บทที่ 85 คางคกสามตา
ด่านขัดเกลาที่หนึ่งของประตูฝึกฝนกายหยาบ ปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมดำที่ชุดขาดรุ่งริ่งเหมือนยาจก กำลังสำแดงวิชามรรคห้ำหั่นกับศัตรูหลากสายพันธุ์ถึงห้าคนพร้อมกันด้วยสภาพทุลักทุเล
ชายหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหลินตง ชายหนุ่มถูกสังหารอยู่ที่ด่านขัดเกลาที่หนึ่งมาสองวันแล้ว จากที่ครั้งแรกชายหนุ่มสังหารศัตรูได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกส่งกลับมา
จนปัจจุบันชายหนุ่มสามารถสังหารศัตรูได้ถึงเจ็ดสิบคนแล้ว แต่ทว่าในตอนนี้เองชายหนุ่มก็ได้ปล่อยให้การโจมตีของหนึ่งในศัตรูที่ล้อมตนเองเข้ามาสังหารเขาอย่างง่ายดาย
เมื่อจิตวิญญาณของชายหนุ่มถูกส่งกลับมายังร่าง เสียงบ่นของจิตวิญญาณธาตุสีดำทมิฬนั้นก็ได้ดังต้อนรับชายหนุ่มในทันที
“นี่เจ้าเล่นบ้าอะไรอยู่กันแน่ เจ้าอยู่ที่นี่มาสองวันแล้วนะ ขนาดคนที่มาที่หลังเจ้ายังสามารถผ่านไปได้แล้วเลย แต่เหตุใดเจ้าทั้งที่ดูแข็งแกร่งกว่าคนพวกนั้นถึงได้ตายซ้ำซากขนาดนี้ เจ้าว่าจะไปตามสหายของเจ้าในด่านถัดๆ ไปไม่ใช่รึ แล้วนี่เจ้าเล่นอะไรอยู่”
เสียงบ่นอันยาวเหยียดของจิตวิญญาณธาตุสีดำทมิฬนั้น ทำเอาชายหนุ่มที่กำลังนึกถึงการต่อสู้เมื่อครู่ถึงกับปากกระตุก
เหตุผลที่เขายังติดอยู่ที่ด่านนี้นั้น เพราะหลังจากการที่เข้าไปในครั้งที่สาม เมื่อสังหารศัตรูในนั้นได้มากขึ้น มันเหมือนกับว่าสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดและสัญชาตญาณการต่อสู้ของชายหนุ่มก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน ชายหนุ่มจึงต้องการขัดเกลาสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะสิ่งที่ชายหนุ่มขาดที่สุดก็คือประสบการณ์ต่อสู้จริง จึงทำให้สัญชาตญาณการต่อสู้ของชายหนุ่มไม่ได้ดีเท่าที่ควร และแน่นอนชายหนุ่มสามารถยืนหยัดได้ถึงหนึ่งชั่วยามโดยที่ไม่ถูกสังหารได้ตั้งแต่วันแรกแล้ว ทว่าหากทำเช่นนั้นชายหนุ่มก็จะพลาดโอกาสในการขัดเกลาสัญชาตญาณทั้งสองไป
ชายหนุ่มจึงตั้งเป้าจะสังหารให้ได้หนึ่งร้อยคนภายในหนึ่งชั่วยาม หากทำไม่ได้ชายหนุ่มจะยอมถูกสังหารก่อนที่เวลาจะหมดลง ถึงแม้จะไม่ได้ตายจริงแต่การรู้สึกถึงความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ได้ดีเลย
และนี่เองจึงทำให้ชายหนุ่มติดอยู่ที่ด่านนี้มาถึงสองวันแล้ว และทุกครั้งที่ชายหนุ่มกลับมาก็จะถูกจิตวิญญาณธาตุสีดำทมิฬบ่นทุกครั้ง
“วันนี้ล่ะข้ามั่นใจว่าข้าจะต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน ดำน้อยเจ้าเชื่อข้าเถอะ”
เอ่ยจบชายหนุ่มก็ได้เข้าไปในด่านขัดเกลาต่อทันที โดยที่มีเสียงบ่นของดำน้อยตามหลังมา
“ข้าไม่ใช่ดำน้อย!!”
เมื่อชายหนุ่มเข้ามาด่านขัดเกลาที่หนึ่ง ฉากโจมตีเดิมๆ ก็เข้ามาหาชายหนุ่มราวกับภาพฉายซ้ำ หลังจากที่สู้มานับสิบๆ ครั้งชายหนุ่มจึงรับรู้สิ่งหนึ่ง เหล่าจอมยุทธ์ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ไหนในสนามรบนี้ ก็ล้วนแต่เป็นร่างที่มีพลังปราณระดับเดียวกับเขาเพียงอย่างเดียว
และการโจมตีของพวกเขานั้นก็ใช้เพียงอาวุธลมปราณเท่านั้น ไม่ได้มีวิชามรรคอันใดและการโจมตีจะวนซ้ำเดิมอยู่เช่นนั้น ชายหนุ่มที่เจอกับคนเหล่านี้มาหลายครั้งแล้ว จึงจัดการได้อย่างไม่ยากเย็น
สุดท้ายเพียงครึ่งชั่วยามชายหนุ่มก็ได้มาเจอกับศัตรูห้าคนสุดท้าย แม้จะไม่เคยสู้กันแต่ชายหนุ่มก็ได้เผื่อเวลาไว้แล้วถึงครึ่งชั่วยาม ครั้งนี้ตัวเขาจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ตัวเขานั้นอยู่ในด่านนี้นานเกินไปแล้วจริงๆ
ในระหว่างที่คิดอยู่นั้นเอง ทั้งห้าร่างก็ได้ซัดสาดการโจมตีเข้าหาชายหนุ่มในทันที อาวุธลมปราณห้าชิ้นถาโถมเข้าใส่ชายหนุ่มอย่างพร้อมเพรียง
ดาบ กระบี่ หอก ขวาน ธนู การโจมตีเหล่านี้พุ่งมาทั้งห้าทิศทางปิดล้อมชายหนุ่ม ราวกับกำลังขังชายหนุ่มให้ถูกอาวุธทั้งห้าสังหารสิ้น
ในตอนนั้นเองชายหนุ่มได้ชักดาบประจำตระกูลออกมาพร้อมกับฟาดฟันไปที่กระบี่และดาบ พร้อมๆ กับโคจรวิชามรรคเพลิงมังกรผลาญสวรรค์กำราบลูกธนูทั้งหมด
สุดท้ายชายหนุ่มได้สำแดงวิชามรรคห้าจักรพรรดิสี่ทิศและส่งร่างจำแลงเต่าดำมาขัดขวางหอกที่กำลังพุ่งเข้ามา ส่วนสัตว์เทพที่เหลือนั้นได้เข้าช่วยโจมตีจอมยุทธ์ทั้งห้าอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามชายหนุ่มก็สามารถสังหารจอมยุทธ์ทั้งห้านั้นได้สำเร็จ
“ในที่สุดตัวข้าก็สามารถผ่านด่านนี้ไปได้เสียที”
สิ้นเสียง จิตวิญญาณของชายหนุ่มก็ได้กลับเข้ามายังร่างของตนในทันที พร้อมๆ กับที่ร่างของเขาที่กำลังถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากที่นี่ในขณะนี้
พริบตาต่อมาร่างของชายหนุ่มก็ถูกส่งมายังพื้นที่แห่งหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยแอ่งน้ำและต้นไม้หน้าตาแปลกๆ เต็มไปหมด ทั่วพื้นที่นั้นเรียกได้ว่าไม่มีพื้นที่ไหนที่ไม่ถูกปกคลุมด้วยผืนน้ำ
“ที่นี่คงเป็นบึงหมื่นอสูรสินะ”
“จากที่ศิลานั่นบอกไว้ ดูเหมือนว่าการที่ข้าจะผ่านไปได้จะต้องจัดการคางคกสามตาระดับขุนพลหนึ่งร้อยตัว ราชันย์ยุทธ์ระดับต้นสามตัว ราชันย์ยุทธ์ระดับกลางสองตัว ราชันยุทธ์ขั้นสูงหนึ่งตัว แต่หากทำอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างหลังสำเร็จก็จะถูกส่งไปด่านขัดเกลาถัดไปทันที”
