นมันเข้าใจแล้วแต่ตอนนี้มาภาวนากันดีกว่าว่ามันจะสงบสติอารมณ์ตัวเองได้ไหมชั้นไม่อยากจะเห็นคนเม้งแตกกลางงานวันเกิดยัยแม่ทัพหัวแดงนั่นนักหรอกนะ” เอ่ยจบคลูสก็เบ้ปากเมื่อนึกสภาพเพื่อนของตนที่ตอนนี้ออกไปพักหัวเกิดเม้งแตกกลางงานขึ้นมาจริงๆ
“อา...เราก็คิดเช่นนั้น...ว่าแต่?ที่เจ้าบอกว่าเห็นนี่มันหมายความว่ายังไงรึคลูส?”
“หา?นี่อย่าบอกนะว่านายลืมไปแล้วน่ะว่าชั้นเรียนด้านอะไรมาน่ะเฟอร์ของนายกับนาธานชั้นยังจำได้เลยนะเฮ้ย” คลูสพูดพลางทำหน้าอึ้งๆที่อีกฝ่ายดันลืมไปซะได้
“จริงด้วย...เราก็ลืมไปเลยแฮะมัวแต่ตะลึงกับสิ่งที่เจ้าพูดไปหน่อย แต่ว่าถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าไม่ไปรักษาลิเบอต้าเล่า เจ้าเรียนด้านนั้นมาไม่ใช่รึ?” เฟอร์ถามอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจแต่ดูเหมือนว่าประโยคเมื่อครู่จะไปสะกิดต่อมหงุดหงิดของคลูสเข้าให้เสียก่อน
“จะบ้าเรอะ!ชั้นเรียนด้านนั้นมาก็จริง แต่เป็นบริหารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นะเฟ๊ยไม่ใช่คลินิกหรือแนะแนว มันทำการรักษาได้ที่ไหนเล่านายรู้จักคำว่าจรรยาบรรณอาชีพไหมฟะ!?”
“อ่า...ขอโทษทีดูเหมือนว่าเราจะไปสะกิดต่อมหงุดหงิดเจ้าสินะ” พอเห็นเช่นนั้นชายหนุ่มที่สวมหน้ากากครึ่งซีกก็กล่าวขอโทษเพื่อนของตนโดยที่อีกฝ่ายก็ทำเพียงพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดเท่านั้นก่อนที่ผู้ดูแลหอสมุดหนุ่มจะเลิกคิ้วแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อดูอะไรบางอย่างที่ขึ้นมาตรงหน้าจอแล้วเก็บมันกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกงตามเดิม
“แล้ว...เจ้าคิดว่าลิเบอต้าจะกลับเข้างานมาทันไหม?”สิ้นคำถามของดยุคหนุ่ม คลูสที่ยืนเคาะเล็บอย่างไม่ใส่ใจเอ่ยอย่างสบายอารมณ์
“ทันกับผีน่ะสิ”พูดจบ เสียงเพลงที่เคยบรรเลงอยู่จนถึงเมื่อครู่ก็เงียบลงพร้อมๆกันกับที่ร่างบางในชุดเดรสยางฟูฟ่องสีแดงสดจะค่อยๆเดินลงมาจากบันไดผมสีเดียวกับชุดที่เคยมัดเป็นเปียถูกดัดเป็นลอนยาวประบ่า สะกดสายตาของผู้ที่เข้ามาร่วมงานอย่างได้ผล
ทันทีที่เห็นคนที่ลงมาจากชั้นสองเฟอร์เริ่มคิ้วกระตุกสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างขณะที่หันมามองหน้าเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆกันคลูสที่เคยเคาะเล็บอยู่เมื่อครู่ก็เงยหน้ามองตรงไปยังหญิงสาวที่กำลังเดินลงมาจากบันไดชั้นสองของคฤหาสน์สีหน้าเนือยๆที่เคยประดับอยู่บนหน้าอย่างเป็นนิจเปลี่ยนแสยะยิ้มจนเฟอร์ถึงกับขนลุกซู่
“ในฐานะเพื่อนที่ดีและคอยเป็นห่วงเป็นใยอย่างพวกเราเนี่ย...ถ้าเพื่อนเรากำลังเครียดเราก็ควรส่งนางฟ้าไปดูแลสิ จริงไหม? หึๆๆๆๆๆๆๆ” เอ่ยจบบรรณารักษ์แห่งหอสมุดลิเทียร์ก็หัวเราะออกมาเบาๆอย่างนึกสนุกผิดกับอีกคนที่ตอนนี้ในใจนั้นแอบขอโทษขอโพยนาธานอยู่ในใจที่ไม่อาจสามารถหยุดยั้งให้ตัวสร้างเรื่องอย่างคลูสนั้นไม่ให้ก่อเรื่องได้...
...........................................
ต้องขอโทษด้วยนะครับสำหรับการที่ผมหายไปนานเกือบ2เดือนแบบนี้...
พอดีเจอเรื่อง+ความเครียดนิดหน่อยแล้วตอนปลายเดือน5ดันเกิดไม่สบายกะทันหัน เลยทำให้ไม่สามารถเขียนออกมาได้เลยน่ะครับเว้นว่างมายาวจนเริ่มดีขึ้นแล้วเลยกลับมาลุยได้ต่อ
จะพยายามกลับมาอัพให้ถี่นะครับทุกท่าน
แล้วก็...ใครพอจะเดาได้บ้างว่าคลูสมันเรียนอะไรมาบ้างคอมเม้นไว้ด้านล่างเลยนะครับ
ถ้ามีคนตอบถูกผมจะเฉลยในท้ายตอนหน้านะครับ
แล้วเจอกันใหม่ครับ
บัยย์~