“ผู้อาวุโสและพี่น้องทุกท่านข้ามิต้องการคำขอขมาจากพวกท่านเลย เพียงแต่หวังว่าต่อจากนี้ไปจะไม่มีหมิงเป่าจูคนที่สองปรากฏขึ้นในหมู่บ้านอีก”
หมิงเป่าจูผู้ถูกทุกคนรุมประณามโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง
บางครั้งสิ่งที่ท่านเห็นก็ไม่ใช่ความจริงเสมอไปและสิ่งที่ท่านคิดว่าจริงก็ไม่แน่ว่าจะใช่ความจริงเช่นกัน
ที่ผ่านมาสิ่งที่นางต้องการที่สุดจากคนที่อยู่ร่วมหมู่บ้านเดียวกันก็คือ ‘การไว้เนื้อเชื่อใจ’
น่าเสียดายยิ่งนักสุดท้ายแล้วนางก็ไม่เคยได้รับมัน แต่ในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้างที่วันหนึ่งทุกคนต่างได้รู้ความจริง
เดิมทีนางไม่คิดจะพูดอะไรกับชาวบ้านเพราะอย่างไรเสียก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่แล้ว
แต่อีกไม่นานพวกนางก็จะย้ายไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ นางกลัวว่าจะมีใครมาซ้ำรอยเดิมของตนเอง
ไม่ว่าถ้อยวจีเหล่านี้จะมีประโยชน์หรือไม่อย่างน้อยนางก็พูดไปแล้ว
ระหว่างทางกลับบ้านหมิงเป่าจูนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงถามหลี่ไหวฺอวี้“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าหวังซื่อว่ายน้ำเป็น”
ไม่อย่างนั้นเขาจะตัดสินใจเตะหวังซื่อตกน้ำในฉับพลันได้อย่างไรการแสดงออกของมนุษย์ในยามฉุกละหุกเมื่อเผชิญหน้ากับอันตรายล้วนเป็นไปโดยสัญชาตญาณ นี่คือความจริงอย่างที่สุด
ครั้งแรกที่หวังซื่อดึงหมิงเป่าจูตกลงไปในแม่น้ำพร้อมกันนั้นนางวางแผนไว้ล่วงหน้า มีการเตรียมใจมาแล้ว
จึงสามารถแสร้งทำเป็นจมน้ำเพื่อรอคนมาช่วยได้
แต่ตอนที่หลับตานอนอยู่ตรงนั้นย่อมไม่คิดว่าตนเองจะต้องสัมผัสกับน้ำอีก
ดังนั้นหลังจากตกน้ำสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดก็ทำงาน ทุกสิ่งทุกอย่างจึงไม่อาจปกปิดได้อีก
“จริงด้วยสิพี่ไหวฺอวี้ ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ท่านทราบได้อย่างไร” หมิงเป่าอวี้ถามบ้าง
หากพี่สาวไม่ถามเขาก็เกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ตอนพี่ไหวฺอวี้เตะหวังซื่อตกน้ำ เขาก็ตกใจไม่น้อย
“ลองดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ”หลี่ไหวฺอวี้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับเป็นเรื่องปกติ
หมิงเป่าจูชะงักฝีเท้าเบิกตากว้างจ้องเขาเขม็งแค่ลองเนี่ยนะ!
ที่แท้เขาก็ไม่รู้ว่าหวังซื่อว่ายน้ำเป็นหรือไม่เพียงแต่การลงมือโดยอาศัยเพียงการคาดคะเนเช่นนี้ จะต่างอะไรกับการเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา!
“ท่านบุ่มบ่ามเช่นนี้หากมีคนตายขึ้นมาจะทำเช่นไร!” หมิงเป่าจูเหลียวมองรอบด้านก่อนเอ็ดเสียงเบา
บนถนนยังมีผู้คนสัญจรไปมาอยู่บ้างหากถูกใครได้ยินเข้า เรื่องคงไม่ใช่ย่อยๆ
“แต่ก็ไม่อันใดมิใช่หรือ”หลี่ไหวฺอวี้กล่าวอย่างไม่ยี่หระ ยกเท้าก้าวเดินต่อไป
“หลี่ไหวฺอวี้!หากหวังซื่อว่ายน้ำไม่เป็นจริงๆ เกิดจมน้ำตายขึ้นมา ท่าน... ท่านต้องถูกจับส่งทางการฐานฆ่าคนโดยเจตนาเลยนะ!”หมิงเป่าจูโกรธจนพูดไม่ออก
อันที่จริงนางเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกแท้จริงในใจคือความห่วงใย
หลี่ไหวฺอวี้ได้ยินคำกล่าวจึงหยุดฝีเท้า หมุนตัวกลับมา สายตาที่มองหมิงเป่าจูมีความเร่าร้อน เดินเข้ามาหานางทีละก้าว
“ที่แท้เจ้าไม่ได้ห่วงชีวิตของนางเพียงแต่กังวลว่าข้าจะถูกลากไปเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น”
หลี่ไหวฺอวี้จ้องหมิงเป่าจูจนพวงแก้มของนางร้อนผ่าวริมฝีปากขยับอยู่หลายครั้งแต่ก็มิอาจเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกมาได้
“ข้าไม่เคยถามที่มาของท่านไม่สนใจว่าเมื่อก่อนท่านเป็นมาอย่างไร แต่ตอนนี้ท่านอยู่บ้านของข้า ข้าย่อมต้องรับผิดชอบต่อท่าน”
นางมิใช่แม่พระเสียหน่อยจะห่วงชีวิตของหวังซื่อทำไม ผู้อื่นหมายเอาชีวิตตนเองตั้งหลายครั้งหลายหน ตนเองยังต้องคิดอีกหรือว่าคนผู้นั้นจะเป็นตายอย่างไร
เพียงแต่บุรุษผู้นี้ทำอะไรไม่มีเหตุผลสักนิดชอบทำตามอารมณ์ นางกลัวว่าเขาจะก่อเรื่องเดือดร้อนจนถึงแก่ชีวิต
“เจ้าวางใจเถิดข้ารู้จักขอบเขตดี” หลี่ไหวฺอวี้เห็นนางถลึงตาใส่ตนเอง จึงกล่าวเสริมประโยคหนึ่ง“ต่อให้จริงๆ แล้วนางว่ายน้ำไม่เป็น ข้าก็สามารถดึงนางขึ้นมาได้”
หมิงเป่าจูถึงกลอกตาใส่เขาไม่พูดอะไรอีก ยกเท้าเดินกลับบ้าน
คำกล่าวนี้หาใช่คำลวงไม่ด้วยวรยุทธ์ของเขา การช่วยชีวิตหวังซื่อที่กำลังจะจมน้ำคงไม่ใช่ปัญหา เช่นเดียวกับตอนที่เขาช่วยชีวิตนาง
หมิงเป่าอวี้เห็นทั้งสองทะเลาะกันก็ไม่กล้าเข้าไปแทรก ได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ
ตอนนี้พี่สาวเดินผ่านเขาไปอย่างกระฟัดกระเฟียดไม่แม้แต่จะสนใจเขา หมิงเป่าอวี้จึงหันไปมองหลี่ไหวฺอวี้ ทว่าอีกฝ่ายก็ได้แต่ยักไหล่อย่างจนปัญญา
หลี่ไหวฺอวี้มองเงาหลังของหมิงเป่าจูด้วยรอยยิ้มรีบสาวเท้าเดินตามนางไป ทั้งสามคนจึงเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกครั้ง
แท้จริงแล้ว การดูว่าหวังซื่อว่ายน้ำเป็นหรือไม่หาใช่เรื่องยากคนว่ายน้ำไม่เป็น ปกติแล้วจะต้องสำลักน้ำเข้าไปบ้าง แต่นางกลับหมดสติก่อนถูกดึงขึ้นฝั่งซ้ำยังไม่สำลักน้ำแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่หมิงเป่าจูตรวจดูบาดแผล แค่สังเกตจากลมหายใจก็รู้แล้วว่านางไม่ได้เป็นอะไรแน่นอนว่าแกล้งเป็นลม
ในเมื่อแกล้งเป็นลมทั้งยังไม่มีอาการหวาดผวาหลังจมน้ำ ลมหายใจก็สม่ำเสมออย่างน่าประหลาดเช่นนั้น จึงมีคำอธิบายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นนั่นคือหวังซื่อต้องว่ายน้ำเป็น
นอกจากนี้แม้ว่าหมิงเถี่ยจู้สามีภรรยาจะรักเงินทองยิ่งชีพ และเกลียดชังหมิงเป่าจูปานใดก็คงไม่ยอมเอาชีวิตตนเองไปเสี่ยง หากไม่มั่นใจ หวังซื่อจะดึงนางลงจากสะพานไปด้วยกันได้อย่างไร
“เสียดายสุดท้ายพวกเราก็จับปลาไม่ได้สักตัว”
เรื่องราวคลี่คลายลงได้นางย่อมรู้สึกยินดี แต่ก็น่าผิดหวังที่จับปลาไม่ได้ ดูท่าอาหารเย็นวันนี้คงต้องเปลี่ยนแผนเสียแล้วในบ้านน่าจะมีเนื้อตากแห้งที่ผู้ป่วยเคยเอามาให้เหลืออยู่บ้าง
