อากาศหนาวเหน็บในยามฤดูหิมะตกสายน้ำเย็นเยือกกัดเซาะเข้าไปในกระดูก
น้ำตกของวัดหลี่เฉวียนม้วนตัวด้วยคลื่นน้ำนับไม่ถ้วนและหลังน้ำตกมีโพรงถ้ำอยู่แห่งหนึ่งฟ่านเสวี่ยหลีกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นและปล่อยให้น้ำตกไหลกระทบลงบนตัวของเขา
“อาศัยพลังของผาน้ำตกเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตบะเพื่อบรรลุให้ถึงระดับบ่มเพาะกระดูกของเนื้อกายขั้นสามโดยเร็วที่สุด!”
พลังเนื้อกายของเขายังอ่อนแอเกินไปแม้บ่มเพาะอย่างยากเข็ญเป็เวลาหลายปีแต่ตอนนี้ยังเป็แค่ระดับบ่มเพาะเนื้อเยื่อของเนื้อกายขั้นสองส่วนหัวหน้าพ่อบ้านอยู่ระดับบ่มเพาะกระดูกขั้นสามยังคงเป็ศัตรูที่เขาไม่อาจชนะได้ในตอนนี้
แต่ภายใต้ความแรงของน้ำตกที่กระทบลงบนตัวของฟ่านเสวี่ยหลีทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกว่าเส้นลมปราณกำลังแตกออกเป็เสี่ยงๆและอาเจียนออกมาเป็เื เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงลุกออกจากโพรงถ้ำนั่นทันที
“ล้มเหลวอีกแล้วหรือ”ฟ่านเสวี่ยหลีหรี่ตาลง
“ถึงจะล้มเหลวแต่จะเป็อะไรไป!”สายตาของฟ่านเสวี่ยหลียังคงมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้
“เมื่อพันปีก่อนข้าได้เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์อย่างเตาไฟแห่งสมาธิและคิดจะควบคุมมันแต่สุดท้ายมันกลับทำให้ิัแตกออกเป็เสี่ยงๆ สูญเสียการได้ยิน การมองเห็นและการได้กลิ่น เหลือเพียงหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่ แต่ข้าไม่ยอมแพ้!”
“ความมั่งคั่งของอาณาจักรไท่เฮ่าถือเป็ที่สุดในใต้หล้าแต่วัตถุดิบสมุนไพรที่รวบรวมมากลับไม่สามารถปราบพลังของเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์นี้แต่ข้าก็ยังคงไม่ยอมแพ้”
“สุดท้ายแล้วข้าพยายามมากว่าสามปี จนในที่สุดก็สามารถเอาชนะเตาไฟแห่งสมาธิได้และบ่มเพาะพลังศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอดอย่างเพลิงสัจธรรม”
บนโลกใบนี้สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดก็คือเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์
เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังเ่าั้ดังเช่นคัมภีร์เขาเมฆาทะยานฟ้า นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งแห่งอาณาจักรต้าเซี่ยเคยใช้มันผ่าเทือกเขาแห่งหนึ่งทำให้พื้นที่รัศมีกว่าร้อยลี้กลายเป็อาณาเขตของเขาและทำให้เผ่าปีศาจนับแสนตายตก
แน่นอนว่าเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ยิ่งทรงพลังมากเท่าใดก็จะยิ่งควบคุมได้ยากขึ้นเท่านั้นพลังย้อนกลับก็จะยิ่งรุนแรงและยิ่งกลืนกินพลังชีวิต
เตาไฟแห่งสมาธิเป็เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ระดับอาณาจักรที่สุดแสนจะลึกลับและเป็สิ่งที่ฮูหยินชิงซีอยากจะได้มาเมื่อชาติก่อนฟ่านเสวี่ยหลีใช้เวลาถึงสามปีกว่าจะควบคุมมันได้ โดยระหว่างนั้นก็ต้องผ่านความอันตรายมานับครั้งไม่ถ้วน
แม้ว่าตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีจะไม่มีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์นี้แล้วแต่เขามีประสบการณ์การบ่มเพาะและความเข้าใจอย่างถ่องแท้เมื่อพันปีก่อน
เมื่อพันปีก่อนเขาในฐานะองค์ชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรไท่เฮ่าย่อมรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการกำเนิดของสมบัตินับไม่ถ้วนถึงแม้ว่าสมบัติส่วนใหญ่จะถูกผู้คนแย่งชิงไปแล้ว แต่ยังคงมีสมบัติที่ยังถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินและเฝ้ารอให้เขาค้นพบ
ในทำนองเดียวกันเขายังเป็ถึงปรมาจารย์ปรุงยา ฝีมือในการปรุงยาของเขาไม่อาจหาผู้ใดมาเทียบได้
เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ก็เท่ากับเขามีการเริ่มต้นที่ดีอยู่ในมือขอเพียงเขาพบโอกาสก็จะบ่มเพาะจนมีระดับฝีมือที่เทียบเท่าหรืออาจจะสูงกว่าชาติก่อน
หนึ่งในนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการฝึกฝนร่างกาย
ตัวเขาในชาติก่อนไม่อาจต่อกรกับฮูหยินชิงซีได้ด้วยเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์อย่างเพลิงสัจธรรมเพียงอย่างเดียวเนื่องจากร่างกายไม่ได้รับการขัดเกลาที่เพียงพอหากรากฐานร่างกายมีความแข็งแกร่งเพียงพอไม่เพียงแต่จะต้านทานมารในใจได้อย่างง่ายดาย แต่ยังสามารถแสดงพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้หลากหลายโดยที่ร่างกายไม่ได้รับผลกระทบ
“ทุกคนต่างนับถือเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์เป็ดั่งพระเ้าแม้ว่าผู้คนจะไม่ค่อยสนใจการบ่มเพาะเนื้อกาย แต่มันเป็สิ่งที่มีความสำคัญมาก”
ดังนั้นในชาตินี้ฟ่านเสวี่ยหลีจึงยิ่งให้ความสำคัญต่อการบ่มเพาะเนื้อกาย
เมื่อคิดถึงเื่นี้ดวงตาของเขาก็ร้อนผ่าว รีบวิ่งเข้าไปในน้ำตกเพื่อบ่มเพาะอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดเมื่อร่างกายเต็มไปด้วยาแและรอยฟกช้ำรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อและเส้นประสาทกำลังจะแตกขาด เขาจึงออกมา
“ดูเหมือนการบ่มเพาะในวันนี้จะต้องหยุดลงเพียงเท่านี้หากขืนบ่มเพาะต่อไปคงได้รับาเ็สาหัส น่าเสียดายที่ไม่มียาขัดเกลาร่างกาย”ฟ่านเสวี่ยหลีตระหนักถึงขีดจำกัดของตัวเองในตอนนี้
“พรุ่งนี้คือวันพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยครั้งสำคัญที่สุดของตระกูลขอเพียงได้อยู่ในสิบอันดับแรกก็จะได้รับรางวัลมากมาย หากเป็อันดับหนึ่งจะได้รับยาขัดเกลาร่างกายวิเศษชั้นดีมายกระดับตัวเองมันถือเป็โอกาสครั้งหนึ่ง” เพียงนึกถึงพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยในวันพรุ่งนี้ฟ่านเสวี่ยหลีก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
“พิธีใหญ่ในวันพรุ่งนี้มีผลประโยชน์มากนักดังนั้นจึงมีคนพยายามฆ่าข้าก่อนเริ่มงานพิธีนั่นเพื่อรีบกำจัดเสี้ยนหนามการที่หัวหน้าพ่อบ้านมาแย่งกระบี่์ไปก็เพราะมันมีประโยชน์ในพิธี”
“ให้ตายเถอะ ไอ้หัวหน้าพ่อบ้านสมควรตาย!”
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีจินตนาการภาพเหตุการณ์ที่ข้าวของในบ้านถูกทำลายจินตนาการฉากที่ท่านแม่คอยปกป้องกระบี่์สุดชีวิต ดวงตาของเขาพลันเย็นเยียบ
แต่ทันใดนั้น เหมือนมีไอปราณอันเป็เอกลักษณ์ลอยมาจากทางวัดวัดหลี่เฉวียนแวบหนึ่ง
“เอ๋?”
ฟ่านเสวี่ยหลีััได้ทันทีมันเป็ไอปราณที่มีเอกลักษณ์ ทั้งลึกล้ำราวกับมหาสมุทร ทั้งสงบราวกับสรวง์ช่างยากจะเข้าใจ
เมื่อชาติก่อนเขาเป็ปรมาจารย์ปรุงยาดังนั้นเขาจึงััได้ถึงความผันผวนของไอปราณที่ผู้อื่นไม่สามารถััได้
“วัดหลี่เฉวียนไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนและไม่มีผู้ใดเข้ามาในนี้มากว่าหลายปีแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ฟ่านเสวี่ยหลีครุ่นคิดอย่างเคร่งขรึม
เขาเข้าไปในวัดหลี่เฉวียนอย่างรวดเร็ว
บริเวณโดยรอบของวัดหลี่เฉวียนเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่ปีแล้วที่ไม่มีผู้ใดเข้ามา
จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นหนูสองตัวที่ร้องเสียงแหลมตรงหน้าอย่างรวดเร็วตัวหนึ่งสีเหลืองอีกตัวหนึ่งสีขาว พวกมันกำลังวิ่งวนอยู่รอบๆ ต้นเหนียงขนาดใหญ่
ต้นเหนียงต้นนี้มีขนาดใหญ่เสียจนต้องใช้คนถึงสี่ห้าคนโอบตั้งตระหง่านสูงเทียมเมฆ ทำให้ผู้คนต่างสงสัยว่ามันอาจเกิดจิติญญาแล้ว
เมื่อหนูทั้งสองเห็นฟ่านเสวี่ยหลีที่กำลังเดินเข้ามาพวกมันก็ส่งเสียงร้องและวิ่งไปอีกด้านหนึ่ง
“วัดหลี่เฉวียน! ต้นเหนียง! หนู! เหตุใดถึงรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นี้เหลือเกิน” จู่ๆความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของฟ่านเสวี่ยหลี แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
หลังจากที่เพิ่งเกิดใหม่ความทรงจำยังคงยุ่งเหยิงอยู่บ้างเล็กน้อย
แต่ไม่ว่าอย่างไร ไอปราณเมื่อครู่นี้คงมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนูสองตัวที่อยู่ตรงหน้าแน่
ฟ่านเสวี่ยหลีเดินตามหนูสองตัวที่วิ่งหนีไปอย่างไม่ลังเล
หากมีสมบัติซ่อนอยู่ที่นี่จริงๆแม้ว่าจะถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น แต่พวกหนูเหล่านี้สามารถหามันได้ตราบใดที่พวกมันถูกต้อนจนมุมก็จะหนีไปยังจุดที่ลึกลับที่สุดโดยธรรมชาติ
เป็ไปตามที่ฟ่านเสวี่ยหลีคาดการณ์หนูสองตัวนั้นเริ่มวิ่งหนีตายอย่างบ้าคลั่ง
ฟ่านเสวี่ยหลีวิ่งตามและพยายามดักทางพวกมันไม่นานนักก็พบว่าเ้าหนูสองตัวนั่นมุดลงไปในรอยแตกบนพื้น
“น่าจะอยู่ตรงนี้”ฟ่านเสวี่ยหลีหยิบพลั่วขึ้นสนิมที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาและขุดไปที่รูหนูนั่น
หลังจากขุดไปสักพักเขาก็พบห้องใต้ดินด้านล่าง
เมื่อยกแผ่นหินออกก็พบกับเงินที่วางเต็มเกือบครึ่งห้อง
หัวใจของฟ่านเสวี่ยหลีเต้นแรงขึ้นที่นี่มีเงินหลายพันตำลึงวางไว้ข้างหนึ่งอย่างเรียบร้อย เปล่งประกายเจิดจ้าเพียงพอที่จะทำให้มั่งคั่งไปชั่วชีวิต
แม้ว่าเงินเหล่านี้จะถูกซ่อนเอาไว้ในห้องใต้ดินนี้แต่ก็ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีราวกับเป็ของใหม่ ้าของเงินมีสัญลักษณ์“ขุมทรัพย์ใต้ดินแห่งปฐมปี” สีของตัวอักษรยังคงคมชัดสดใสมีเพียงในพระราชวังเท่านั้นที่จะมีเงินมากมายขนาดนี้
ฟ่านเสวี่ยหลีรู้ทันทีว่าถ้านำเงินเหล่านี้ออกไปใช้โดยไม่ผ่านการถลุงก็จะถูกตรวจสอบและตามมาด้วยปัญหามากมายอย่างแน่นอน
ขุมทรัพย์ใต้ดินแห่งปฐมปีเป็สัญลักษณ์ประจำชาติของอาณาจักรต้าเซี่ยเมื่อพันปีก่อนถ้าเขานำเงินเหล่านี้ออกไปใช้ เกรงว่าจะตายในไม่ช้า
เขาสงบสติลงนำหินและดินกลบมันกลับให้เหมือนเดิม จากนั้นเขาก็ขุดต่อไปเรื่อยๆจนขุดเจอกับช่องทางหนึ่ง
“ไม่รู้ว่าด้านล่างนี้จะมีอะไรที่ทำให้ข้าประหลาดใจอีก”
สิ่งที่ทำให้เขาตะลึงคือเขาขุดจนพบกับห้องใต้ดินอีกห้องหนึ่งและมันเต็มไปด้วยทองคำสีแดงที่มีสัญลักษณ์ขุมทรัพย์ใต้ดินแห่งปฐมปีเช่นเดียวกัน
ทองคำเจ็ดส่วนจะเป็สีเขียวทองคำแปดส่วนจะเป็สีเหลือง ทองคำเก้าส่วนจะเป็สีม่วงแต่ถ้าทองคำแท้สิบส่วนเต็มจะเป็สีแดง
ทองคำแท้สิบส่วนสีแดงจะต้องสกัดด้วยกรรมวิธีการเล่นแร่แปรธาตุแบบพิเศษทองคำเช่นนี้ถูกเรียกว่าทองคำบริสุทธิ์ และใช้แสดงถึงสถานะของเหล่าชนชั้นสูง
ส่วนทองหนึ่งตำลึงจะเท่ากับสิบตำลึงเงินซึ่งมีมูลค่ามากกว่าห้องที่แล้ว
หากคนอื่นรู้เื่เกี่ยวกับขุมทรัพย์นี้เข้าคงเสี่ยงชีวิตมาเอามันไปแน่นอน
หัวใจของฟ่านเสวี่ยหลีเต้นรัวเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถึงจะสงบสติลงได้
ทันใดนั้นพลั่วเหล็กของเขาก็ขุดกระแทกกับชิ้นส่วนเหล็กทองคำแข็งจนเสียงดังฮึ่ม
เขาชะงักไปชั่วครู่เมื่อยกหินที่อยู่้าออกก็พบกับประตูประหลาดบานหนึ่งที่มีตัวอักษรโบราณมากมายสลักไว้ซึ่งดูเก่าแก่มาก
ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกว่าด้านหลังประตูมีไอปราณที่ทำให้คนหายใจไม่ออกอยู่
ไอปราณแปลกๆที่ััได้ก่อนหน้านี้ก็มาจากที่นี่
ฟ่านเสวี่ยหลีเปิดประตูโดยไม่ลังเล
ในฐานะองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรไท่เฮ่าเขาไม่เคยเกรงกลัวสิ่งชั่วร้ายใดๆ ลมปราณพิลึกนี้จะแน่สักแค่ไหนเชียว
ด้านคือทางคดเคี้ยวสายหนึ่ง
เมื่อขว้างก้อนหินเข้าไปหลายก้อนแล้วไม่พบกับความผิดปกติอะไรฟ่านเสวี่ยหลีก็เดินเข้าไปในทางเดินโดยที่จับกำแพงด้านหนึ่งไว้
ท่านพ่อเคยบอกกับเขาว่าวีรบุรุษที่แท้จริงคือผู้ที่กล้าหาญและมีไหวพริบ
เขาไปถึงจุดสิ้นสุดของทางเดินอย่างรวดเร็วและพบกับห้องที่มีหินโลหิตฝังอยู่บนผนังมันส่องสว่างจนเห็นทุกอย่างที่อยู่ภายในห้อง
เขาเดินเข้าไปให้ห้องอย่างระวังตัว
ห้องนี้ขนาดไม่ใหญ่นักมีโต๊ะหยกตั้งอยู่ตรงกลาง มันทั้งใสและสวยงามเกินบรรยาย
บนโต๊ะหยกมีพู่กัน หมึกกระดาษ และถาดน้ำหมึก ขนพู่กันนั้นทำมาจากขนสุนัขจิ้งจอกบริสุทธิ์อันสง่าราศีถาดน้ำหมึกทำมาจากหยกไผ่สีม่วง สามารถให้ความอบอุ่นได้แม้ในยามฤดูหนาวส่วนกระดาษนั่นคือกระดาษหยกหอม มันเป็กระดาษที่ส่งกลิ่นหอมแม้จะวางเอาไว้กว่าร้อยปีก็ไม่สลายเสียหาย
สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือหมึกไม้กฤษณาอายุนับร้อยปีแม้จะมีกลิ่นหอมมาก แต่ก็มีกลิ่นสุราจางๆ
ไม่รู้ว่าสมบัติเหล่านี้ถูกซ่อนเอาไว้กี่ปีแล้วแต่ไม่มีความเสียหายใดๆ และห้องยังอยู่ในสภาพสะอาดเหมือนใหม่ ช่างสมบูรณ์แบบและน่าทึ่ง
ฟ่านเสวี่ยหลีเดินไปที่โต๊ะหยกและมองดูเครื่องเขียนเ่าั้อย่างละเอียดไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาถึงรู้สึกถึงไอปราณบางอย่างจากพู่กันขนจิ้งจอกนั่นและบนกระดาษหยกหอมก็มีช่องว่างสิบสี่ตัวอักษรที่ราวกับกำลังรอใครสักคนเขียนลงไป
โต๊ะหยกตัวนี้ดูเหมือนจะเก็บซ่อนพลังอันยิ่งใหญ่ที่สอดคล้องกับช่องว่างเหล่านี้เอาไว้แต่พวกมันก็เหมือนถูกพลังบางอย่างผนึกเอาไว้เช่นกัน
“สามารถรักษาไอปราณของที่นี่ไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์จะต้องเป็วัตถุที่มีจิติญญา หรือว่าจะเป็เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์?ส่วนช่องว่างเหล่านี้เป็กุญแจในการไขปลดผนึก?”
ฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
เมื่อพันปีก่อนเขาเคยเห็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์มากมายที่ถูกผนึกเอาไว้ลักษณะนี้ หากสามารถปลดผนึกได้ก็จะได้รับเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์
เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ทุกชิ้นต่อให้เป็เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ระดับต่ำสุดก็ไม่อาจประเมินค่าได้!
อำเภอทั้งเจ็ดที่อยู่ใกล้เคียงกับเมืองฉางซานในตอนนี้มีไม่ถึงสิบคนที่มีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ใน
“อักษรสิบสี่ตัวนี้คงจะเป็สองวรรคในบทกลอนอะไรสักอย่างสินะ”ฟ่านเสวี่ยหลีหยิบพู่กันขึ้นแล้วขมวดคิ้ว
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังออกมาจากโต๊ะหยก“ผู้ใดที่เขียนลงบนกระดาษนี้ หากเขียนผิดไปหนึ่งตัวอักษรอายุขัยของผู้เขียนจะลดลงหนึ่งปี ดังนั้นจงอย่าทำร้ายตัวเอง”
มันเป็น้ำเสียงที่เ็าและหยิ่งผยองราวกับหลับใหลมานับพันปีจากนั้นเสียงก็เงียบหายไป
เมื่อได้ยินเช่นนี้หัวใจของฟ่านเสวี่ยหลีก็เต้นรัวจนแทบจะะเิ