เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากถูกบังคับด้วยข้อเสนออันโหดร้าย หนิงเฟิ่งเดินตามร่างกิเลนน้อยสีขาวขนปุยไปยังสวนป่าไผ่หลังสำนักด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดและดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
นางยังคงสวมชุดศิษย์สายตรวจสีเทาเข้ม เอวคาดด้วยสายหนังที่ห้อยแส้เงินแวววาว แต่ทุกย่างก้าวของนางกลับหนักอึ้งราวกับมีโซ่ตรวนล่องหนล่ามไว้ที่ข้อเท้า ความทรงจำจากเหตุการณ์เมื่อคืนและเมื่อเช้ายังคงหลอกหลอนใจนางอยู่ไม่หยุด
ทุกครั้งที่นางก้าวเดิน ความรู้สึกจากการถูกโม่ฉีััยังคงติดอยู่ที่ิั รอยแดงจางๆ จากเกล็ดทองที่เขาทิ้งไว้บนร่างกายของนางเมื่อคืนยังคงแสบร้อนเล็กน้อย ทำให้นางรู้สึกถึงการมีอยู่ของเขาอยู่ตลอดเวลา
"เ้าปีศาจ... อย่าคิดว่าจะบังคับข้าได้ง่ายๆ" หนิงเฟิ่งกัดฟันพึมพำเสียงต่ำ แต่เสียงของนางฟังดูไม่มั่นใจเท่าที่ควร
กิเลนน้อย — โม่ฉีในร่างจำแลง — หันมาชะเง้อมองด้วยดวงตากลมโตใสซื่อ แลดูไร้เดียงสาโดยสิ้นเชิง แต่หนิงเฟิ่งรู้ดีว่าภายใต้ขนปุยที่นุ่มนวลนั้นคือปีศาจเฒ่าที่กำลังหัวเราะเยาะนางอยู่ในใจ
ระหว่างทางไปยังสวนป่าไผ่ หนิงเฟิ่งพยายามรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจาย นางเป็ศิษย์สายตรวจที่ฉลาดและมีไหวพริบ แต่ตอนนี้นางรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกับดักที่ไม่มีทางออก
ภาพของตัวเองที่ถูกบันทึกไว้ด้วยมนตราของโม่ฉียังคงหลอกหลอนใจนาง ภาพที่นางครางเสียวซ่านในอ่างน้ำ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเสียวซ่าน ร่างกายบิดเร่าขณะถูกมือล่องหนและท่อนเนื้อขรุขระรุกราน หากภาพเ่าั้ถูกเผยแพร่ออกไป ชื่อเสียงของนางจะพังทลายลงในพริบตา
เมื่อมาถึงศาลาไม้ไผ่เล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของสวน โม่ฉีค่อยๆ เปลี่ยนร่าง
ร่างกายเล็กจ้อยค่อยๆ ขยายตัว กลายเป็ชายหนุ่มรูปร่างกำยำสูงโปร่งในพริบตา เกล็ดทองจางๆ ยังคงเรืองแสงแ่เบาบนผิว ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ดวงตาสีครามเข้มฉายประกายอำนาจที่เหนืุ์
"เมื่อคืนเ้ายังครางเสียวซ่านไม่หยุด ปากตอนนี้กลับแข็งนักหรือ หนิงเฟิ่ง?" โม่ฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
หนิงเฟิ่งกำด้ามแส้แน่นจนข้อนิ้วขาว ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและความอาย "ข้าเพียงแค่... ยังไม่ตัดสินใจ"
"งั้นหรือ?" โม่ฉียิ้มมุมปาก ดวงตาสีครามเข้มเปล่งประกายอันตราย "ข้าให้เวลาเ้าไม่มากนัก แต่ข้าจะให้โอกาสเ้า 'ปรนนิบัติ' ข้าในร่างกิเลนน้อยก่อน เพื่อให้เ้าได้เรียนรู้สถานะใหม่ของตัวเอง"
คำพูดของเขาทำให้หนิงเฟิ่งสั่นะเื นางรู้ดีว่าเขาหมายความว่าอย่างไร การ "ปรนนิบัติ" ในความหมายของปีศาจเฒ่าตนนี้ย่อมไม่ใช่เื่ธรรมดา
เขากลับกลายร่างเป็กิเลนน้อยตัวขาวอีกครั้ง แล้วะโขึ้นไปนั่งบนตักของหนิงเฟิ่งที่กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งหิน น้ำหนักของเขาในร่างกิเลนน้อยไม่มากนัก แต่ความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายทำให้หนิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัด
"เริ่มเลย... ลูบหัวข้าให้ทั่ว ใช้มือทั้งสองข้าง" เสียงของโม่ฉีดังก้องในใจนางผ่านมนตราเชื่อมจิต
หนิงเฟิ่งหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย นิ้วเรียวของนางสั่นเทาแต่ยังคงยกขึ้นลูบไล้หัวทุยๆ และแผ่นหลังนุ่มของกิเลนน้อยตามคำสั่ง
ขนปุยนุ่มัักับฝ่ามือของนางอย่างอ่อนโยน แต่ทุกครั้งที่นางลูบ ไอร้อนจากปราณกิเลนจะซึมผ่านปลายนิ้วเข้ามาในกระแสเื ทำให้ร่างกายนางอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ความรู้สึกนั้นคล้ายกับการดื่มสุราอ่อนๆ ทำให้นางรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย
"ดีแล้ว... เ้าเริ่มเรียนรู้แล้ว" เสียงของโม่ฉีในใจนางเต็มไปด้วยความพึงพอใจ "ตอนนี้ลูบต่ำลงไปอีก... ตรงท้องน้อย"
หนิงเฟิ่งกัดริมฝีปากแน่น มือเลื่อนลงไปลูบไล้ท้องน้อยที่ปกคลุมด้วยขนนุ่มของกิเลนน้อย ขนปุยที่นุ่มนวลัักับฝ่ามือทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย แต่ความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขากลับทำให้นางรู้สึกอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ
จนนิ้วของนางบังเอิญััเข้ากับ "ส่วนลับ" ที่เริ่มแข็งขืนและร้อนระอุใต้พวงขน
ความรู้สึกจากการััท่อนเนื้อที่ร้อนแรงและมีเกล็ดทองขรุขระทำให้หนิงเฟิ่งสะดุ้งมือ ความทรงจำจากเมื่อเช้าที่นางถูกบังคับให้ลูบไล้ส่วนนั้นผุดขึ้นมาในใจอย่างชัดเจน
"อ๊ะ..." นางสะดุ้งมือ แต่โม่ฉีใช้พลังกดมือของนางไว้แน่น
"อย่าหยุด... ลูบมันให้ดีๆ เหมือนเมื่อคืนที่เ้าถูกมันบดเบียด" เสียงของเขาในใจนางเต็มไปด้วยความเย้ายวน
ใบหน้าของหนิงเฟิ่งร้อนผ่าว นางถูกบังคับให้ใช้นิ้วเรียวลูบไล้ท่อนเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้ขนของกิเลนน้อย รอยหยักขรุขระและเกล็ดทองละเอียดัักับปลายนิ้วนางจนเกิดกระแสเสียวซ่านไหลย้อนกลับเข้ามาในตัวนาง
ท่อนเนื้อนั้นร้อนแรงและแข็งขืนมากกว่าที่นางจำได้ เกล็ดทองที่ปกคลุมมีความขรุขระที่แปลกใหม่ ทุกครั้งที่นิ้วของนางเลื่อนไปตามแนวยาว เกล็ดเ่าั้จะขูดผ่านปลายนิ้วอย่างอ่อนโยนแต่เสียวซ่าน