“พี่หญิงท่านดูนี่อะไร” หมิงเป่าอวี้ยื่นกระบุงสะพายหลังให้นางดูอย่างภาคภูมิใจราวกับมอบสมบัติล้ำค่าให้นางก็ไม่ปาน
หมิงเป่าจูถูกขวางอยู่เบื้องหน้าก็ก้มมองลงไป เห็นปลาเงินอ้วนพีสองตัวซ้อนทับกันอยู่ก้นกระบุง ปากของมันยังพะงาบพยายามหายใจอยู่ตลอดเวลา มีสะบัดหางดิ้นอยู่บ้าง จนน้ำกระเซ็นมาโดนใบหน้าของหมิงเป่าจู
“พวกเจ้าจับได้หรือ”หมิงเป่าจูประหลาดใจจนพูดไม่ออก
“แน่นอนอยู่แล้ว!ข้าจับมาได้เองทั้งสองตัวเลย!” หมิงเป่าอวี้ท่าทางกระตือรือร้นราวกับวอนขอคำชม
แต่พอพูดจบก็รู้สึกผิดอยู่เล็กน้อยหากเขาไม่มัวแต่ตั้งใจจับปลา คงไม่คลาดจากเหตุการณ์ที่พี่สาวทะเลาะกับหวังซื่อบนสะพาน
มิเช่นนั้นเขาคงวิ่งเข้าไปขวางหน้าพี่สาวไว้แต่แรก บางทีอาจจะหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดขึ้นได้
หมิงเป่าจูเห็นน้องชายเศร้าสลดก็ยกมือลูบศีรษะของเขาเบาๆ ก่อนหันไปมองหลี่ไหวฺอวี้
หมอนี่กลับจับปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียววรยุทธ์สูงล้ำเพียงใด หากหาเลี้ยงชีพไม่ได้ ก็มิต่างอันใดกับหมอนปักลาย[1]อันหาประโยชน์ไม่ได้
หลี่ไหวฺอวี้“...”
นางมองเขาด้วยสีหน้าเช่นไรกันสายตาดูแคลน เยาะเย้ย ถากถาง ไม่อาจสื่อความหมายใดๆ ที่ทำให้เขารู้สึกดีได้เลย
นี่เป็นการจับปลาครั้งแรกของเขาผลงานเช่นนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ตอนถลันเข้าไปช่วยนางเขากำลังจะแทงปลาได้ตัวหนึ่งอยู่แล้วเชียว นางยังกล้ามาดูถูกเขาอีก
เขายกเท้าเหยียบอิฐหนาข้างทางอิฐก้อนนั้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ท่าทางไม่แยแสของเขาทำให้หมิงเป่าจูกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่กล้ามองเขาด้วยแววตาเช่นนั้นอีก
มีประโยชน์สิ!ใครบอกว่าไม่มี ลองไปโดนเตะสักทีจะรู้สึก
มื้อเย็นหมิงเป่าจูทำอาหารจากปลาทั้งหมดทั้งผัดเผ็ดหัวปลา เนื้อปลาลวกจิ้ม และน้ำแกงกระดูกปลา
ปลาตัวใหญ่อ้วนพีตัวหนึ่งหนักถึงสี่ชั่งกว่าๆ ทำอาหารได้มากมาย แค่ตัวเดียวก็เพียงพอ อีกตัวหมิงเป่าจูให้หมิงเป่าอวี้เอาไปให้จงต้าเหนียง
หลังอาหารเย็นหมิงเป่าจูเก็บล้างถ้วยชามเสร็จเรียบร้อย กลับมาอีกทีก็ไม่เห็นทั้งสองคนทั้งในห้องและนอกห้องล้วนไม่มี
นางเดินตรงไปที่ห้องด้านตะวันตกก็เห็นทั้งสองนอนแผ่อยู่บนเตียง มือหนึ่งลูบท้อง ปากก็พร่ำบอกว่าอิ่มเหลือเกิน
“ลุกขึ้นทั้งสองคนลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!” หมิงเป่าจูเดินเข้าไปดึงทั้งสองคนขึ้นมา“ตอนนี้พวกเจ้าออกไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก จนกว่าจะหายอิ่มแล้วค่อยกลับเข้ามา”
กินข้าวเสร็จแล้วนอนทันทีส่งผลเสียต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจได้ง่ายข้อเสียที่เห็นได้ชัดที่สุดคืออ้วน!
นานวันเข้าร่างกายจะเกิดปัญหา จะปล่อยให้พวกเขาติดนิสัยเช่นนี้ไม่ได้
ทั้งสองคนจึงจำใจต้องลุกขึ้นเดินตามกันออกไปข้างนอกทีละคน
หมิงเป่าจูเห็นสีหน้าไม่เต็มใจของพวกเขาก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกปนอ่อนใจอยู่ในห้อง
เชืงอรรถ
[1] หมอนปักลาย(绣花枕头) ใช้เปรียบเปรยถึงสิ่งของที่ภายนอกดูสวยงามแต่กลับไม่ได้งามอย่างที่เห็น คล้ายสำนวนไทยที่ว่า ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง