…………………..
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ แต่ในความคิดของหรั่งเหมือนล่วงเลยมาชั่วกัปชั่วกัลป์ แถมยังมีความมืดมิดที่เงียบงันคอยห้อมล้อม
“กี่โมงแล้วนะ เมื่อไหร่จะเช้า ”
หรั่งอยากออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ก็จำต้องแอบซ่อน ด้วยกลัวปีศาจสาวพบเจอ ทว่าเหมือนหนุ่มหล่อจะมีกรรม เพียงวินาทีต่อมา เขาก็เห็นเงาของใครบางคนลอดผ่านช่องประตูด้านล่าง ติดตามมาด้วยเสียงเคาะที่ค่อนข้างหนัก
“ ปัง ปัง ปัง…..”
“ ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ในนั้น ออกมาซะดีๆ อย่าให้ต้องใช้กำลัง เพราะข้าเริ่มหมดความอดทนแล้ว ”
หรั่งรู้ทันทีว่าเจ้าของเสียงคือใคร เพราะเขาได้ประมือกับหญิงนางนี้มาหลายวาระ
“ แย่ล่ะ นังปีศาจตามมาเจอแล้ว บัดซบที่สุด มันรู้ได้ไงว่าเราหลบอยู่ในโกดังนี้ ”
สารพันปัญหาตีเข้ามาในสมอง ซ้ำร้ายกว่านั้น ปีศาจสาวที่หน้าประตู ยังกดดันต่อด้วยการข่มขู่
“ไม่ต้องหลบให้วุ่นวาย ออกมามอบตัวซะดีๆ เจ้าคงไม่อยากให้ข้าโกรธหรอก ”
หรั่งมองปืนพกที่เหลือกระสุนไม่กี่นัด กับสปาต้าที่ยาวประมาณท่อนแขน เลยนึกละเหี่ยใจ เพราะสองสิ่งที่อยู่ในมือ ดูจิ๊บจ๊อย เมื่อเทียบกับพลังอำนาจของปีศาจร้าย
“เราจะเอาอะไรไปสู้กับมัน ” แต่ในขณะที่หรั่งท้อแท้ ก้นบึ้งของหัวใจก็ร่ำร้องให้ดิ้นต่อ เพราะนี่คือแนวคิดที่เขายึดถือมาทั้งชีวิต
“ ไม่สิ จะยอมแพ้ไม่ได้ ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ มันก็ต้องสู้ต่อไป ”
พอเห็นว่าสิ่งที่ตอบกลับมาคือ….ความเงียบ ปีศาจสาวก็เริ่มทุบประตูแรงขึ้น และด้วยพละกำลังที่เหนือมนุษย์ จึงทำให้ทวารเหล็กบานใหญ่ถึงกับพังทลาย
“ โครม……”
แสงไฟจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในโกดังมืดๆ ทำให้เห็นสภาพโดยรวมแบบรำไร ทว่านั่นไม่เป็นปัญหาต่อแวมไพร์สาว เพราะเธอคือสิ่งมีชีวิตแห่งราตรีกาล ไม่นาน ปีศาจร้ายก็แผดเสียงเล็กแหลมที่ดังกังวานไปทั่วสารทิศ
“คิดว่าจะหนีรอดได้ซักกี่น้ำ ช้าเร็ว เจ้าก็จะต้องกลายเป็นของข้าทั้งร่างกายและวิญญาณ ”
หรั่งนั่งซุ่มอยู่ในเงามืด ดวงตาจ้องมองร่างอรชรที่ยืนอยู่ตรงทางเข้า และพอเขาสงบใจได้ ก็นึกทบทวนถึงบางสิ่ง
“ก่อนจะลุยกับปีศาจตนนี้ ควรวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนก่อน อย่างแรกเลย ต้องคิดให้ออกว่ามันตามเรามาได้ยังไง หรือจะเป็นเพราะดวงตา แต่ประเด็นนี้ไม่เป็นไปได้ คงไม่มีสิ่งใดที่มองไกลเป็น 10 กิโล ไหนจะมีตึกรามบ้านช่อง สิ่งก่อสร้างคอยบดบังอีก ” เมื่อสมมุติฐานแรกล้มเหลว หรั่งก็ตั้งข้อสงสัยใหม่
“หรือจะเป็นสกิลการอ่านใจ จุดนี้ก็ไม่น่าใช่อีก ด้วยเราเคยหนีห่างจากปีศาจตนนี้ถึงหลายกิโล ดังนั้นเหลือความเป็นไปได้เพียงข้อเดียว นั่นก็คือมันตามรอยของเราด้วยการดมกลิ่น ”
หรั่งยอมรับว่านี่คือข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด เพราะถ้าปีศาจสาวมีสัมผัสทางนาสิกประสาทที่ดีในระดับสุนัข การดมกลิ่นที่ห่างไกลเป็นกิโลก็ไม่ใช่เรื่องยาก และนี่คือจุดที่เขาจะนำไปใช้
“ ดีล่ะ ต้องลองเสี่ยงดวงดูซักที ”
ปีศาจสาวยอมรับว่าเหยื่อที่หมายตานั้นเล่นยาก เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างนิ่ง ขนาดโดนกดดันหนักถึงเพียงนี้ ยังไม่ปรากฏอาการสติแตกให้เห็นเลยซักครั้ง แถมยังเล่นงานเธอได้หลายหน แต่นั่นก็ยิ่งทำให้อมนุษย์ชอบใจมากกว่าเดิม
“ถึงอย่างไร เราก็ต้องเอามนุษย์คนนี้มาเป็นบริวารให้ได้”
เมื่อคิดได้ดังนั้น ปีศาจสาวจึงเพ่งสมาธิ เพื่อใช้ความสามารถพิเศษที่ติดมากับเผ่าพันธุ์ นั่นก็คือ…..การดมกลิ่นที่ดีเลิศ
“ หึ หึ หึ ต่อให้เหยื่อที่หมายตาอยู่ห่างเกินกว่า 10 กิโลเมตร จมูกของข้าก็สามารถจับกลิ่นได้อย่างแม่นยำ และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้รู้ว่าเจ้าซ่อนอยู่ที่ไหน ” ปีศาจสาวหัวเราะนิดๆ ก่อนจะพบว่าหรั่งน่าจะแอบซ่อนอยู่ตรงหัวมุมทางเดิน เพราะกลิ่นของเขาที่อยู่บริเวณนั้นดูจะรุนแรงที่สุด
“รู้แล้วว่าเจ้าหลบอยู่ที่ไหน เสร็จข้าล่ะ ” ปีศาจสาวแสยะยิ้ม ก่อนจะกางเขี้ยวเล็บ พร้อมพุ่งตรงไปยังจุดหมาย แต่พอไปถึง ก็ต้องพบกับ……ความว่างเปล่า
“ เฮ้ย! หายไปไหน ก็กลิ่นของมันอยู่ตรงนี้นี่นา ”ปีศาจสาวนึกฉงน แต่พอสังเกตให้ดี ก็พบกับจุดกำเนิดของกลิ่น นั่นก็คือแจ็คเก็ตยีนส์ที่ตกอยู่บนพื้น
“อืม….กลิ่นของมนุษย์คนนั้นโชยมาจากแจ็คเก็ตยีนส์ตัวนี้ แล้วตกลงมันหายไปไหน ” ปีศาจสาวยังมีคำถาม แต่ไม่นาน เธอก็กระจ่างในทันที
“ ฉึก…….”
มีของแหลมเสียบเข้าไปที่กลางหลังของปีศาจสาวจนทะลวงไปโผล่ช่วงทรวงอก เมื่อปีศาจสาวก้มลงมอง ก็พบว่าศาสตราที่พุ่งทะลุร่างบางก็คือ…..มีดสปาต้าเล่มเขื่อง
“เสร็จชั้นล่ะ เจ้าปีศาจ ”ผู้ที่พุ่งเข้ามาแทงปีศาจสาวก็คือหรั่งคนเดิม
ด้วยความที่ปีศาจสาวอยู่มานานนับ 100 ปี จึงเข้าใจทันทีว่าหรั่งรู้ว่าเธอมีความสามารถทางด้านดมกลิ่น เลยแกล้งถอดแจ็คเก็ตยีนส์ออก เพื่อหลอกล่อให้สนใจ จากนั้นก็ฉวยโอกาสลอบทำร้ายจากทางด้านหลัง
“หน็อย….เจ้ามนุษย์คนนี้ ทำไมเจ้าเล่ห์นัก ”
ทว่าการจู่โจมครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ปีศาจสาวจบชีวิต ตรงกันข้าม กลับสร้างความโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น มันเลยข่มขวัญด้วยการหันมาแสยะยิ้ม
“ หึ หึ หึ คิดหรือว่าแค่นี้จะฆ่าข้าได้ ”
หรั่งอยากจะบอกว่า….รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะขนาดแทงด้วยไม้แหลมที่ยาวเกินแขน ยังสังหารปีศาจสาวไม่ได้เลย และแค่มีดสปาต้าจะทำอะไรได้ แต่เขาไม่อยากเสียเวลาพ่นวาจา จึงถอยฉากออกมา ปิดท้ายด้วยการชักปืนยิง
“ ปัง……”
กระสุนเข้ากลางหน้าผากของปีศาจสาว เพราะในขณะที่ยิง หรั่งอยู่ห่างจากเป้าหมายเพียงไม่กี่ก้าว และด้วยความแรงของดินปืน ก็ส่งผลให้ให้ร่างบางล้มลง
หรั่งยังเล็งปืนไปยังปีศาจสาวที่นอนหงาย เพราะไม่แน่ใจว่ามันตายแล้วหรือยัง และไม่นาน ลางสังหรณ์ของเขาก็เป็นจริง เมื่ออมนุษย์หน้าสวยได้ยันกายขึ้นมาอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน
“ หึ หึ หึ นับว่าเจ้าเป็นมนุษย์ที่ใจเด็ดมาก เพราะในจังหวะที่ลั่นไก สีหน้ากลับดูสงบเยือกเย็น เสมือนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเจ้า ”
พอสิ้นคำของปีศาจสาว หัวสมองของหรั่งก็ย้อนระลึกถึงชีวิตในอดีต ซึ่งเคยเป็นเด็กเหลือขอที่สังคมไม่ต้องการ ในตอนนั้น เขาแทบจะทำเรื่องเลวมาหมดทุกอย่าง แต่เพื่อไม่ให้เตลิดไกลไปมากกว่านี้ หนุ่มหล่อก็รีบดึงสติกลับมาอยู่ในปัจจุบัน
“ คาดไว้แล้วว่าแกไม่น่าจะไม่ตาย” เมื่อครั้งแรกไม่เป็นผล หรั่งก็เตรียมปล่อยกระสุนนัดที่สอง แต่ไม่มีอะไรพุ่งจากปากกระบอกปืน นอกเสียงจากเสียงเข็มแทงชนวน
“ แฉ๊ะ……”
“บ้าเอย…..กระสุนหมดจนได้ ” หรั่งลองลั่นไกอีกสองสามที แต่ผลก็ยังเหมือนเดิม ส่วนปีศาจสาวก็ลุกขึ้นยืนแบบไม่รีบร้อนนัก ดวงตาที่มองมายังหนุ่มหล่อ แฝงแววปรารถนาอย่างชัดเจน
“ หึ หึ หึ เมื่อเจอแบบนี้ เจ้าจะทำอะไรได้อีก ”ปีศาจสาวกล่าวแผ่วเบา พร้อมดึงสปาต้าคมกริบออกมา ทำให้เลือดแดงสดทะลักจากบาดแผล แต่สีหน้าของมันกลับไม่แสดงออกถึงความเจ็บปวด มิหนำซ้ำยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความพอใจ
หรั่งนิ่งอึ้งอยู่อึดใจ เขาไม่คิดว่าจะมาพบเหตุการณ์แบบนี้ มันเป็นฉากที่ก้ำกึ่งระหว่างสยดสยองและขยะแขยง
“นี่เรากำลังผจญกับตัวอะไร ”
แต่พอตั้งสติได้ หรั่งก็รีบวิ่งออกจากโกดัง หวังไปให้พ้นจากขุมนรกแห่งนี้
“อยู่ไม่ได้แล้ว ”
……………………..
อัลเบิร์ตและสองสาวมาถึงโกดังเก็บของขนาดใหญ่ เลยพบว่าสถานที่แห่งนั้นไร้ประตู ด้วยเพิ่งถูกบางสิ่งที่ทรงพลังกระแทกใส่ พวกเขาเลยจอดรถไว้ที่ด้านหน้า แล้วรีบเดินเข้ามาดู จึงพบกับเลือดกองโตบนพื้น
“ โอ้โห……มีใครฆ่ากันตายที่นี่หรือไง ถึงได้ชุ่มโชกขนาดนี้” ยูมิโกะแกล้งพูดติดตลก แต่ไม่มีใครขำด้วย โดยเฉพาะสาวสวยอย่างวอนจอง ดูจะจิตตกอย่างรุนแรง เพราะในชีวิตของเธอไม่ค่อยได้พบเจอเรื่องราวที่โหดสลัด
อัลเบิร์ตไม่สนใจสองสาว เขายังคงก้มๆเงยๆ เพื่อมองหาเบาะแสชิ้นสำคัญ ทำให้พบกับสปาต้ายาวเท่าแขนที่ตกอยู่กลางกองเลือด ใกล้กันนั้นก็ปรากฏกระสุนที่ใช้แล้ว ลูกตะกั่วนั่นแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ราวว่ากระแทกกับบางสิ่งที่แข็งสุดๆ
“การต่อสู้เกิดขึ้นที่นี่ ” อัลเบิร์ตพึมพำเบาๆ สองตาสำรวจรอยเท้าที่เกลื่อนพื้น เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด ซึ่งก็ค่อนข้างแม่นยำ ด้วยเขาเคยเป็นนายพรานมาก่อน
ไม่นาน อัลเบิร์ตก็พบสองรอยเท้าที่เดินออกจากโกดัง รอยแรกเป็นรองเท้าผ้าใบที่ค่อนข้างหนัก คล้ายเจ้าของกำลังวิ่งอยู่ ส่วนอีกรอยเป็นเท้าเปล่าที่เรียวบาง บอกให้รู้ว่าเจ้าของน่าจะเป็นอิสตรี
“พวกเขาไปจากนี่ ชายหนุ่มเป็นฝ่ายวิ่ง นั่นก็แปลว่าปีศาจที่ไล่ตาม เป็นเพศหญิง ” อัลเบิร์ตได้บทสรุป แต่เขาจะกระจ่างทุกจุด ก็ต่อเมื่อเจอบุรุษที่กำลังหนี เลยร้องบอกสองสาว
“ข้ารู้แล้วว่าพวกนี้ไปไหน รีบตามมาเร็ว เจ้าหนุ่มคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย ”
สองสาวหันไปมองหน้ากันเองแวบนึง ก่อนจะเดินตามอัลเบิร์ตที่รีบจ้ำออกจากโกดังใหญ่ ในใจของพวกเธอคิดตรงกัน
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/darksidewriter.versionend.of.the.alley