"รู้สึกอย่างไรบ้าง สุนัขจิ้งจอกน้อย?" โม่ฉีถามในใจนางด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ย "เกล็ดทองของข้ามันขรุขระและร้อนแรงใช่ไหม? แตกต่างจากััของมนุษย์ธรรมดาที่เ้าเคยรู้จัก"
หนิงเฟิ่งไม่ตอบ แต่การที่นางไม่ดึงมือออกไปแสดงให้เห็นว่านางกำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกใหม่นี้ ท่อนเนื้อใต้มือของนางเริ่มแข็งขืนและร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เกล็ดทองเริ่มขยายตัวเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความขรุขระ
"ปีศาจ... เ้าเลวทรามนัก" นางกระซิบเสียงสั่นด้วยน้ำตาคลอ แต่มือของนางกลับไม่หยุดการเคลื่อนไหว
"ข้าเพียงแค่เริ่มสอนเ้าให้รู้จักหน้าที่ของเมียเท่านั้น" โม่ฉีตอบในใจนาง "และดูเหมือนว่าเ้าจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าที่ข้าคิด"
เขาปล่อยให้หนิงเฟิ่งลูบไล้ต่อไปอีกสักพัก เพื่อให้นางได้คุ้นเคยกับััของเขา ก่อนที่จะสั่งให้นางหยุด
"พอแล้ว... วันนี้เพียงเท่านี้ก่อน" เขาพูดในใจนางด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ "แต่จำไว้ว่า... นี่เป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น"
บ่ายวันนั้น สำนักบุปผาหิมะจัดประชุมศิษย์รุ่นใหญ่ที่ลานกลางสำนัก เพื่อหารือเื่การเฝ้าระวังพลังปีศาจรอบูเา ศิษย์หญิงกว่าแปดสิบคนนั่งเรียงแถวเป็ระเบียบ ลู่ชิงนั่งเป็ประธานที่แท่นสูง ส่วนหนิงเฟิ่งในฐานะศิษย์สายตรวจนั่งอยู่แถวหน้าสุด
บรรยากาศในลานเคร่งขรึม ศิษย์ทุกคนตั้งใจฟังการบรรยายเกี่ยวกับการป้องกันภัยจากปีศาจ หนิงเฟิ่งพยายามมุ่งสมาธิกับเนื้อหาการประชุม แต่ใจของนางกลับฟุ้งซ่านไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ความรู้สึกจากการััท่อนเนื้อของโม่ฉียังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว
กิเลนน้อยตัวขาวถูกอุ้มโดยลู่ชิงไว้ข้างกาย แต่ระหว่างที่การประชุมกำลังดำเนินไปอย่างเคร่งขรึม กิเลนน้อยกลับะโลงจากแท่นแล้ววิ่งปราดเข้ามาหาหนิงเฟิ่ง
"อ๊ะ... เ้ากิเลนน้อย มาทำอะไรตรงนี้" หนิงเฟิ่งแสร้งทำเสียงนุ่มนวล แต่ในใจเต้นระรัว
กิเลนน้อยไม่ตอบ มันวิ่งลอดเข้าไปใต้กระโปรงยาวของนางอย่างรวดเร็วและหายเข้าไปในชายผ้า
หนิงเฟิ่งตัวแข็งทื่อ
ภายในกระโปรงที่มืดสนิท ร่างเล็กจ้อยของกิเลนน้อยมุดไซ้ขึ้นไปตามต้นขาเนียนของนางทันที ขนปุยนุ่มเสียดสีกับิัด้านในที่อ่อนไหว จนหนิงเฟิ่งต้องกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียง
ความรู้สึกจากขนปุยที่นุ่มนวลเสียดสีไปตามิัด้านในของต้นขาส่งกระแสเสียวซ่านขึ้นไปยังสมอง หนิงเฟิ่งพยายามบีบขาเข้าหากันเพื่อป้องกัน แต่กิเลนน้อยกลับใช้พลังผลักขาของนางให้แยกออก
"ศิษย์เฟิ่ง... ท่านมีอะไรหรือไม่?" หนึ่งในศิษย์ที่นั่งข้างๆ ถามขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของนางแดงก่ำ
"ไม่... ไม่มีอะไร" หนิงเฟิ่งฝืนยิ้ม "ข้า... แค่รู้สึกร้อนเล็กน้อย"
ใต้กระโปรง โม่ฉีในร่างกิเลนน้อยซุกหน้าลงตรงเนินเนื้อนุ่มของนางโดยตรง จมูกเปียกชื้นดุนดันผ่านเนื้อผ้ากางเกงในบางๆ แล้วใช้ลิ้นสากเล็กๆ ตวัดเลียจุดอ่อนไหวของนางผ่านผ้า
ความรู้สึกจากลิ้นเปียกชื้นที่เลียผ่านเนื้อผ้าบางๆ ทำให้หนิงเฟิ่งสะดุ้งเล็กน้อย นางรู้สึกได้ถึงความขรุขระเล็กน้อยของลิ้นที่มีเกล็ดทองแม้จะถูกกั้นด้วยเนื้อผ้า ความรู้สึกนั้นแปลกใหม่และเสียวซ่านจนทำให้นางต้องกัดริมฝีปากแน่นขึ้น
"อื้อ..." หนิงเฟิ่งสะดุ้งเบาๆ มือทั้งสองข้างจิกขอบม้านั่งแน่น
ลิ้นของกิเลนน้อยเริ่มแผ่ปราณร้อนผ่านรอยหยักที่ซ่อนอยู่ใต้ขน มันเลียวนเวียนรอบจุดกระสันของนางอย่างจงใจ เกล็ดทองละเอียดที่ปกคลุมส่วนลับของเขาขูดผ่านเนื้อผ้าบางเบา สร้างความเสียวซ่านที่ทั้งสากและร้อนระอุ
การเลียไล้ผ่านเนื้อผ้าทำให้ความรู้สึกทั้งชัดเจนและคลุมเครือไปพร้อมกัน หนิงเฟิ่งรู้สึกได้ถึงความร้อนและความเปียกชื้นของลิ้น แต่เนื้อผ้าบางๆ กลับทำให้ความรู้สึกนั้นอ่อนลงเล็กน้อย ทำให้นางอยากได้มากกว่านี้โดยไม่รู้ตัว
หนิงเฟิ่งหน้าแดงจัดจนถึงใบหู ขาเรียวของนางหนีบเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ แต่ยิ่งหนีบ กิเลนน้อยยิ่งซุกตัวลึกเข้าไป ลิ้นสากถูไถแรงขึ้น รอยหยักขรุขระถูกกดทับและถูไปมาตรงจุดอ่อนไหวที่สุดของนาง
ความดันจากการถูไถผ่านเนื้อผ้าทำให้กางเกงในของนางเริ่มเปียกชื้น น้ำหวานเริ่มไหลเยิ้มออกมาจนซึมผ่านเนื้อผ้า ทำให้ลิ้นของโม่ฉีัักับความเปียกชื้นนั้นได้โดยตรง
"อ๊ะ...!" นางเผลอครางแ่เบาในลำคอ โชคดีที่เสียงการประชุมดังพอที่จะกลบเสียง
โม่ฉีหัวเราะในใจ เขาแผ่ปราณมลักออกมาเล็กน้อย กระตุ้นจุดชีพจรราคะของหนิงเฟิ่งให้ตื่นตัวเต็มที่ น้ำหวานเริ่มไหลเยิ้มชโลมกางเกงในของนางจนเปียกชุ่ม
ปราณมลักที่แผ่ออกมาจากเขาเป็พลังที่บริสุทธิ์และเข้มข้น มันซึมผ่านิัของหนิงเฟิ่งเข้าไปในกระแสเื ทำให้ร่างกายของนางร้อนรุ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นแรงขึ้น และความรู้สึกเสียวซ่านเพิ่มขึ้นเป็สองเท่า
หนิงเฟิ่งนั่งตัวตรงแสร้งทำเป็ฟังการประชุมอย่างตั้งใจ แต่ใต้กระโปรง ร่างกายของนางกำลังถูกทรมานด้วยความเสียวซ่านที่ไม่อาจบรรยายได้ ลิ้นเล็กๆ ของกิเลนน้อยเลียไม่หยุด เกล็ดทองขูดรีดผ่านจุดกระสันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนขาของนางสั่นเทา
ทุกครั้งที่ลิ้นของเขาเลียผ่านจุดกระสัน หนิงเฟิ่งรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นขึ้นไปตามกระดูกสันหลัง ความรู้สึกนั้นรุนแรงจนทำให้นางต้องใช้พลังจิตทั้งหมดเพื่อไม่ให้ตัวเองครางออกมา
"ศิษย์เฟิ่ง... ท่านดูไม่สบายเลยนะ" ลู่ชิงหันมามองด้วยความเป็ห่วง
"ข้า... ข้าแค่... ปวดท้องเล็กน้อย" หนิงเฟิ่งฝืนยิ้ม น้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย
ในขณะนั้น โม่ฉีจงใจใช้รอยหยักขยายตัวกดทับจุดเสียวของนางแรงขึ้น พร้อมกับฉีดปราณร้อนเข้าไปเล็กน้อย
ปราณร้อนที่ฉีดเข้าไปทำให้ความรู้สึกเสียวซ่านเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน หนิงเฟิ่งรู้สึกเหมือนมีลาวาร้อนไหลเข้าไปในร่างกาย ทำให้ทุกเซลล์สั่นะเืด้วยความเสียวซ่าน
"อ๊าาา..." หนิงเฟิ่งตัวกระตุกเกร็งไปทั้งร่าง ต้องใช้มือกุมปากตัวเองเพื่อกลั้นเสียงครางที่กำลังจะหลุดออกมา
ความเสียวซ่านพุ่งทะยานขึ้นสมอง นางรู้สึกเหมือนไฟลาวาไหลเวียนอยู่ในท้องน้อย น้ำหวานไหลเยิ้มไม่หยุดจนซึมผ่านเนื้อผ้าและหยดลงพื้นหินเบาๆ
กลิ่นหอมหวานจางๆ เริ่มลอยขึ้นมา แต่โชคดีที่ถูกกลบด้วยกลิ่นธูปและดอกไม้ในลาน ศิษย์คนอื่นๆ ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ แต่หนิงเฟิ่งรู้ดีว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายที่สุด
โม่ฉีไม่หยุดการเล้าโลม เขาใช้ลิ้นเลียรอบๆ จุดกระสันในแบบแผนที่ซับซ้อน บางครั้งเลียช้าๆ อย่างอ่อนโยน บางครั้งเลียเร็วๆ อย่างดุเดือด ทำให้หนิงเฟิ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะรู้สึกอย่างไรในวินาทีต่อไป
หนิงเฟิ่งพยายามมุ่งสมาธิไปที่การประชุม แต่ร่างกายของนางกลับทรยศนางอย่างไม่ใยดี สะโพกเริ่มขยับเล็กน้อยตามจังหวะการเลียของโม่ฉี ขาที่เคยหนีบแน่นเริ่มคลายตัวและแยกออกกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ไม่... ข้าต้องไม่ยอมจำนน..." นางคิดในใจ แต่ร่างกายกลับส่งสัญญาณตรงข้าม
ลิ้นของโม่ฉีเริ่มเลียลึกลงไปในร่องกลีบบุปผา แม้จะถูกกั้นด้วยเนื้อผ้า แต่ความดันและความร้อนจากลิ้นทำให้หนิงเฟิ่งรู้สึกเหมือนถูกเลียโดยตรง เกล็ดทองบนลิ้นขูดผ่านเนื้อผ้าที่เปียกชื้น สร้างความรู้สึกขรุขระที่เสียวซ่านจนแทบจะทนไม่ไหว
"อื้อ... อื้อ..." เสียงครางเบาๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
หนิงเฟิ่งกัดลิ้นตัวเองเบาๆ เพื่อกลั้นเสียงครางที่พยายามหลุดออกมา แต่ความเ็ปเล็กน้อยนั้นกลับทำให้ความรู้สึกเสียวซ่านเพิ่มขึ้นอย่างแปลกประหลาด
โม่ฉีรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของหนิงเฟิ่ง เขาเพิ่มความเข้มข้นของการเลียไล้ ใช้ลิ้นกดทับจุดกระสันแรงขึ้น พร้อมกับแผ่ปราณร้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง
ปราณร้อนที่แผ่ออกมาทำให้กางเกงในของหนิงเฟิ่งร้อนขึ้น ความร้อนนั้นซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปในิัอ่อนไหว ทำให้ความรู้สึกเสียวซ่านเพิ่มขึ้นเป็สองเท่า
"ข้าจะ... ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว..." หนิงเฟิ่งคิดในใจด้วยความสิ้นหวัง
นางเริ่มตระหนักอย่างชัดเจน...
ปีศาจตนนี้มีอำนาจล้นเหลือเกินกว่าจะต่อต้านได้
ต่อให้อยู่ในที่สาธารณะเต็มไปด้วยศิษย์ทั้งสำนัก เขาก็ยังสามารถทำให้นางถึงจุดสุดยอดได้โดยไม่ต้องปรากฏตัว
และความรัญจวนที่เขาประทับไว้ในร่างกายของนางเมื่อคืน... กำลังกัดกินสติปัญญาและศักดิ์ศรีของนางทีละน้อย
ความรู้สึกในท้องน้อยเริ่มสะสมขึ้นอย่างรวดเร็ว หนิงเฟิ่งรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังใกล้จุดสุดยอด แต่นางไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากนั่งนิ่งๆ และพยายามไม่ให้ใครสังเกตเห็น
โม่ฉีรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น เขาเพิ่มความเร็วและความแรงของการเลียไล้ ใช้ลิ้นกดขยี้จุดกระสันอย่างไม่หยุดหย่อน พร้อมกับแผ่ปราณร้อนออกมาเต็มที่
"มาเถอะ... ยอมจำนนซะ... ข้ารู้ว่าเ้าอยากได้" เสียงของเขาดังก้องในใจนาง
หนิงเฟิ่งสั่นะเืไปทั้งตัว ความรู้สึกเสียวซ่านพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด นางรู้สึกเหมือนกำลังจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ
"อื้อออ..." เสียงครางเบาๆ หลุดออกมาจากริมฝีปาก
ในวินาทีสุดท้าย โม่ฉีใช้เกล็ดทองที่ลิ้นขูดผ่านจุดกระสันอย่างแรงกล้า พร้อมกับฉีดปราณร้อนเข้าไปในปริมาณที่มากกว่าเดิม
ความรู้สึกนั้นรุนแรงเกินกว่าที่หนิงเฟิ่งจะทนได้ นางถึงจุดสุดยอดอย่างเงียบๆ ร่างกายกระตุกเกร็งเล็กน้อย มือทั้งสองข้างจิกขอบม้านั่งจนเล็บฝังลึก
น้ำหวานพุ่งออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ซึมผ่านกางเกงในและกระโปรงจนเปียกชุ่ม หยดลงพื้นหินเป็หยดเล็กๆ
หนิงเฟิ่งหลับตาลงแน่น น้ำตาแห่งความอับอายและความเสียวซ่านไหลรินลงแก้มบาง
'ข้า... ข้าจะยอมแพ้แล้วหรือ...'
ใต้กระโปรง กิเลนน้อยยังคงซุกไซ้และเลียต่อไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับกำลังประกาศชัยชนะอย่างเงียบๆ