เมื่อสิ้นคำกล่าวของเฟยซิ่วเสียงอันรีบร้อนได้ดังขึ้นทันที
“แล้วเ้าจะมัวบอกข้าอยู่ทำไมเล่า?!รีบเข้าไปช่วยนางซะ!” เพราะหากเป็คนอื่นเขาสามารถปล่อยผ่านไปได้แต่นี่เป็หลี่ฟางซิ่น ซึ่งตนเป็ต้นเหตุทำให้นางต้องหนีออกจากตระกูลหากเขาปล่อยให้นางตาย โดยที่สามารถช่วยเหลือได้ คงรู้สึกผิดอยู่ภายในใจไม่น้อย
เมื่อทราบว่าเป็ผู้ใดถูกโจมตีจูเยว่รีบใช้เวทย์ค้นหาทันที มันมีรัศมีไกลถึง 5 ลี้เวทย์นี้ไม่เหมือนกับการใช้พลังลมปราณตรวจสอบแต่อย่างใด
เพราะการใช้ลมปราณตรวจสอบนั้นมีระยะที่แคบกว่ากันมาก แต่สามารถทราบรายละเอียดต่างๆได้ชัดเจนกว่า
แต่เวทย์ค้นหาเป็การกระจายรัศมีเวทย์เบาบางออกไปเป็วงกว้างสามารถที่จะทราบตำแหน่งของสิ่งมีชีวิต และระดับพลังชีวิตที่เวทย์เคลื่อนผ่านหลังจากที่ตรวจดูพลังชีวิตของสตรีข้างหน้าที่ถูกสัตว์อสูรรายล้อมซึ่งเข้าขั้นวิกฤตหากยื่นมือช่วยเหลือช้าเพียงนิดอาจทำให้ไม่ทันการ
เมื่อคิดได้ดังนั้นระหว่างที่เฟยซิ่วกำลังพุ่งตัวออกไป จูเยว่รีบใช้ออกด้วยทักษะการเคลื่อนที่ย่างก้าววิหคเพลิงมายาขั้นที่1 มายาชั่วพริบตาทันที!
“คะใครกัน?!”
เฟยซิ่วที่เห็นเพียงแผ่นหลังของใครบางคนพุ่งทะยานแซงหน้าตนไปอย่างกะทันหัน จึงใไปชั่วขณะแต่เมื่อสังเกตดูแผ่นหลังที่พึ่งผ่านไปเมื่อครู่ กลับเป็ร่างของนายน้อยจูเยว่ตอนนี้มันรู้สึกตะลึงจนกรามล่างอ้าค้างออกมา
“พลังลมปราณที่แสดงออกเพียงระดับรวมลมปราณขั้นที่ 7 เท่านั้น แต่ฉไนความเร็วท่านถึงมากกว่าข้าที่อยู่ระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 2 กัน?!”
จูเยว่หาได้สนใจท่าทีตกตะลึงของเฟยซิ่วแม้แต่น้อยตอนนี้ตัวเขาเริ่มมองเห็นสตรีเบื้องหน้าได้อย่างแจ่มชัดในความทรงจำที่ได้หลอมรวมมานั้น นางเป็สตรีที่ดูงดงามจนไม่สามารถละสายตาได้คนนึง
แต่ร่างของนางที่จูเยว่เห็นในตอนนี้กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ด้วยกระบี่ในมือที่ถือ กลับชุ่มโชกไปด้วยคราบเืเสื้อผ้าที่สวมใส่มีสภาพฉีกขาด และรอยเืที่เปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งตัวพร้อมกับาแที่มีเืไหลรินออกมาเป็จำนวนมาก ทำให้นางดูน่าเวทนาอย่างที่สุด ถึงแม้จะมีสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนั้นแต่นางก็ยังมิล้มลงไป เป็เพราะเจตจำนงที่แน่วแน่และเด็ดเดี่ยวของตัวนาง
ตอนนี้สามารถเห็นสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายหมาป่า7 ตัวที่อยู่เบื้องหน้าของหลี่ฟางซิ่นพวกมันจ้องมองไปยังนางเสมือนจ้องมองมื้ออาหารที่แสนโอชะน้ำลายของพวกมันไหลออกจากปากไม่ขาดสาย
สัตว์อสูรทั้งเจ็ดรีบกระโจนเข้าไปแทบจะพร้อมกันในทันทีราวกับทราบว่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้า หาได้มีพิษสงอันใดอีกต่อไป
“ท่านพ่อ...ข้าคง..มิอาจได้พบเจอท่านอีกครั้ง...” ในตอนนี้หลี่ฟางซิ่นได้แต่กล่าวกับตัวเองด้วยเสียงที่แหบพร่า เตรียมฟาดฟันกระบี่สุดท้าย หวังที่จะสังหารศัตรูเบื้องหน้าให้ได้อีกเพียงสักตัวก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหมดลง
แต่กลับมีเสียงๆหนึ่งดังลอยผ่านอากาศเข้ามาในหูของนางจากบริเวณด้านหลังของเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังกระโจนเข้ามา
“พวกเ้าทั้งหมดจงมอดไหม้ไปซะ!” เป็เสียงของจูเยว่ที่กล่าวออกมาพร้อมจิตสังหารร่างกายของเขาตอนนี้ ได้ถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานด้านหลังปรากฏเงาร่างวิหคเพลิงขึ้นมา คล้ายเทพอัคคีที่ดูน่าเกรงขาม
ตอนนี้จูเยว่ได้ใช้ออกด้วยทักษะโจมตีเพลิงทลาย์ขั้นที่1 กายวิหคเพลิงออกมา มันเป็ทักษะที่เพิ่มพลังโจมตีและป้องกันให้ผู้ใช้ถึงสามระดับทำให้ขั้นพลังของเขาที่ใช้ออกในยามนี้ จึงเทียบได้กับระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 3!!