“และในแต่ละพื้นที่ก็ไม่สามารถไปได้ทั้งหมดเหล่าจอมยุทธ์ระดับขุนพลก็อยู่ได้เพียงพื้นที่ของสัตว์อสูรระดับขุนพลเท่านั้นส่วนระดับราชันย์ยุทธ์นั้นก็สามารถไปได้แค่พื้นที่ไม่เกินระดับของตนเช่นกัน”
“มีเพียงแค่ราชันย์ยุทธ์ระดับสูงอย่างข้าถึงจะสามารถไปได้ทุกที่ หวังว่าด่านขัดเกลานี้จะไม่ยากกว่าด่านขัดเกลาแรกมากนักนะ ข้าไม่อยากเสียเวลานานเช่นนั้นแล้ว”
ชายหนุ่มครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ภายในใจ และสาดส่องสายตาสำรวจพื้นที่โดยรอบไปพลางๆ
“นี่...เจ้าหนู ราชินีผู้นี้เริ่มเบื่อแล้ว เจ้ารีบๆ ผ่านด่านขัดเกลาพวกนี้แล้วออกไปหาวาสนาด้านนอกตำหนักได้แล้ว”
“เจ้าเป็นเต่ารึไงกัน เหตุใดชอบทำอะไรเชื่องช้าขนาดนี้
เสียงนั้นมาจากก้อนพลังปราณสีดำทมิฬที่กำลังเกาะอยู่ที่หัวไหล่ของชายหนุ่ม
“นี่เจ้าดำน้อย เจ้าตามข้าเข้ามาได้เช่นไรกัน ไม่ใช่ว่าผู้ที่จะผ่านมายังด่านขัดเกลาที่สองได้จะต้องผ่านด่านขัดเกลาแรกให้ได้ก่อนไม่ใช่รึ??”
“เฮ้อๆ ...อย่าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับเด็กน้อยเช่นพวกเจ้าสิ”
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ เจ้าไม่ต้องมาสนใจว่าข้าเข้าตามเจ้ามาได้เช่นไรเจ้าแค่ต้องรีบๆ ผ่านด่านขัดเกลากายหยาบและออกไปเสียที อย่าลืมว่าเจ้ายังมีอีกหนึ่งประตูฝึกฝนที่ต้องฝึกนะ แถมยังมีชั้นที่เหลืออีก”
“เฮ้อ...แค่คิดว่าเจ้าจะต้องใช้เวลานานขนาดไหนข้าก็รู้สึกเบื่อแล้ว”
“ดำน้อยเจ้าเลิกบ่นได้แล้ว”
ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับสุ่มเดินไปยังทิศทางหนึ่ง ตัวเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าต้องไปทิศทางไหนถึงจะพบเจอกับคางคกสามตา สิ่งที่ชายหนุ่มทำได้มากที่สุดตอนนี้ก็คือเดินไปอย่างไร้จุดหมาย
“หากข้าได้ร่างเดิมเมื่อไหร่ข้าจะเอาคืนเรื่องที่เจ้าเรียกข้าว่าดำน้อยอย่างแน่นอน”
แม้จะมีเสียงบ่นของจิตวิญญาณสีดำทมิฬนั้น ชายหนุ่มก็หาได้สนใจไม่ตัวเขานั้นเริ่มจะชินกับนิสัยเด็กน้อยของนางไปเสียแล้ว
ผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป เบื้องหน้าของชายหนุ่มได้ปรากฏกลุ่มคางคกยักษ์สามตาร่างกายใหญ่โต ใหญ่กว่าชายหนุ่มเสียอีกในกลุ่มนั้นมีราวๆ เจ็ดตัวเห็นจะได้
พวกมันทั้งเจ็ดเวลานี้กำลังล้อมรอบศิษย์สำนักหัตถ์ทองคำผู้หนึ่งอยู่ ดวงตาที่มันใช้มองไปยังศิษย์ผู้นั้นมันเหมือนกับพวกมันกำลังเห็นของเล่นที่น่าสนใจอยู่
รอบๆ บริเวณนี้ก็มีพลังปราณบางๆ ซ่อนอยู่นับสิบตำแหน่งแม้จะซ่อนอย่างแนบเนียนแต่ก็ไม่อาจจะหลุดรอดสายตาของชายหนุ่มไปได้
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะแต่ละคนที่ซ่อนอยู่นั้นไม่มีระดับราชันย์ยุทธ์อยู่เลย ในทางกลับกันคนเหล่านั้นกลับไม่สามารถรู้ถึงการมีอยู่ของชายหนุ่มในที่แห่งนี้ได้เลย รวมถึงเจ้าคางคกสามตาพวกนั้นด้วย แต่จากที่สังเกตดูพวกที่ซ่อนอยู่นั้นน่าจะเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์เพียงแค่ไม่รู้ว่าเป็นคนของขุมอำนาจใดก็เท่านั้น
ในตอนนั้นเอง หนึ่งในคางคกเจ็ดตัวนั้นได้ตวัดลิ้นเข้าใส่ศิษย์สำนักหัตถ์ทองคำผู้นั้นอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นก็คิดจะเข้าไปช่วย ทว่าในตอนนั้นเองเหล่าคนที่ซ่อนตัวอยู่ก็ได้ออกไปช่วยตัดหน้าชายหนุ่ม ราวกับกำลังรอเวลานี้อย่างไงอย่างนั้น เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงเลือกหยุดดูสถานการณ์ไปก่อน
เมื่อเห็นเหล่าคนที่พุ่งออกมาอย่างชัดเจน ปรากฏว่าเป็นกลุ่มของสำนักหัตถ์ทองคำและสำนักเสียงสมุทร ดูเหมือนว่าคนของสองสำนักนี้จะร่วมมือกันในด่านขัดเกลาที่สองนี้สินะ
ครู่ต่อมาการต่อสู้ชุลมุนก็ได้เริ่มขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไปก็ดูเหมือนว่าคนของสองสำนักจะได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนั้นเองชายหนุ่มก็สังเกตเห็นว่ามีคางคกตัวหนึ่งอาศัยช่วงชุลมุนนี้แยกตัวออกมาจากการต่อสู้และค่อยๆ เปลี่ยนสีผิวของตัวเองจนกลมกลืนไปกับพื้นที่โดยรอบ หากชายหนุ่มไม่ได้มองเห็นเจ้าคางคกตัวนี้ตั้งแต่ต้น หากมันไม่คิดจะโจมตีเขา คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ชายหนุ่มจะสังเกตเห็นเจ้าคางคกตัวนี้
ในระหว่างที่ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่นี้ เจ้าคางคกตัวนั้นได้ค่อยๆ ออกห่างจากบริเวณการต่อสู้และมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงแอบตามไปโดยไม่ลังเล ตัวเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้ากบนั้นมันคิดจะไปทำอะไรอีกอย่างทางนี้เขาก็ไม่มีอะไรต้องห่วงด้วย ดูเหมือนอีกไม่นานคนของสองสำนักก็จะชนะเจ้าพวกกบเหล่านั้นได้ในอีกไม่ช้า
หลังจากสะกดรอยตามมาได้สักพัก เจ้าคางคกนั้นก็ได้เข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยหนองน้ำมากมาย ชายหนุ่มจึงตามเข้าไปโดยเว้นระยะห่างพอสมควร ทว่าเมื่อชายหนุ่มเหยียบเท้าเข้าไปในถ้ำเพียงก้าวเดียวสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของชายหนุ่มก็ร้องเตือนขึ้นมาทันที
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio