จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 ระดับทงม่ายขั้นเจ็ด

            “ระวัง!”

            สีหน้าของมู่เฟิงพลันเปลี่ยนไป เขาพุ่งตัวหามู่ขวงอย่างรวดเร็ว และในเวลาเดียวกัน เขาก็ได้ขว้างดาบไปทางเสือดาวในทันที

            บอลพลังสีดำขนาดเท่ากำปั้นพวยพุ่งออกจากปากของอสูรร้าย และมุ่งตรงมาทางเด็กหนุ่มทั้งสองอย่างฉับพลันแต่เพราะการเคลื่อนไหวของมู่เฟิงทำให้บอลพลังพุ่งเฉียดผ่านหลังของเขาไป บอลพลังลูกนั้นจึงปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่ขนาดเท่าต้นขาที่อยู่ด้านหลังของเด็กหนุ่มทั้งสองแทน

            ปัง…!

            เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ต้นไม้ต้นนั้นแตกกระจายตามแรงระเบิดด้านหลังของมู่เฟิงปรากฏคราบเลือดจากรอยแผลที่ถูกบอลพลังนั้นเฉียดผ่าน

            ฉัวะ!

            แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ดาบที่มู่เฟิงขว้างออกมาก็กระแทกเข้าที่ศีรษะของเสือดาวตัวนั้นเข้าอย่างจังอีกทั้งส่วนของใบมีดยังเฉือนเข้าที่ดวงตาข้างหนึ่งของมันจนบอดสนิท

            “โฮก…!”

            เสือดาวตัวนั้นร้องคำรามออกมาอย่างเจ็บปวดและเจ็บแค้น ศีรษะของมันมีเลือดไหลหยดลงมา อสูรร้ายพลันเหวี่ยงตัวสะบัดไปมาอยู่ที่เดิมอย่างบ้าคลั่ง

            มู่เฟิงและมู่ขวงที่ล้มลงบนพื้นรีบลุกขึ้นมาในทันทีเวลานี้โอกาสได้มาอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว

            “ตอนนี้แหละ!”

            มู่เฟิงตะโกนเสียงดัง เด็กหนุ่มดึงกริชสั้นที่ซ่อนอยู่ตรงขาออกมาพร้อมทะยานตัวเข้าหาอสูรร้าย เขาแทงกริชที่ดวงตาอีกข้างของมันเข้าเต็มแรง

            ฉึก!

            กริชสั้นเจาะเข้าไปในดวงตาพุ่งทะลุถึงกะโหลกอุ้งเท้าของเสือดาวตบสวนออกมาอย่างสะเปะสะปะทว่าก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงมหาศาลเป็นผลให้ร่างของมู่เฟิงถูกตบกระเด็นจนล้มคะมำกับพื้น

            “จงตายเสีย!”

            ในขณะเดียวกัน มู่ขวงได้ง้างดาบขึ้นก่อนจะกระโจนร่างเข้ามา เด็กหนุ่มแทงดาบลงไปบนแผ่นหลังของเสือดาวอย่างดุดัน

            ฉึก!

            เสือดาวตัวนั้นสูญเสียการมองเห็นทั้งสองข้างไปแล้ว มาคราวนี้มันยังถูกดาบเล่มยาวแทงเข้าที่กลางหลังอีกบาดแผลนี้รุนแรงมากเสียจนเกือบจะปลิดชีวิตของมันได้ในทันที กระดูกสันหลังของมันแตกหัก ส่งผลให้มันไม่อาจทรงตัวได้อีกต่อไป

            “โฮก...!”

            เสือดาวร้องคร่ำครวญออกมาอย่างเจ็บปวด ขาทั้งสี่ข้างของมันกำลังกระตุกเลือดจำนวนมากไหลทะลักออกมาจากปาก จนท้ายที่สุดก็สิ้นชีวิตลง

            “แค่ก แค่ก...”

            มู่เฟิงหยัดกายลุกขึ้นจากพื้น ก่อนจะถุยเอาเสมหะที่ปนกับเลือดออกมาสองครั้งมู่ขวงยังคงนั่งอยู่บนพื้นพร้อมอาการหอบหายใจอย่างหนัก

            อาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณแผ่นหลังจากการโดนบอลพลังเฉียดผ่านในตอนนั้นไม่เป็นอะไรมากแล้วแต่บาดแผลบริเวณทรวงอกของมู่ขวงยังคงมีอาการเจ็บเสียดอยู่คาดว่ากรงเล็บก่อนหน้านี้ของเจ้าอสูรร้ายอาจจะทำให้กระดูกของเขาแตกหักแล้ว

            “พี่เฟิง ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”

            มู่ขวงเอ่ยถามขึ้นด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ

            “ข้าไม่เป็นอะไร แล้วเจ้าล่ะ บาดเจ็บหรือไม่”

            “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ให้ตายเถอะ อสูรร้ายตัวนี้ช่างทรงพลังเสียจริงหากไม่ได้ท่าน ข้าเพียงคนเดียวคงยากที่จะสามารถจัดการกับมันได้”

            มู่ขวงมองไปยังร่างไร้วิญญาณของเสือดาวตัวนั้นด้วยแววตาขลาดกลัว

            บนผิวกายของเสือดาวมีออร่าพลังปราณสีดำกำลังแผ่ออกมานั่นคือพลังงานภายในร่างกายที่จะถูกปลดปล่อยหลังจากที่มันวายชีพ

            “เฮ้อ เหตุการณ์เมื่อครู่นี้อันตรายมากแต่ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากเช่นกันเจ้าอสูรร้ายตัวนี้คงสามารถขายได้ในราคาหลายร้อยเหรียญตำลึงทองเลยทีเดียว”

            มู่เฟิงหัวเราะร่าจากนั้นเขาได้เดินไปหยิบกริชที่ยังคงฝังอยู่ในดวงตาของอสูรร้ายออกมาก่อนจะจัดการผ่าเปิดกะโหลกของมัน

            จากการผ่าหัวกะโหลกของเสือดาวทำให้เขาได้พบหินผลึกสีดำก้อนกลมขนาดเท่าหัวแม่มือ

            “ผลึกอสูร ฮ่าๆ ช่างโชคดีนักนึกไม่ถึงว่าภายในร่างของอสูรร้ายระดับจื่อฝู่จะมีผลึกอสูรอยู่ด้วย”

            มู่เฟิงหัวเราะร่าอีกครั้ง

            ผลึกอสูรนั้นเกิดจากการสะสมของพลังงานภายในร่างของสัตว์โดยในนั้นยังแฝงไว้ด้วยพลังปราณ ผู้ฝึกยุทธ์สามารถใช้มันเพื่อดูดซับพลังได้เพียงแต่ภายในผลึกอสูรนั้นจะมีพลังอื่นเจือปนอยู่มากดังนั้นพลังปราณที่ได้รับจากผลึกอสูรจึงไม่ใช่พลังปราณบริสุทธิ์และไม่อาจใช้ผลึกอสูรนี้ฝึกฝนได้นานนักนอกจากนี้ยังสามารถมอบของสิ่งนี้ให้กับนักปรุงยาเพื่อทำการหลอมยาหรือมอบให้ช่างหลอมอาวุธเพื่อทำการสร้างอาวุธออกมาได้อีกด้วย เห็นได้ชัดว่าผลึกอสูรนี้มีประโยชน์มากมายนัก

            สำหรับผลึกอสูรระดับจื่อฝู่ขนาดเล็กชิ้นนี้คาดว่าน่าจะมีมูลค่ามากถึงหนึ่งพันเหรียญตำลึงทอง

            แน่นอนว่าเหรียญตำลึงทองหนึ่งพันตำลึงถือเป็นความมั่งคั่งสำหรับพวกเขาสองคนในตอนนี้

            “เสี่ยวขวง ผลึกอสูรนี้ข้ามอบให้เจ้าเจ้าไม่สามารถดูดซับพลังเลือดเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังปราณได้เช่นนั้นเจ้าก็ใช่ผลึกอสูรนี้เถอะ บางทีมันอาจจะสามารถช่วยให้วรยุทธ์ของเจ้าทะลวงสู่ระดับจื่อฝู่ได้”

            มู่เฟิงมอบผลึกอสูรให้กับมู่ขวง

            “พี่เฟิง แล้วท่านล่ะ อสูรร้ายตัวนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นท่านที่ออกแรงสังหารข้าไม่ต้องการมันหรอก”

            มู่ขวงส่ายหน้า

            “เฮ้ เราสองคนอย่างไรก็ถือเป็นพี่น้องสิ่งของเหล่านี้ย่อมสามารถแบ่งปันกันได้ นอกจากนี้ข้าใช้เพียงร่างของเสือดาวก็พอแล้วในระหว่างนี้เจ้าก็ช่วยคุ้มกันข้าไปก่อนแล้วกัน ข้าจะทำการดูดซับพลังเลือดจากร่างของมัน”

            มู่เฟิงยัดผลึกอสูรใส่ในมือของมู่ขวง จากนั้นเด็กหนุ่มก็เดินกลับไปนั่งขัดสมาธิลงที่ด้านข้างร่างของเสือดาวเขาเหยียดมือออกมาวางลงบนร่างไร้วิญญาณ ก่อนจะส่งพลังปราณเข้าสู่ร่างของมันส่งผลให้เลือดภายในร่างกายของอสูรร้ายพลันเดือดพล่านขึ้นมาทันที จากนั้นพลังเลือดก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของมู่เฟิงอย่างรวดเร็ว

            มู่ขวงนั้นไม่ได้อิดออดอะไรอีก เขารับเอาผลึกอสูรมาด้วยความตื้นตันใจจากนั้นเด็กหนุ่มได้ถือดาบและคอยปกป้องมู่เฟิงอยู่ข้างกาย

            ในขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มก็กำลังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อครู่ในระหว่างที่เขากำลังต่อสู้ปลุกปล้ำกับเสือดาวเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากนัก

            มู่ขวงเดินมายังต้นไม้โบราณต้นหนาทึบที่อยู่ด้านข้างเขาสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะรวบรวมพลังปราณไว้ที่ฝ่ามือ จากนั้นเขาก็กำหมัดและชกไปยังต้นไม้โบราณด้วยแรงทั้งหมดที่มี

            เปรี้ยง...!

            ครืน ครืน ครืน...!

            เสียงกระแทกดังสนั่นต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ส่งเสียงสั่นสะเทือนดังออกมาไม่หยุดส่วนบริเวณที่โดนหมัดเข้าไปโดยตรงได้กลายเป็นหลุมลึก โดยมีความกว้างเท่าปากชามขนาดใหญ่และลึกลงไปหนึ่งฟุต

            “เยี่ยมเลย หมัดที่ใส่พลังเข้าไปอย่างเต็มกำลังนี้มีน้ำหนักถึงสองพันจิน*! มากกว่าก่อนหน้านี้ถึงสองร้อยจิน**!”

            (*หนึ่งพันกิโลกรัม           **หนึ่งร้อยกิโลกรัม)

            มู่ขวงพึมพำกับตัวเองอย่างประหลาดใจก่อนหน้านี้วรยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเก้าของเขานั้นสามารถระเบิดพลังหมัดออกมาได้เพียงหนึ่งพันแปดร้อยจิน*เท่านั้น แต่เวลานี้คาดว่าจะอยู่ที่สองพันจินเลยทีเดียว

            (*เก้าร้อยกิโลกรัม)

            “หรือนี้คือผลลัพธ์ของเคล็ดวิชาการฝึกกายาตามที่พี่เฟิงพูดถึงก่อนหน้านี้?”

            มู่ขวงครุ่นคิดกับตัวเอง จากนั้นดวงตาของเขาก็พลันเปล่งประกายขึ้นมาทันทีราวกับว่าค้นพบคำตอบแล้วและด้วยผลลัพธ์นี้ทำให้เขายิ่งรู้สึกมีความมั่นใจที่จะฝึกฝนร่างกายตามวิชาผลาญโลหิตหลอมกายา

            พลังเลือดภายในร่างของอสูรร้ายระดับจื่อฝู่นั้นมีมากกว่าสัตว์อสูร นอกจากนี้ภายในร่างกายของมันยังมีแก่นโลหิตถึงห้าหยดและแก่นโลหิตเหล่านี้ยังเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง

            ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทใดภายในร่างกายล้วนมีแก่นโลหิตอย่างน้อยหนึ่งหยด และโดยปกติแล้วจะมีมากสุดถึงเก้าหยดโดยแต่ละหยดนั้นจะมีปริมาณพลังที่เท่ากันแต่หากสิ่งมีชีวิตนั้นมีระดับวรยุทธ์ที่ต่างกัน ปริมาณพลังที่บรรจุอยู่ภายในก็ย่อมแตกต่างด้วยเช่นกัน

            ยกตัวอย่างเช่นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนิงกังแก่นโลหิตเพียงหนึ่งหยดของเขาย่อมมีพลังมากกว่าแก่นโลหิตทั้งหมดของผู้ฝึกยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเก้า

            แก่นโลหิตนั้นมีพลังบริสุทธิ์ที่เข้มข้นนับเป็นแก่นของชีวิตที่มีความสำคัญอย่างมาก หากผู้ฝึกยุทธ์สูญเสียแก่นโลหิตไปและไม่สามารถเพิ่มกลับคืนมาได้วรยุทธ์ของคนผู้นั้นย่อมจะถดถอย รวมถึงพลังชีวิตด้วยเป็นผลให้คนผู้นั้นเสียชีวิตได้เร็วขึ้น

            ด้วยวรยุทธ์ของมู่เฟิงในตอนนี้ ภายในร่างกายของเขามีแก่นโลหิตทั้งหมดสามหยดนั่นเป็นเพราะเขาฝึกเคล็ดวิชาชูร่า โดยปกติแล้วภายในร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเก้าเท่านั้นถึงจะสามารถบ่มเพาะแก่นโลหิตออกมาได้สามหยด

            โดยทั่วไปแล้วมีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนิงกังเท่านั้นที่จะสามารถบ่มเพาะแก่นโลหิตออกมาได้เก้าหยด

            มู่เฟิงได้ทำการเปลี่ยนแก่นโลหิตทั้งห้าหยดให้กลายเป็นพลังเลือด และดูดซับพลังของมันเข้าสู่ร่างกายส่งผลให้เส้นลมปราณในจุดที่เจ็ดได้รับการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

            หลังจากผ่านไปสองชั่วยาม จนเวลาล่วงเลยมาถึงกลางดึกในที่สุดร่างของเสือดาวก็พลันแห้งเหี่ยวจนหนังหุ้มติดกระดูก

            มู่เฟิงลืมตาขึ้น นัยน์ตาของเขาทอประกายสีแดงคล้ายสีของโลหิตก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วเด็กหนุ่มยกยิ้มออกมาด้วยความพอใจ

            “พี่เฟิง ท่านฝึกเสร็จแล้วรึ”

            มู่ขวงเดินเข้ามาด้วยยิ้ม

            “อืม!”

            มู่เฟิงพยักหน้าเวลานี้เส้นลมปราณในจุดที่เจ็ดของเขาได้ฟื้นคืนกลับมาอย่างสมบูรณ์แล้วนอกจากนี้เส้นลมปราณในจุดที่แปดยังได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาถึงครึ่งหนึ่งแล้วอีกด้วย

            เด็กหนุ่มคิดว่าหากเขาสามารถล่าอสูรร้ายระดับจื่อฝู่ได้อีกสองตัวเส้นลมปราณในจุดที่เก้าของเขาย่อมฟื้นคืนกลับมาได้อย่างสมบูรณ์แน่นอน

            การที่เด็กหนุ่มสามารถฟื้นตัวจากการสูญเสียวรยุทธ์จนกลับมามีวรยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเจ็ดได้ในระยะเวลาอันสั้นเกรงว่าความเร็วในการฝึกของเขาคงไม่เป็นสองรองใคร

            เคล็ดวิชาชูร่าที่ยอดเยี่ยมจนเหนือกฎสวรรค์จะทำให้เขาสามารถกลับขึ้นมายืนหยัดและไปถึงจุดสูงสุดได้แน่!