บทที่ 31 จงลืมตาและกวนกง
“หลี่ตง นายบอกว่าอาจารย์น้อยจะมาจริงเหรอ”
ด้านนอกซากโบราณ กลุ่มนักผจญภัยที่เมื่อครู่นี้ยังดูองอาจไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน ตอนนี้กลับเกาะกลุ่มกันตัวสั่น ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เมื่อกี้ในไลฟ์ พวกนายก็ได้ยินเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? จะว่าไป อาจารย์น้อยจะมาหรือไม่มา พวกเราก็ตัดสินใจอะไรไม่ได้อยู่แล้ว” หลี่ตงอดไม่ได้ที่จะเบะปาก
ไอ้พวกนี้ ตอนที่วิ่งหนีเอาตัวรอด ดันไม่คิดถึงเขาเลยสักนิด ถ้าอาจารย์น้อยไม่ช่วยเขาไว้ ป่านนี้เขาคงตายอยู่ในนั้นแล้ว เ้าพวกนี้ก็คงไม่รู้เื่อะไรด้วยซ้ำ
อย่างที่เขาว่ากันไว้ ยามทุกข์ยากถึงจะรู้ว่าใครจริงใจ คำนี้มันช่างตรงเสียจริง!
“เอ่อ… นี่ก็… นายสนิทกับอาจารย์น้อยไม่ใช่เหรอ พวกเราก็เลยได้แต่ถามนายไง”
“หึหึ” หลี่ตงได้ยินคำว่า ‘สนิท’ ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันที “อาจารย์น้อยเป็ใคร พวกนายไม่รู้หรือไง? ถ้าท่านบอกว่าจะมา ท่านก็ต้องมาแน่ ๆ พวกนายอย่าเพิ่งไปไหน ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดเื่อะไรขึ้น อย่าหาว่าฉันไม่เตือนล่ะ”
ั้แ่ได้รับความช่วยเหลือ หลี่ตงก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำตัวเป็ลูกน้องที่ประจบประแจงขนาดไหน
ในขณะที่เพื่อน ๆ ของเขากลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน พวกเขามองหน้ากันไปมา ทันใดนั้นก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็อย่างมาก ว่าหลี่ตงไปเจออะไรมาข้างใน ถึงได้เปลี่ยนจากคนที่เคยจองหอง กลายมาเป็คนประจบประแจงแบบนี้ รอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าของหลี่ตง มันช่างสะดุดตาพวกเขาจริง ๆ
แต่พวกเขากลับไม่กล้าถาม เพราะเื่ที่ทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลัง คงไม่ใช่เื่ที่จะปล่อยผ่านไปได้ง่าย ๆ
ยิ่งพวกเขาถาม หลี่ตงต้องโมโหเป็ฟืนเป็ไฟแน่ ๆ จึงได้แต่คันยุบยิบอยากรู้อยู่ในใจ
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่ฟังดูไม่รีบร้อนก็ดังมาแต่ไกล
พื้นที่โดยรอบเงียบสงัด เสียงลมพัดใบหญ้าสั่นไหวเบา ๆ ยังได้ยินชัดเจน พวกเขาที่เหมือนนกโดนธนูยิงใง่ายอยู่แล้ว คราวนี้ก็หันขวับไปมองต้นเสียงทันที
แต่พอมองเห็นหน้าคนที่มา พวกเขาก็ถึงกับงงเป็ไก่ตาแตก เพราะสองใบหน้านั้น พวกเขาเพิ่งเห็นในมือถือเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้เอง
"อาจารย์น้อย!" หลี่ตงแสดงท่าทีกระตือรือร้นกว่าใคร เขาลุกพรวด แต่เพราะลุกเร็วไปหน่อยเลยไปโดนแผลตัวเองเข้า สองคิ้วจึงขมวดเข้าหากันในทันที
"ทำไมอาจารย์ถึงมาเร็วขนาดนี้ ผมนึกว่าต้องรอนานกว่านี้ซะอีก!" ในดวงตาหลี่ตงฉายแววสงสัย
รู้ ๆ กันอยู่ว่าที่นี่ห่างจากเมืองหลวงอย่างน้อยก็ครึ่งชั่วโมง แต่พึ่งวางสายจากไลฟ์ไปได้ไม่นาน อีกฝ่ายก็มาโผล่ที่นี่เสียแล้ว
เหยาเหยาไม่ตอบคำถาม แต่เบือนสายตาไปยังซากปรักหักพัง ซึ่งเป็ปราสาทโบราณครึ่งหลังที่จมลงไปในดิน
ยอดปราสาททรงกลม บวกกับผนังที่แตกร่อนเผยให้เห็นร่องรอยกาลเวลาที่กัดกร่อน รอบ ๆ ปราสาทโบราณยังมีต้นไม้แห้ง ๆ ขึ้นอยู่ บนกิ่งไม้มีอีกาดำเกาะอยู่ ส่งเสียงร้องอันน่าขนลุก
ถึงไม่ใช้ตาทิพย์ แต่เหยาเหยาก็ััได้ถึงพลังหยินที่แผ่ซ่านอยู่รอบ ๆ อย่างเลือนราง เธออดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลี่ตง
"ที่นี่มันน่ากลัวขนาดนี้ พวกพี่ยังกล้าเสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปอีก ไม่กลัวตายจริง ๆ หรือไง"
หลี่ตงเห็นแววตาของอาจารย์น้อยที่ดูไม่เข้าใจ จึงเกาหัวอย่างอึดอัด เสียงก็เบาลงเรื่อย ๆ "จริง ๆ พวกเราก็ลังเลว่าจะเข้าไปดีไหม แต่ก่อนหน้านี้ก็เห็นหลายคนเข้าไปแล้วไม่เห็นเป็ไร พวกเราเลย..."
"ที่พวกเขาไม่เป็อะไร เพราะพวกเขาไม่ได้พกของที่ไปกระตุ้นิญญาร้าย แต่สำหรับพี่คนนั้นไม่เหมือนกัน" เหยาเหยากลอกดวงตากลมโตไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดที่หนุ่มอ้วนคนหนึ่งในกลุ่ม
"พี่ชายคนนี้ บอกมาดี ๆ ว่าไปสักอะไรมาหรือเปล่า"
พอสิ้นคำพูด ทุกคนก็หันมามองเป็ตาเดียว หนุ่มอวบอ้วนถูกคนมากมายจ้องมองเป็ครั้งแรกรู้สึกกลัวจนเนื้อบนใบหน้าสั่นเทา
"ผม… ผม..." เขาพูดติดอ่าง แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ท่าทางและท่าทีแบบนี้ ทำให้ทุกคนรู้ในทันทีว่า เขามีปัญหาจริง ๆ สีหน้าของหลี่ตงเปลี่ยนไปทันที เขาตวาดเสียงดังว่า "เจิ้งหาง ถึงขั้นนี้แล้วยังอ้ำอึ้งอีก แกอยากลากพวกเราไปตายด้วยกันหรือไง"
เมื่อคิดว่าภัยอันตรายที่ตัวเองเผชิญอาจเกิดจากเพื่อนร่วมทาง เขาก็โกรธจนแทบะเิออกมา น้ำเสียงจึงไม่ได้สุภาพอีก
เขาแต่เดิมก็เป็หัวหน้าของกลุ่มคนเหล่านี้อยู่แล้ว ปกติก็ถือว่ามีความน่าเกรงขามอยู่บ้าง เ้าหนูอ้วนที่ชื่อเจิ้งหางนั่นโดนดุเข้าก็เลยสารภาพทุกอย่างตามตรง
"ฉัน… ฉันสักลายมานิดหน่อยจริง ๆ"
ภายใต้สายตาของทุกคน เขารู้ว่าหนีไม่พ้น จึงได้แต่ถอดเสื้อนอกที่เปรอะเปื้อนออก เผยให้เห็นแผ่นหลัง ปรากฏว่าบนนั้นมีลวดลายแน่นขนัด กลายเป็รูปกวนอูเต็มหลังไปแล้ว
"โอ้โห! เ้างหางเอ๊ย! แกนี่มันเก่งจริง ๆ เลยว่ะ!"
"น่าแปลกใจจริง ๆ หน้าร้อนแบบนี้ คนอื่นเขาใส่เสื้อแขนสั้นกันหมด มีแต่แกที่ยังใส่เสื้อแขนยาว แกไม่กลัวแม่ตีตายเหรอ!"
ทุกคนเพิ่งเคยเห็นสภาพแบบนี้เป็ครั้งแรก จึงอดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมา
"พวกแกคิดว่าฉันไม่กลัวหรือไง? ฉันก็กลัวเหมือนกัน" ตอนนี้เจิ้งหางแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว ตอนแรกเขาบังเอิญเห็นคลิปสักและรู้สึกว่ามันเท่ดี ก็เลยอยากลองดู
แต่เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเจอพวกต้มตุ๋น เ้าของร้านฉวยโอกาสตอนที่เขาหลับระหว่างสัก เปลี่ยนจากัเขียวขนาดครึ่งฝ่ามือที่ตกลงกันไว้ เป็กวนอูเต็มหลังไปเลย แถมยังโก่งราคาไปเกือบสองพันหยวน นั่นเป็เงินเก็บทั้งหมดของเขา
เพราะเพิ่งสักเสร็จใหม่ ๆ แผลยังบวมอยู่ ไม่มีทางล้างออกได้ และเขาก็ไม่มีเงินไปล้างด้วย เลยปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น
เดิมทีเขาตั้งใจจะยืมเงินเพื่อนไปลบมันออก แต่พอดีได้ยินว่ามีของโบราณ เขาคิดว่าถ้าโชคดีขุดเจอของมีค่า ไม่เพียงแต่ไม่ต้องยืมเงินเพื่อน ยังอาจจะเก็บเงินได้ไม่น้อยเลย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจมาผจญภัยเสียก่อน
"ถ้าไม่ได้อะไรเลย ฉันจะไปพูดกับมันเอง ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น!"
ทุกคนฟังคำอธิบายของเขาจบ ต่างก็พูดไม่ออก
หลี่ตงทนไม่ไหว จึงด่าออกไปว่า "แกมันโง่จริง ๆ รู้ทั้งรู้ว่าเป็แก๊งต้มตุ๋นแล้วยังไม่แจ้งตำรวจอีก"
"ก็ฉันกลัวว่าเื่มันจะใหญ่ ถ้าพ่อแม่ฉันรู้เข้า ฉันคงได้ตายจริง ๆ แน่" เจิ้งหางตอบกลับด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ดีจริง ๆ ทั้งขี้ขลาด ทั้งชอบเล่น เป็เหยื่อชั้นดีเลยล่ะ!
หลี่ตงกำหมัดแน่นแล้วค่อย ๆ ปล่อย ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จึงระงับโทสะในใจลงได้
เขาหันไปหาเหยาเหยา "อาจารย์น้อย ที่ท่านว่าสิ่งที่กระตุ้นิญญาร้าย คือรอยสักนี่เหรอครับ? แต่คนสักลายทั่วโลกมีตั้งเยอะ ทำไมพวกเราถึงมาเจอเื่แบบนี้"
กู้อวี่ก็มองด้วยความอยากรู้ เพราะก่อนหน้านี้เขาเองก็เคยคิดอยากจะสัก แต่ถูกผู้จัดการห้ามไว้เลยไม่ได้สัก
"การสักไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะ แต่สิ่งที่เขาสักมันไม่ถูกต้องต่างหาก" เหยาเหยาส่ายหัว
"ัสักไม่พ้นบ่า เสือสักไม่ลงเขา พระโพธิสัตว์หลับตาไม่ช่วยโลก กวนอูเปิดตาฆ่าคน"
นี่คือกฎของวงการสัก สิ่งที่พูดไปทั้งหมดนั้น ถ้าคนสักดวงไม่แข็งจริง ก็แบกรับไม่ไหวหรอก แล้วถ้าแบกรับไม่ไหว เ้าของรอยสักอย่างเบาก็เจอเื่ซวย ๆ ไม่หยุดหย่อน อย่างหนักก็ตายคาที่เลย
ส่วนเื่ที่ว่ากวนอูหลับตาไว้ชีวิต ลืมตาขึ้นมาฆ่า นั่นคือเื่จริง เพราะตอนยังมีชีวิตเขาเป็คนที่มีจิตสังหารรุนแรงมาก ตายไปแล้วก็ยังได้ถูกสถาปนาเป็เทพเ้าแห่งาอีก จิติญญาของเขาก็เลยสืบทอดนิสัยชิงชังความชั่วร้ายเข้ากระดูกดำ
เห็นคนก็ฆ่าคน เห็นผีก็ฆ่าผี
เหมือนกับผู้สักได้แบกบรรพบุรุษคนนี้ไว้บนหลัง แล้วไปเดินเล่นในรังของผีร้าย ไม่ต่างอะไรกับการเอาขีปนาวุธไปวางไว้หน้าบ้านเขา หากจะถูกหมายเอาชีวิตก็ไม่ใช่เื่แปลกไม่ใช่เหรอ?
“ไอ้คนที่หลอกให้พี่ชายสัก มันไม่รู้จักกฎของวงการนี้เลยหรือไง?”
เหยาเหยาทำสีหน้าหนักใจ แต่ละวงการก็มีกฎของมันเอง เธอจะหลอกเงินผู้ชายก็ได้ แต่ห้ามล้ำเส้นไปฆ่าคนตายเด็ดขาด
อย่างมากก็แค่บอกว่าไร้ศีลธรรม แต่อย่างหลัง นั่นมันจงใจฆ่าคนชัด ๆ ตำรวจจับได้แน่
ตอนนี้เอง เจิ้งหางกลับมีท่าทีอึกอึกอักอัก เขามองไปที่อาจารย์น้อย แม้ว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อย แต่พอเจอกับดวงตาสีดำคู่นั้นเข้า เขาก็ไม่กล้าโกหกเลยสักนิด
เขาพูดความจริงออกมาว่า “อาจารย์น้อยครับ คนที่ร้านสักเขาบอกผมว่า ที่สักให้ผมเป็กวนอูปิดตา เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไร รีบ ๆ พูดมาสิ!” ทุกคนเห็นเขายังพูดตะกุกตะกักอยู่แบบนั้นก็รีบเร่ง
เจิ้งหางหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดว่า “แค่… พวกเขา… บอกว่า… ฉันอ้วนเกินไป เลยทำให้ตาของกวนอูเบิกกว้าง”