ปัง!ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!!...
พรึบบบ!!
ด้วยพลังที่เขาปลดปล่อยออกมาถึง7 หมัดในคราเดียวทำให้หมาป่าที่กำลังพุ่งตัวลอยหันหลังให้กับจูเยว่ไม่มีทางที่จะหลบเลี่ยงหมัดเหล่านี้ไปได้ หลังจากที่ได้รับการโจมตีนี้ไปร่างของสัตว์อสูรที่แทบจะแหลกเหลวอยู่แล้วได้ถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนแม้แต่ซากก็ไม่มีเหลือ สลายหายไปดั่งภาพมายาเสมือนไม่เคยมีพวกมันอยู่ตรงนั้นมาก่อน เหลือเพียงกลิ่นไหม้เนื้อที่ลอยโชยผ่านอากาศทำให้รับรู้ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็ความจริง หาใช่ภาพมายาแต่อย่างใด
เมื่อเหล่าสัตว์อสูรที่รุมล้อมนางเมื่อครู่ได้สิ้นชีวิตลงไปทั้งหมด จูเยว่ได้จ้องมองไปยังร่างอรชรเบื้องหน้าซึ่งตอนนี้ได้หมดสติและทอดร่างลงไปกับพื้น เนื่องจากเสียเืไปเป็จำนวนมากอีกทั้งยังใช้พลังลมปราณภายในร่างจนหมดสิ้น หากปล่อยนางทิ้งไว้โดยไม่ช่วยเหลือไม่นานนางคงสิ้นลมหายใจ
เฟยซิ่วได้มาถึงบริเวณที่จูเยว่จัดการสัตว์อสูรและมองไปยังร่างของหลี่ฟางซิ่นที่นอนหมดสติ จึงเอ่ยแก่นายน้อยขึ้นมา
“นายน้อยขอรับ...ดูเหมือนว่าอาการของนางจะสาหัสเป็อย่างมาก หากไม่เร่งให้การรักษา คาดว่านาง...คงไม่สามารถอยู่รอดได้เกิน 1 ชั่วยามเป็แน่”
ถึงแม้ว่าจูเยว่จะได้ยินคำกล่าวของเฟยซิ่วแต่ก็หาได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด เขาค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ร่างของนางที่นอนไม่ได้สติและเริ่มใช้มือััอย่างแ่เบา ปรากฏเป็แสงสีเขียวจางขึ้นปกคลุมทั้งร่างของนาง
ซึ่งเกิดจากเวทย์ธาตุไม้ที่จูเยว่ได้ศึกษาใน่เวลที่ผ่านมา เขาได้เรียกเวทย์นี้ว่าพฤกษาฟื้นฟูซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษา และฟื้นฟูร่างกายที่ได้รับาเ็แต่ก็ยังไม่แน่ใจในผลของมันมากนัก เพราะนี้เป็ครั้งแรกที่เขาได้ลองใช้มัน
ตอนนี้เมื่อสังเกตไปยังาแที่อยู่ทั่วร่างของหลี่ฟางซิ่น ปากแผลที่มีเืไหลเมื่อครู่กลับเริ่มที่จะหยุดไหลพร้อมกับค่อยๆสมานกัน แม้มันจะไม่ได้รวดเร็วมากนักเพราะต้องใช้เวลาถึงหนึ่งก้านธูปเพื่อรักษาแต่ก็นับว่ารวดเร็วกว่ากลืนกินโอสถธรรมดาทั่วไป
เพราะถึงแม้อาการของหลี่ฟางซิ่นจะค่อนข้างสาหัสแต่เป็ผลจากการเสียเื และใช้พลังลมปราณจนหมดสิ้น หาได้าเ็ภายในสาหัสทำให้เวทย์ระดับนี้ ก็เพียงพอที่จะรั้งชีวิตของนาง ให้กลับคืนมาจากโลกแห่งความตาย
“มันคือสิ่งใดกัน?…” เมื่อได้รักษาสตรีเบื้องหน้าและตรวจสอบร่างกายกลับพบพลังงานบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในร่างของนางซึ่งเหมือนกับว่ามันกำลังหลับไหลอยู่ และเขาได้ััถึงพลังธาตุบางอย่างอยู่ภายในด้วยเช่นกัน แต่ก็คิดว่าเป็ความลับส่วนตัวของนางจึงไม่คิดล่วงเกินตรวจสอบไปมากกว่านี้
“ปะปะ..เป็ไปได้อย่างไรกัน?!!”เสียงเฟยซิ่วะโขึ้นพร้อมกับด้วยดวงตาที่แทบจะถลนออกมาภายนอก ความรู้สึกประหลาดใจเหลือจะกล่าวได้ผุดขึ้นมาจนมันอดคิดขึ้นมาไม่ได้
“ท่านถึงกับรักษาอาการาเ็โดยไม่ใช้แม้แต่โอสถอันใด! ทะท่าน... ยังเป็มนุษย์อยู่ใช่หรือไม่?!” มันไม่รู้ว่าั้แ่นายน้อยเริ่มเข้าสู่หนทางการฝึกยุทธทำให้มันตกตะลึงจนแทบเสียผู้เสียคนเป็ครั้งที่เท่าใดแล้ว!
หลังจากที่รักษาจูเยว่ก็มีอาการเหนื่อล้าอยู่บ้างเพราะมันเป็เพียงเวทย์รักษาขั้นต้น ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและพลังลมปราณเวทย์พอสมควร