คำประกาศกร้าวที่ทรงพลังและเด็ดขาดของเอลาร่าดังก้องอยู่ในความเงียบงันของห้องนอน มันไม่ใช่เสียงตะโกน แต่เป็นเสียงเรียบๆ ที่แฝงไปด้วยอำนาจเยียบเย็นจนน่าขนลุก ดวงตาสีมรกตของเธอที่เคยเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา บัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งการปกป้องและความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
เถาวัลย์ที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าซึ่งพุ่งออกมาจากพื้น ยังคงพันธนาการแขนของอิซาเบลล่าไว้แน่น เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่านี่ไม่ใช่คำขู่ที่เลื่อนลอย เถาวัลย์เหล่านั้นเปล่งประกายสีเขียวอ่อนๆ ราวกับมีชีวิตของตัวเอง ใบไม้เล็กๆ ที่งอกออกมาตามลำต้นสั่นไหวเบาๆ ราวกับกำลังสื่อสารกับเจ้าของ
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นในฉับพลันราวกับเส้นเชือกที่ขึงจนสุด อากาศหนาแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เล็ดลอดออกมาจากพลังของเอลาร่าปะทะกับกลิ่นกำมะถันอันเป็นเอกลักษณ์ของปีศาจ สร้างการผสมผสานที่แปลกประหลาดและน่าขนลุก
มันคือการเผชิญหน้าระหว่างสามขั้วอำนาจที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คาอินที่ยังคงอ่อนแอแต่แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวหญิงสาวของเขา ใบหน้าซีดเผือดของเขาแสดงออกถึงความประหลาดใจอย่างไม่ปิดบัง เขาไม่เคยเห็นเอลาร่าแสดงพลังออกมาแบบนี้มาก่อน ไม่เคยเห็นเธอมีความมั่นใจและเด็ดขาดขนาดนี้
เอลาร่าที่เพิ่งตื่นจากดักแด้และพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องโลกใบใหม่ของเธอ ร่างกายเล็กๆ ของเธอราวกับเปล่งรัศมีออกมา ผมสีทองคำที่ปกติจะเรียบร้อยบัดนี้กลับปลิวไสวเบาๆ ราวกับมีลมหายใจของธรรมชาติเป่าผ่าน ดวงตาสีมรกตของเธอเปล่งแสงระยิบระยับเหมือนอัญมณีที่ถูกแสงส่องใส
และอิซาเบลล่า...ปีศาจสาวผู้ไม่เคยคาดคิดว่าจะถูก "ลูกแกะ" ที่เธอเคยดูแคลนตอกกลับอย่างซึ่งๆ หน้า ใบหน้าที่งดงามของเธอในขณะนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจที่ปกปิดไม่ได้ แต่ก็มีแววตาที่เริ่มส่องประกายด้วยความสนใจอย่างลึกซึ้ง
ชั่วขณะหนึ่ง อิซาเบลล่านิ่งอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์ของเธอเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างไม่ปิดบัง ริมฝีปากที่เคยเยาะหยันบัดนี้กลับอ้าค้างเล็กน้อย เธอไม่เคยคิดว่าหญิงสาวผู้นี้จะมีพลังแฝงอยู่ขนาดนี้ ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นการแสดงออกที่กล้าหาญและเด็ดขาดเช่นนี้
แต่แล้ว...ความประหลาดใจนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความสนุกสนานอย่างรวดเร็ว มุมปากของเธอค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและอันตราย เสียงหัวเราะคิกคักที่เคยยียวนของเธอดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันแฝงไปด้วยความชื่นชมและอันตรายในเวลาเดียวกัน เสียงหัวเราะนั้นก้องกังวาลไปทั่วห้อง ทำให้แก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียงสั่นเครือเล็กน้อย
"โอ้โฮ...ดูเหมือนว่าลูกแมวน้อยของฉันจะกางเล็บเป็นแล้วสินะ" เธอกล่าวพลางเลียริมฝีปากอย่างช้าๆ ลิ้นสีแดงเข้มของเธอเลื่อนผ่านริมฝีปากที่เรียบเนียน "น่าประทับใจ...น่าประทับใจจริงๆ พลังของเจ้ามันบริสุทธิ์และดิบเถื่อน...เป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ"
เธอเอียงหัวไปข้างหนึ่งอย่างสนใจ ศึกษาเถาวัลย์ที่พันรอบแขนของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น "พลังแห่งธรรมชาติที่บริสุทธิ์...แต่ก็ดุดันและไม่ยอมแพ้ นี่มันไม่ใช่พลังของเด็กสาวธรรมดาๆ แล้วนะ"
แทนที่จะพยายามดึงแขนออกจากพันธนาการ เธอกลับใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ลูบไล้เถาวัลย์นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ นิ้วเรียวยาวของเธอเลื่อนไปตามผิวเปลือกที่ขรุขระ สัมผัสถึงพลังชีวิตที่เต้นระรัวอยู่ภายใน "พลังแห่งพงไพรที่ตอบสนองต่อเจตจำนง...นี่มันไม่ใช่พลังของเอลฟ์ธรรมดาๆ แล้วนะเด็กน้อย นี่มันคือพลังระดับ 'ดรูอิด' เลยทีเดียว"
เสียงของเธอเต็มไปด้วยความชื่นชมที่แท้จริง ราวกับนักสะสมที่เพิ่งพบกับอัญมณีหายาก "ข้าสงสัยว่า...เจ้ารู้หรือเปล่าว่าตัวเองมีพลังแบบนี้อยู่ในตัว? หรือว่ามันเพิ่งตื่นขึ้นมาเพราะความโกรธแค้น?"
เอลาร่าไม่ตอบ แต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องอิซาเบลล่าอย่างไม่วางท่า เถาวัลย์รอบแขนของปีศาจสาวกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เป็นการเตือนว่าเธอยังคงควบคุมสถานการณ์อยู่
"ปล่อยข้าได้แล้ว" อิซาเบลล่าพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยคำสั่ง น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากความชื่นชมเป็นความเย็นชาอย่างฉับพลัน "ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนและเผา 'ของเล่น' ใหม่ของเจ้าให้เป็นเถ้าถ่าน"
สิ้นคำพูดของเธอ ปลายเล็บที่เรียวยาวก็ปรากฏเปลวไฟสีดำอมม่วงลุกวาบขึ้นมา เปลวไฟนั้นเต้นระบำอย่างงดงาม แต่กลับเปล่งอำนาจทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว ความร้อนจากเปลวไฟนั้นทำให้อากาศรอบๆ บิดเบี้ยวไปมา พร้อมจะจี้ลงบนเถาวัลย์นั้นได้ทุกเมื่อ
เอลาร่าลังเลเล็กน้อย เธอสัมผัสได้ถึงพลังทำลายล้างอันมหาศาลที่อยู่ในเปลวไฟนั้น มันคือไฟที่ไม่ใช่ไฟธรรมดา แต่เป็นไฟจากขุมนรกที่สามารถเผาผลาญทุกสิ่งให้กลายเป็นเถ้าถ่าน รวมถึงพลังธรรมชาติของเธอด้วย เธอรู้สึกได้ว่าเถาวัลย์ของเธอกำลังสั่นเครือด้วยความกลัว
แต่ก่อนที่เธอจะได้ตัดสินใจทำอะไรลงไป เสียงทุ้มของคาอินก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ก็แฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"พอได้แล้ว อิซาเบลล่า" เขากล่าวเสียงเย็น แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่รัศมีแห่งความเป็นผู้นำของเขายังคงฉายชัด ดวงตาสีแดงเลือดของเขาเปล่งแสงขึ้นเล็กน้อย เป็นการเตือนว่าแม้จะอ่อนแอ แต่เขายังคงเป็นแวมไพร์เจ้าของปราสาทแห่งนี้ "เกมของเจ้ามันจบแล้ว ออกไป"
อิซาเบลล่าหันไปยิ้มเยาะให้เขา รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยและความท้าทาย "จบหรือ? โอ้...คาอินที่รัก...ท่านเข้าใจผิดไปมากโขเลยนะ" เธอกล่าวพลางเดินเข้ามาใกล้เตียงมากขึ้น เสียงเท้าของเธอที่เดินบนพื้นไม้ดังเป็นจังหวะที่น่าขนลุก "นี่มันไม่ใช่จุดจบ...แต่มันคือ 'การเริ่มต้น' ต่างหาก! ละครเรื่องนี้เพิ่งจะเปิดม่านองก์ที่สองเท่านั้นเอง และดูเหมือนว่า...นางเอกของเราจะได้รับบทที่น่าสนใจกว่าเดิมเยอะเลย"
เธอชูมือที่มีเปลวไฟขึ้นมาให้เห็นชัดเจน แสงสีม่วงอมดำเต้นระบำอย่างมีชีวิตชีวา "เจ้าคิดว่าข้าจะยอมแพ้แค่นี้หรือ? เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้ 'ของเล่น' ที่น่าสนใจขนาดนี้หลุดมือไปง่ายๆ หรือ?"
พูดจบ เปลวไฟสีดำอมม่วงในมือของเธอก็ลุกโชนขึ้นอย่างรุนแรงและแผ่ขยายไปทั่วทั้งแขนที่ถูกพันธนาการ! ไฟนรกนั้นร้อนระอุจนอากาศรอบๆ บิดเบี้ยว กลิ่นกำมะถันที่เข้มข้นฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง เถาวัลย์ที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเมื่อถูกไฟนรกแผดเผา
เสียงแตกหักของเนื้อไม้ที่ถูกเผาไหม้ดังแสงแสงไปทั่วห้อง ใบไม้เล็กๆ ที่เคยเขียวชอุ่มกลายเป็นสีน้ำตาลแล้วดำวับไปในพริบตา เถาวัลย์ที่เคยแข็งแกร่งค่อยๆ แตกเป็นเสี่ยงๆ และกลายเป็นเถ้าถ่านไปในชั่วพริบตา อิซาเบลล่าเป็นอิสระอีกครั้ง เธอยืนสะบัดมือราวกับปัดฝุ่นที่น่ารำคาญออกไป เถ้าถ่านสีดำปลิวไปตามลม
เอลาร่ารู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นพลังของตัวเองถูกทำลาย มันเหมือนกับมีใครมาตัดแขนขาของเธอทิ้งไป เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของเถาวัลย์แต่ละต้นที่ถูกเผาไหม้ เพราะมันคือส่วนหนึ่งของเธอ เป็นการขยายตัวของพลังและจิตวิญญาณของเธอ
"เห็นไหม?" อิซาเบลล่ากล่าวอย่างเหนือกว่า เสียงของเธอเต็มไปด้วยความพึงพอใจ "พลังของเจ้ามันก็แค่พลังของต้นไม้ใบหญ้า...สวยงาม บริสุทธิ์ แต่ก็เปราะบาง...แต่พลังของข้า...คือพลังแห่งการทำลายล้างจากขุมนรก มันคือไฟที่เผาผลาญทุกสิ่ง ไฟที่ไม่มีอะไรต้านทานได้"
เธอยกมือขึ้นมองเปลวไฟที่ยังคงเต้นระบำอยู่บนปลายนิ้ว "นี่คือความแตกต่างระหว่างเรา เด็กน้อย เจ้าสร้าง...ข้าทำลาย เจ้าปกป้อง...ข้าพิชิต เจ้าให้ชีวิต...ข้าให้ความตาย"
คาอินพยายามจะลุกขึ้นจากเตียง แรงโกรธที่เห็นเอลาร่าถูกทำร้ายทำให้เขาลืมความอ่อนแอของตัวเอง แต่ร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ก็ทรยศเขา ขาที่พยายามจะรับน้ำหนักตัวสั่นเทาแล้วทรุดลง ทำให้เขาทำได้เพียงแค่ส่งเสียงคำรามด้วยความขัดใจ เสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความรู้สึกไร้อำนาจ
"อย่าแตะต้องนาง!" เขาตะโกนด้วยเสียงที่แหบพร่า ดวงตาสีแดงเลือดของเขาเปล่งแสงด้วยความโกรธ แต่ร่างกายกลับไม่อาจทำตามใจได้
แต่เป้าหมายของอิซาเบลล่าในครั้งนี้กลับไม่ใช่คาอิน เธอมองข้ามเขาไปราวกับไม่มีตัวตนและจับจ้องไปที่เอลาร่าแต่เพียงผู้เดียว สายตาของเธอเต็มไปด้วยความสนใจที่เข้มข้น ราวกับนักล่าที่เพิ่งพบเหยื่อที่น่าสนใจที่สุดในชีวิต
"ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก...อย่างน้อยก็ตอนนี้" เธอกล่าวพลางเดินวนรอบเตียงอย่างช้าๆ เหมือนนักล่าที่กำลังพิจารณาเหยื่อ ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยความสง่างามและอันตราย "ข้าแค่จะมอบ 'ข้อเสนอ' ที่น่าสนใจให้เจ้า...ในฐานะที่เจ้าได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นผู้เล่นที่คู่ควร"
เธอหยุดชั่วขณะ มองไปที่เถ้าถ่านที่กระจายอยู่บนพื้น "การแสดงเมื่อกี้นี้...มันทำให้ข้าเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับตัวเจ้าไปโดยสิ้นเชิง ข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นแค่หญิงสาวไร้เดียงสาที่ถูกหลอกด้วยคำหวานของแวมไพร์แก่ๆ แต่ตอนนี้...ข้าเห็นแล้วว่าเจ้ามีมากกว่านั้น"
อิซาเบลล่าหยุดยืนข้างเตียงฝั่งตรงข้ามกับคาอิน สร้างระยะห่างที่สมดุลระหว่างคนทั้งสาม ตำแหน่งที่เธอเลือกทำให้เธอสามารถมองเห็นทั้งคาอินและเอลาร่าได้พร้อมกัน และที่สำคัญคือทำให้เธอสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็วหากจำเป็น
"น่าประทับใจ...พลังของเจ้ามันงดงามและดิบเถื่อนจริงๆ" เธอกล่าวพลางยิ้มอย่างพึงพอใจ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมที่แท้จริง "มันบริสุทธิ์...ไม่ปนเปื้อน...และที่สำคัญที่สุดคือมันตอบสนองต่ออารมณ์ของเจ้าโดยตรง นั่นหมายความว่าเจ้ายังไม่ได้รับการฝึกฝน ยังไม่ถูกสอนให้ควบคุมมัน...ยังไม่ถูกสอนให้กดมันไว้"
เธอเอียงหัวไปข้างหนึ่ง ศึกษาเอลาร่าอย่างละเอียด "แต่เจ้ารู้ไหมว่าอะไรน่าเศร้าที่สุด? คือการที่เจ้ามีพลังมหาศาลขนาดนี้...แต่กลับใช้มันเพื่อ 'ปกป้อง' คนอื่น...ใช้มันเพื่อขังตัวเองไว้ในกรงทองของแวมไพร์แก่ๆ คนหนึ่ง"
คำพูดนั้นแทงใจเอลาร่าอย่างจัง มันคือความจริงที่เธอปฏิเสธไม่ได้ พลังที่เธอเพิ่งค้นพบ...เธอใช้มันเพื่อปกป้องคาอิน...เพื่อรักษา "โลก" ใบเล็กๆ ที่มีเขาเป็นศูนย์กลาง เธอไม่เคยคิดที่จะใช้มันเพื่อตัวเองเลย ไม่เคยคิดว่าจะใช้มันเพื่อสำรวจโลกกว้าง เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง
"เจ้าเคยสงสัยไหม" อิซาเบลล่าพูดต่อด้วยเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพิษ "ว่าถ้าเจ้าไม่ได้เจอกับคาอิน...ถ้าเจ้าได้เติบโตในป่าใหญ่กับเผ่าเอลฟ์ของเจ้า...เจ้าจะเป็นอย่างไร? เจ้าจะได้เรียนรู้พลังของตัวเองอย่างเต็มที่ ได้วิ่งเล่นในป่าไผ่ ได้สื่อสารกับสัตว์ป่า ได้รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจแม่ธรรมชาติ"
เสียงของเธอเหมือนเสียงกระซิบของลมที่พัดผ่านใบไม้ "แต่แทนที่จะได้เป็นเช่นนั้น...เจ้ากลับถูกขังอยู่ในปราสาทหินเย็นชา...ถูกสอนให้รักใครคนเดียว...ถูกสอนให้โลกของเจ้ามีแค่เขาคนเดียว"
อิซาเบลล่าส่ายหน้าอย่างเย้ยหยัน "คาอินจะสอนให้เจ้ารัก...สอนให้เจ้าเชื่อฟัง...และสอนให้เจ้าเป็น 'ของเขา' แต่เขาไม่มีวันสอนในสิ่งที่สำคัญที่สุดได้...นั่นคือการสอนให้เจ้าเป็น 'ของตัวเจ้าเอง'"
เธอเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์ของเธอเปล่งแสงระยิบระยับ "เขาจะบอกว่าเขารักเจ้า...แต่ความรักของเขาคือความรักที่ต้องการครอบครอง เขาจะบอกว่าเขาปกป้องเจ้า...แต่การปกป้องของเขาคือการขังเจ้าไว้ เขาจะบอกว่าเขาให้ทุกอย่างกับเจ้า...แต่สิ่งที่เขาไม่เคยให้คือ 'เสรีภาพ'"
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเอลาร่า แววตาสีม่วงของเธอราวกับจะดูดกลืนจิตวิญญาณ "ข้าเห็นความขัดแย้งในตัวเจ้า...เห็นพลังของสองเผ่าพันธุ์ที่กำลังต่อสู้กัน คาอินจะพยายามกดพลังเอลฟ์ของเจ้าไว้ เพราะมันคือสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้และเป็นภัยต่อ 'ความเป็นเจ้าของ' ของเขา แต่ข้า...ข้าจะสอนให้เจ้าปลดปล่อยมันออกมา...สอนให้เจ้าควบคุมมัน...และใช้มันเพื่อสร้างโลกของเจ้าเอง"
"หุบปาก!" คาอินตวาดลั่น เสียงของเขาแหบพร่าด้วยความโกรธและความหวาดกลัว "อย่าพยายามปั่นหัวนาง! เจ้าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรา!"
"ปั่นหัวหรือ?" อิซาเบลล่าหัวเราะ เสียงหัวเราะของเธอก้องกังวาลไปทั่วห้อง "ข้าแค่พูดความจริง ในฐานะ 'ลูกครึ่ง' เหมือนกัน ข้าเข้าใจความรู้สึกของการมีสองสัญชาตญาณในร่างเดียวดีกว่าใคร...ความรู้สึกของการไม่เป็นที่ยอมรับจากทั้งสองฝั่ง...ความรู้สึกที่ต้องเลือกว่าจะเป็นอะไร คาอินไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกนี้ได้หรอก...เพราะเขาคือ 'เลือดบริสุทธิ์' ที่สูงส่ง"
เธอหันไปมองคาอินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการดูถูก "เขาเกิดมาพร้อมกับอำนาจ พร้อมกับความเคารพ พร้อมกับที่ยืนในสังคม เขาไม่เคยต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ไม่เคยต้องซ่อนแฝงสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่เคยต้องเลือกระหว่างสองด้านของตัวเอง"
คำว่า "ลูกครึ่งเหมือนกัน" ทำให้เอลาร่าชะงักไป นี่คือครั้งแรกที่เธอได้พบกับคนที่มีชะตากรรมคล้ายคลึงกับตัวเอง คนที่เข้าใจความรู้สึกของการไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าควรจะเป็นอย่างไร
"เจ้าคิดว่าข้าไม่เข้าใจหรือ?" อิซาเบลล่าพูดต่อด้วยเสียงที่อ่อนโยนลง "ความรู้สึกของการตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร? ความรู้สึกของการมีพลังสองแบบในตัวที่ขัดแย้งกัน? ความรู้สึกของการถูกบอกว่าต้องเลือกข้างหนึ่งข้างใดแต่ไม่มีใครบอกว่าจะเลือกอย่างไร?"
เธอเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีก กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอเริ่มคืบคลานเข้ามา มันคือกลิ่นของดอกไม้ป่าที่ผสมกับกลิ่นควันไฟ กลิ่นของความงดงามและอันตรายที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว "เขาเสนอ 'ความรัก' ให้เจ้า...แต่ข้าเสนอ 'อิสรภาพ' ให้เจ้า" เธอกระซิบเสียงพร่า "เขาต้องการร่างกายและหัวใจของเจ้า...แต่ข้าต้องการ 'ปลดปล่อย' จิตวิญญาณของเจ้า"
เธอโน้มตัวลงมาใกล้ใบหูของเอลาร่า ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดต้นคอจนขนลุกซู่ "เขาอาจจะสอนให้เจ้ารู้จักความสุขแบบหนึ่ง...แต่โลกนี้มันมีความสุขอีกมากมายที่เขามอบให้เจ้าไม่ได้...ความสุขที่ไร้ขีดจำกัด...ความสุขที่เจ้าจะได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง"
เสียงของเธอเหมือนเสียงกระซิบของปีศาจที่พยายามล่อลวง "ลองนึกภาพดูสิ...เจ้าวิ่งอยู่ในป่าใหญ่ พลังของเจ้าไหลเวียนอย่างอิสระ เจ้าสั่งให้ต้นไม้โค้งคำนับ สั่งให้ดอกไม้บานสะพรั่ง สั่งให้สายลมพัดตามใจเจ้า เจ้าจะได้รู้สึกถึงอำนาจที่แท้จริง...อำนาจที่ไม่ต้องพึ่งพาใคร อำนาจที่เป็นของเจ้าคนเดียว"
"ลองคิดดูให้ดีสิเด็กน้อย...ว่าเจ้าต้องการอะไรกันแน่...ความรักที่ผูกมัด...หรืออิสรภาพที่ไร้ขอบเขต?"
พูดจบ อิซาเบลล่าก็ยืดตัวขึ้นและส่งยิ้มหวานให้เป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจว่าเมื่อเธอได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งข้อสงสัยลงไปแล้ว มันจะงอกงามเป็นต้นไผ่ที่โค่นล้มกำแพงแห่งความรักได้ในที่สุด
"ข้าจะให้เวลาเจ้าคิด...เมื่อไหร่ที่เจ้าเบื่อกรงทองนี้แล้ว...ก็แค่เรียกชื่อข้า...แล้วข้าจะมาเปิดประตูให้เจ้าเอง" เธอกล่าวพลางเดินถอยหลังไปยังหน้าต่าง "จำไว้นะเด็กน้อย...อิสรภาพไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมอบให้ได้...มันคือสิ่งที่เจ้าต้องคว้าเอาเอง"
สิ้นคำพูด ร่างของเธอก็สลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำที่หมุนวนอย่างงดงาม ควันนั้นพลิ้วไหวไปตามลมก่อนจะหายไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่ปนกับกลิ่นกำมะถัน ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัดและคำถามที่กัดกินหัวใจ
เอลาร่านั่งนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายของเธอสั่นเครือเล็กน้อยจากผลกระทบของการใช้พลัง และจากคำพูดของอิซาเบลล่าที่ยังคงก้องอยู่ในหัว คำพูดของอิซาเบลล่าวนเวียนอยู่ในหัวราวกับเสียงสะท้อนในถ้ำ "ความรักที่ผูกมัด...หรืออิสรภาพที่ไร้ขอบเขต?" มันคือทางเลือกที่เธอไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิต
เธอมองลงไปที่มือของตัวเอง มือที่เพิ่งเรียกเถาวัลย์ขึ้นมาจากพื้น มือที่เพิ่งแสดงพลังที่เธอไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี เธอรู้สึกได้ถึงพลังที่ยังคงเต้นระรัวอยู่ใต้ผิวหนัง รอคอยที่จะถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง
คาอินมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความกลัว...กลัวที่จะสูญเสียเธอไป เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเธอ เห็นแววตาที่เริ่มมีคำถาม เริ่มมีความสงสัย เขาค่อยๆ เอื้อมมือมาหมายจะจับมือเธอไว้ เหมือนที่เขาเคยทำเสมอเมื่อเธอกังวลหรือเศร้า
แต่เอลาร่ากลับชักมือกลับโดยสัญชาตญาณ การกระทำที่เธอทำไปโดยไม่ได้คิด แต่มันเป็นการกระทำที่สะท้อนถึงความรู้สึกลึกๆ ที่เธอเพิ่งเริ่มตระหนักได้
การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นสร้างความเจ็บปวดให้คาอินยิ่งกว่าบาดแผลใดๆ มันเป็นการปฏิเสธครั้งแรกของเธอ การปฏิเสธที่เล็กมาก แต่กลับมีความหมายมหาศาล เขารู้สึกเหมือนมีใครเอาดาบแทงเข้าที่หัวใจ
"เอลาร่า..." เขาเรียกชื่อเธอเสียงแผ่ว เสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความอ่อนวอน
เธอหันมามองเขา ดวงตาสีมรกตของเธอเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ความสับสนที่เกิดจากการได้ยินมุมมองใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน "ท่าน...เคยคิดที่จะกดพลังของหนูไว้จริงๆ หรือคะ?" เธอถามคำถามที่ตรงประเด็นที่สุด เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย
คาอินชะงักไป คำถามนั้นเหมือนลูกศรที่ยิงเข้าใส่จุดอ่อนของเขา เขาไม่สามารถโกหกเธอได้ ไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่เขาเองก็รู้อยู่ลึกๆ "ข้า...ข้าแค่เป็นห่วง" เขาตอบเสียงอ่อย เสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง "พลังของเจ้ามันอันตราย...ข้ากลัวว่าเจ้าจะควบคุมมันไม่ได้...กลัวว่ามันจะทำร้ายตัวเจ้าเอง"
"หรือท่านกลัวว่า...ถ้าหนูแข็งแกร่งขึ้น...ท่านจะควบคุมหนูไม่ได้อีกต่อไป" เธอสวนกลับด้วยประโยคที่เหมือนกับถอดมาจากความคิดของอิซาเบลล่า คำพูดที่เธอไม่เคยคิดจะพูดมาก่อน แต่บัดนี้กลับไหลออกมาจากปากอย่างธรรมชาติ
ความเงียบที่โรยตัวลงมาคือคำตอบที่ดีที่สุด คาอินไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะลึกๆ แล้วเขารู้ว่ามันคือความจริง เขากลัวที่จะสูญเสียเธอ กลัวที่เธอจะแข็งแกร่งจนไม่ต้องการเขาอีกต่อไป
เอลาร่าหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและการตื่นรู้ "อิซาเบลล่าพูดถูกสินะคะ...สุดท้ายแล้ว...ท่านก็แค่มองหนูเป็นสิ่งที่ต้องปกป้อง...สิ่งที่ต้องครอบครอง...ไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์เลือกเส้นทางของตัวเอง"
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียง ขาที่ยังสั่นเครือเล็กน้อยจากการใช้พลัง แต่เธอก็ยังเดินไปที่หน้าต่างได้ เธอเดินไปที่หน้าต่างและมองออกไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมาย มองไปที่ป่าไผ่ที่แผ่ขยายไปไกลสุดตา มองไปที่โลกกว้างที่เธอไม่เคยได้สัมผัส
"หนูรักท่าน...รักมากจนยอมทำทุกอย่าง...ยอมเป็นทุกอย่างที่ท่านต้องการ" เธอกล่าวเสียงเรียบ เสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าและการตระหนักรู้ "แต่หนูไม่เคยถามตัวเองเลย...ว่าตัวหนูเอง...ต้องการอะไรกันแน่ หนูไม่เคยคิดเลยว่า...หนูอยากเป็นอะไร อยากไปไหน อยากทำอะไร นอกจากการอยู่ข้างๆ ท่าน"
คำพูดนั้นเหมือนกำแพงที่มองไม่เห็นได้ก่อตัวขึ้นมาขวางกั้นระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง มันไม่ใช่กำแพงแห่งความไม่ไว้วางใจจากการหลอกลวง...แต่เป็นกำแพงแห่ง "การค้นหาตัวตน" ที่หนาแน่นและทลายลงได้ยากยิ่งกว่า
กำแพงนี้สร้างขึ้นจากคำถาม จากความสงสัย จากความต้องการที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร นอกเหนือจากการเป็น "ของคาอิน" มันคือกำแพงที่เกิดจากการตื่นรู้ที่ว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะเลือก มีสิทธิ์ที่จะค้นหา มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวของตัวเอง
คาอินมองแผ่นหลังที่บอบบางแต่กลับดูห่างเหินของหญิงสาวแล้วหัวใจก็บีบรัด เขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง รู้สึกได้ถึงระยะห่างที่เริ่มเกิดขึ้น ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว...และมันไม่ใช่พวกเอลฟ์หรือปีศาจตนไหน...แต่คือ "อิสรภาพ"...คำพูดที่หอมหวานและอันตรายที่สุดที่สามารถพรากเธอไปจากเขาได้ตลอดกาล