อวิ๋นหยาง มองสตรีไม่คุ้นหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะหันไปมองผู้ติดตามคนสนิทเป็เชิงถามว่านางเป็ใครจางเชี่ยนหยุนถึงกับเหงื่อตกไม่คิดว่าเ้านายตนจะอาการหนักจนกระทั่งจำคุณหนูสือไม่ได้
เห็นทีกลับจวนคงต้องให้ท่านหมอมาตรวจท่านชายอีกสักรอบ...
“คุณหนูสือซูหนี่ว์ ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว”จางเชี่ยนหยุนทำทีเป็หัวเราะแห้ง ๆ แล้วถอยหลังออกไปสองก้าว ท่าทีที่แปลกไปของทั้งเ้านายและบ่าวทำให้สือซูหนี่ว์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ใบหน้าที่ฉายแววสงสัยทำให้นางดูเหมือนสตรีใสซื่อบริสุทธิ์ราวเทพธิดาเพียงแค่ริมฝีปากบางแดงระเรื่อคลี่ยิ้ม ผู้ที่พบเห็นก็เหมือนกับรู้สึกสดใสขึ้นมาทันตานามเรียกขานนางที่แม้แต่เหล่าบัณฑิตยังยกย่องว่านางคือ ‘บุปผางามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง’ไม่ได้ไกลเกินความจริง นางไม่ใช่เพียงแค่รูปงามเท่านั้นแต่วิชาหมากล้อม ดีดพิณพู่กัน และวาดภาพก็ไม่เป็สองรองใครเช่นกัน
“คุณหนูสือ...” อวิ๋นหยางคารวะตอบรับ
สือซูหนี่ว์ชะงักไปสักพัก แม้นางจะแปลกใจไปบ้างแต่ก็ยังคงสงวนท่าทีรักษารอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้“ข้าได้ข่าวมาว่าท่านชายขึ้นเขาแล้วประสบอุบัติเหตุไม่ทราบว่าอาการของท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
“ทำให้คุณหนูสือต้องเป็ห่วงแล้ว ข้าไม่เป็อะไร”
นางหลุดสายตาลงต่ำ ยิ้มรับบาง ๆ ความรู้สึกอึดอัดนี้ทำให้นางไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตาเขาอีกดวงหน้าของนางเป็สีแดงระเรื่อเล็กน้อย คล้ายอยากจะเอ่ยถามแต่ก็ไม่กล้าเอ่ย
“หากไม่มีเื่อันใดแล้วข้าคงต้องขอตัว”เขาเอ่ยขึ้น
แม้นางจะอยากสนทนากับเขาเพิ่มเติมแต่เมื่อเขาตัดบทเช่นนี้นางก็ต้องรักษามารยาทด้วยการล่าถอยไป... “เ้าค่ะรักษาตัวด้วยนะเ้าคะ”
“อืม รักษาตัว”
เมื่อร่างสูงโปร่งเดินจากไปแล้วสือซูหนี่ว์ก็กลับขึ้นไปบนรถม้าโดยมีสาวใช้ส่วนตัวคอยช่วยประคองอย่างระมัดระวัง
“คุณหนู...”
บ่าวรับใช้ของนางทำท่าจะกล่าวสีหน้ามีความกล้ำกลืน
“ข้าไม่เป็ไรลี่จือ เ้าไม่ต้องเป็กังวล”
รถม้าเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ แม้จะผ่านร่างของบุรุษผู้นั้นเขาก็ไม่หันมามองรถม้าของนางแม้แต่น้อยมือขาวเนียนดุจหิมะลดผ้าม่านลงที่นางลงไปทักทายเขาในครั้งนี้ก็เพราะข่าวลือที่ออกมาว่าฮ่องเต้คิดจะพระราชทานสมรสให้เขาแต่งกับนางนางอยากรู้ว่าเขานั้นคิดเช่นไรแต่เมื่อเห็นท่าทีในวันนี้ของเขาแล้วสือซูหนี่ว์ก็รู้สึกราวหัวใจถูกบีบรัด...
“ท่านชาย”จางเชี่ยนหยุนถึงกับอยากร่ำไห้ออกมา “เหตุใดท่านชายถึงทำท่าทีเฉยชากับคุณหนูสือเช่นนั้นเล่าขอรับ”
“แล้วเหตุใดข้าจะทำไม่ได้”เขาตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน น้ำเสียงไม่มีแววที่จะสำนึกผิดหรือคิดว่าตนเองผิดแม้แต่น้อยทั้งยังไม่เข้าใจ ก็ในเมื่อไม่มีเื่คุย แล้วจะฝืนยืนอยู่ทำไมให้อึดอัดทั้งสองฝ่าย?
จางเชี่ยนหยุนอยากเปลี่ยนจากร่ำไห้ไปเป็เอาศีรษะโขกเสาสักต้น“เอาแบบนี้ท่านชาย ท่านจำนางได้หรือไม่”
อวิ๋นหยางยกถ้วยน้ำชาอุ่นขึ้นมาจิบเขานั่งอยู่บนโต๊ะที่มีฉากกั้นส่วนตัวขนาบข้าง เบื้องล่างมีเวทีที่มีคนกำลังเตรียมการแสดงอย่างขยันขันแข็งเขาละสายตาจากเวทีหันกลับมามองบ่าวรับใช้คนสนิทข้างกาย
“คุณหนูสือซูหนี่ว์”
“แล้วท่านรู้หรือไม่ว่านางเป็ใคร”
“บุตรสาวคนกลางของสกุลสือ” อวิ๋นหยางตอบตามบันทึกวงศ์ตระกูลที่อ่านมาและเพราะเขาได้ยินชื่อของนางจากคนอื่นบ่อยจึงพอจำได้
“แล้วท่านรู้หรือไม่ขอรับว่าฮ่องเต้ทรงคิดที่จะ...”
อวิ๋นหยางหันกลับไปมองที่เวทีตามเดิมเมื่อนักเล่านิทานเดินขึ้นมาบนเวทีแล้วเริ่มเล่าอย่างออกรสชาติ
“จางเชี่ยนหยุนเื่ของอิสตรีหากยังไม่มีรับสั่งโดยตรงจากองค์ฮ่องเต้เ้าจะเอามากล่าวให้นางเสื่อมเสียมิได้ยามนี้ข้ากับนางเป็เพียงคนรู้จักผิวเผินเท่านั้น”
คำตอบกลับของผู้เป็นายทำให้จางเชี่ยนหยุนต้องเงียบปากลงในความคิดของเขา เขาอยากจะสนับสนุนให้ท่านชายแต่งกับคุณหนูสือใจจะขาดเพราะไม่ว่าอย่างไรคุณหนูสือก็เป็ถึงบุตรสาวของเสนาบดีซ้าย เมื่อแต่งกับนางแล้วก็เท่ากับว่าท่านชายของเขาจะพอมีอำนาจในมือขึ้นมาบ้างทั้งคุณหนูสือยังเป็สตรีที่ได้ขึ้นชื่อว่าบุปผางามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงที่มีความสามารถของกุลสตรีครบทุกด้านหากได้แต่งกับนาง ไม่ว่าบุรุษใดก็ต้องอิจฉาตาร้อน คิดอย่างไรก็ไม่มีเสีย
ยามนี้โอกาสมาทั้งทีท่านชายอวิ๋นหยางควรทำตัวเป็บุรุษที่รักหยกถนอมบุปผาเพื่อเอาชนะใจคุณหนูสือถึงจะถูกทั้งที่เมื่อก่อนท่านชายยังมีท่าทีสนใจคุณหนูสือมากกว่าตอนนี้?
ยิ่งคิด จางเชี่ยนหยุนก็เริ่มไม่เข้าใจผู้เป็นายมากขึ้น
หมั่นโถวรูปร่างสวยงามดึงดูดผู้คนให้สนใจกันมากขึ้นเพียงออกไปขายได้ไม่นานป๋ายเลี่ยงรุ่ยก็สามารถกลับเรือนได้อย่างสบายใจใบหน้าของเขาจึงยิ้มบานเกือบตลอด แน่นอนว่าเมื่อขายดีย่อมมีคนลอกเลียนแบบแต่หมั่นโถวของเขาขึ้นชื่อเื่รสชาติอยู่แล้ว ลูกค้าขาประจำก็มีมาก เื่ขายไม่หมดจึงไม่ต้องกังวลใจเพราะอย่างไรสกุลป๋ายก็ทำเท่าที่พวกเขาทำไหว
“พี่หญิง หมั่นโถวของพี่หญิงมีคนชอบด้วยและยังดูออกอีกว่าเป็หมี”เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาในเรือนเฉาหลัวก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาฮุ่ยชิว
ฮุ่ยชิวหัวเราะ “เห็นไหมเล่า บอกแล้วว่าของข้าก็ขายได้”อันที่จริงแล้วนางไม่คิดว่าจะมีคนซื้อเ้าหมีหน้าตาแปลก ๆ นั่นด้วย แต่เมื่อมีคนชอบ นางก็รู้สึกอารมณ์ดีไม่น้อยมือของนางเปื้อนไปด้วยถ่านหินนางจึงไม่อาจจะเอามือไปขยี้หัวน้องชายเล่นอย่างเอ็นดูได้
“พี่หญิงทำอะไรหรือ”เฉาหลัวมองถ่านหินที่ถูกเหลาจนปลายแหลมอย่างงวยงง เมื่อเขาลองจับมาดูก็ทำให้มือติดเถ้าถ่านดำไปด้วยอีกคนหนึ่ง
ฮุ่ยชิวเอ่ยตอบยิ้ม ๆ “ข้ากำลังจะทำดินสอ” คำว่าดินสอ ไม่มีในยุคนี้ทำให้ทั้งน้องชายและบิดามองอย่างสงสัย นางจึงต้องขยายความขึ้น “ก็... เอาไว้เขียนคล้าย ๆ กับพู่กันนั่นแหละเ้าค่ะ แต่เห็นทีน่าจะใช้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”ว่าแล้วนางก็หัวเราะแห้ง จะดีได้อย่างไร เพียงลองขีดกับไม้ถ่านหินที่ถูกเหลาจนแหลมก็หักเสียแล้วพอไม่เหลาก็ขีดออกมาได้ตัวใหญ่แลดูน่าเกลียดยิ่งนัก
ในยุคโบราณเช่นนี้แท่นฝนหมึกกับกระดาษมีราคาแพงพอสมควร เพราะส่วนใหญ่คนที่ใช้มีแต่พวกคนมีฐานะหรือบัณฑิตผู้มีความรู้เท่านั้นนางอยากได้เพื่อที่จะมาลองเขียนนิทานหรือนิยายไปขายให้คนเล่านิทานไม่ก็ให้คนคัดลอกวางขายตามร้านตำราในเมืองดู
ก็แน่ล่ะ อดีตนางคือนักเขียนสิ่งที่ถนัดก็คงมีแต่การเขียน ยุคนี้สตรีที่คิดทำมาหากินเพื่อให้มีเงินใช้ด้วยตนเองอย่างสบาย ๆ โดยไม่พึ่งพาบุรุษนั้นยากนักรู้แบบนี้นางคิดว่าน่าจะลองเขียนนิยายโบราณที่ให้สตรีเป็ใหญ่ดู ถ้าเป็เช่นนั้นหากทะลุมิติเข้าไปคงจะดำเนินชีวิตได้สบายง่ายขึ้น
เพียงแค่ได้คิดฮุ่ยชิวก็หลุดเข้าไปในจินตนาการที่โลดแล่นอยู่ในหัว
“ท่านพ่อ พี่หญิงทำหน้าตาแปลก ๆ นาง...” เฉาหลัวมองใบหน้าเคลิ้มฝันของพี่สาวแล้วก็ไม่กล้าจะเอ่ยต่อ
ฮุ่ยชิวที่ได้ยินหันมาแยกเขี้ยวใส่เฉาหลัวซึ่งบังอาจมาขัดจังหวะจินตนาการของนางทำเอาเฉาหลัวแลบลิ้นใส่หนีไปหลบหลังบิดา
ป๋ายเลี่ยงรุ่ยส่ายศีรษะยิ้ม ๆ “ไป ช่วยกันไปเตรียมอาหารเย็นได้แล้ว” เมื่อบิดาเอ่ยสั่งบุตรทั้งสองก็เลิกเล่นก่อนที่จะแยกย้ายไปจัดการตามหน้าที่ของตนเองทันที
การใช้ชีวิตในฐานะของฮุ่ยชิวก็ยังคงสงบสุขไปอีกวันหนึ่ง