ตอนที่ 10
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าอาบไล้ผ้าม่านโปร่งสีครีมเข้ามาภายในห้องพักสุดหรูของโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่ง
บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้และกลิ่นกายบุรุษเพศที่เข้มข้น ร่างบอบบางของอริสานอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มขนสัตว์หนานุ่ม
ผมเปียก้างปลาสีน้ำตาลหม่นที่เคยมัดรวบเรียบร้อย บัดนี้หลุดลุ่ยแผ่สยายเต็มหมอนราวกับผ่านศึกหนัก เปลือกตาสีมุกค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีเขียวมรกตที่ยังฉายแววงัวเงีย
ทว่าความรู้สึกหนักอึ้งและอุ่นร้อนที่ทาบทับอยู่บนหน้าท้อง ทำให้สติของเธอตื่นตัวขึ้นในทันที
“ตื่นแล้วรึ…แม่สาวขี้เซา” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นเหนือศีรษะ
อริสาเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ต้องสะดุดตากับแผงอกกว้างเปลือยเปล่า ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสมบูรณ์แบบของเซเวียร์…าาแวมไพร์ผู้กำลังใช้แขนข้างหนึ่งเท้าศีรษะมองเธอด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“ซะ…เซเวียร์!?” อริสาอุทานเสียงหลง
แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อตระหนักว่าตนเองกำลังนอนเบียดเสียดอยู่กับชายหนุ่มในสภาพล่อแหลมเพียงใด
“ทำไมเ้ามาอยู่บนเตียงข้าได้ล่ะ!?”
“ก็เตียงข้ามันแคบ” เซเวียร์ตอบหน้าตาย
ดวงตาสีแดงฉานกวาดมองเรือนร่างของหญิงสาวภายใต้ผ้าห่มด้วยสายตาของนักล่า
“อีกอย่าง…ข้ามีเื่ค้างคากับเ้ามาั้แ่บนเรือแล้วจำไม่ได้รึ?”
อริสากลืนน้ำลายเอือก ภาพความทรงจำตอนอยู่บนเรือแล่นเข้ามา…ตอนนั้นเธอเมาคลื่นจนอาเจียนหมดสภาพ นอนพะงาบ…พะงาบเหมือนปลาขาดน้ำ
“ตะ…แต่นั่นท่านบอกว่าจะปล่อยข้าไปนี่นา” อริสาพยายามประท้วงเสียงอ่อย
“ข้าบอกว่า ‘จะรอ’ ต่างหาก” เซเวียร์แสยะยิ้ม
นิ้วเรียวยาวเลื่อนมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าเธอเล่น
“ข้าคือาา…ข้าไม่นิยมรสชาติจืดชืดของสตรีที่นอนหมดสภาพเหมือนศพหรอกนะ ข้า้าเสียงร้องที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และดวงตาที่มองข้าด้วยความปรารถนาแบบนี้ต่างหาก”
“ข้าเปล่ามองท่านด้วยความปรารถนาเสียหน่อย…” อริสาเถียงข้างๆ คูๆ ทั้งที่หัวใจเต้นโครมครามราวกับกลองศึก
“ปากแข็ง” เซเวียร์หัวเราะในลำคอ
ก่อนจะโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาจนจมูกแทบชนกัน
“งั้นพิสูจน์สิ…ว่าเ้าไม่้าข้า” ไม่รอให้ตั้งตัว ริมฝีปากหยักได้รูปก็ฉกวูบลงมาปิดปากจิ้มลิ้มนั่นทันที
ััของเขาไม่ได้นุ่มนวลอ่อนหวาน แต่ดุดันและเอาแต่ใจสมกับเป็จอมมาร ลิ้นร้อนรุกรานเข้าไปตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากของจีโอแมนเซอร์สาวอย่างช่ำชอง
“อื้มมม~” อริสาเผลอครางในลำคอ
มือเล็กๆ ที่พยายามจะผลักอกเขาออก กลับเปลี่ยนเป็กำขยุ้มกลุ่มผมสีเงินยาวสลวยของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว รสจูบที่ร้อนแรงราวกับจะสูบิญญาทำให้สมองของเธอขาวโพลน
ความรู้สึกวาบหวามแล่นพล่านไปทั่วร่าง จนแขนขาอ่อนแรง เซเวียร์ถอนริมฝีปากออกช้าๆ ทิ้งสายใยสีเงินบางเบาเชื่อมระหว่างกัน เขามองใบหน้าแดงก่ำและดวงตาที่ฉ่ำเยิ้มของอริสาด้วยความพึงพอใจ
“เห็นไหม…ร่างกายเ้าซื่อสัตย์กว่าปากตั้งเยอะ”
มือหนาเริ่มซุกซน สอดเข้าไปใต้ผ้าห่ม ลูบไล้ผ่านเอวคอดกิ่วขึ้นมาััความนุ่มหยุ่นของเนินเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดนอนบางเบา
“เซเวียร์…ดะ…เดี๋ยวก่อน”
อริสาหอบหายใจ พยายามรวบรวมสติเฮือกสุดท้าย
“เช้าขนาดนี้…เดี๋ยวคนอื่นจะ…”
“ช่างหัวคนอื่นปะไร”
เซเวียร์ตัดบทอย่างไม่แยแส
“ตอนนี้โลกทั้งใบมีแค่ข้ากับเ้า…และข้ากำลังจะทวงรางวัลของข้าคืน”
เขาดึงผ้าห่มออก เผยให้เห็นเรือนร่างงดงามของหญิงสาวที่บิดเร่าด้วยความเสียวซ่าน
เซเวียร์ไม่รอช้า เขาแทรกกายเข้าหากลางหว่างขาของเธอ เตรียมจะสานต่อบทเพลงแห่งราคะที่ค้างคาให้จบสิ้น
บรรยากาศในห้องร้อนระอุจนแทบลุกเป็ไฟ อริสาหลับตาพริ้ม เผยอปากรอรับััต่อไปด้วยใจที่ยอมจำนน
ปัง!!
เสียงประตูกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรงราวกับถูกถีบ ทำลายบรรยากาศสีชมพูจนพังพินาศในพริบตา
“ว้าย!!” อริสาสะดุ้งสุดตัว รีบคว้าผ้าห่มมาคลุมโปงหนีด้วยความอับอาย
ส่วนเซเวียร์ชะงักค้าง เส้นเืปูดโปนขึ้นที่ขมับด้วยความหงุดหงิดถึงขีดสุด เขาหันขวับไปมองผู้บุกรุกด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
“ใครมันบังอาจ…” คำด่านั้นกลืนหายไปในลำคอ เมื่อพบว่าผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูคือจิณ
พาลาดินสาวยืนนิ่งงัน อยู่ในชุดบิกินีสีขาวบริสุทธิ์สวมทับด้วยเกราะบางเบา
ผมหางม้าสีทองที่เคยรวบตึงดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่สิ่งที่สะดุดที่สุดคือ ‘กลิ่น’ และ ‘แววตา’ จมูกที่ไวต่อกลิ่นของแวมไพร์จับััได้ทันที…กลิ่นของความสิ้นหวัง กลิ่นของคาวเืจางๆ และ…กลิ่นคาวโลกีย์ที่ผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อ
“หมดเวลาสนุกแล้ว” จิณเอ่ยเสียงเรียบเย็น ไร้อารมณ์ราวกับเครื่องจักร ดวงตาสีฟ้าครามที่เคยมุ่งมั่นบัดนี้ว่างเปล่าและด้านชา
เธอไม่แม้แต่จะแสดงอาการเขินอายหรือโกรธเคืองที่เห็นภาพอุจาดตาตรงหน้า แต่กลับเดินดุ่มๆ เข้ามาที่เตียง แล้วคว้าเข้าที่ท่อนแขนอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามของเซเวียร์ ก่อนจะออกแรงกระชากอย่างแรงเพื่อให้เขาลุกขึ้นจากตัวของเพื่อนสาว
“ลุกเดี๋ยวนี้…ข้ามีเื่ต้องคุยกับเ้าเป็การส่วนตัว”
“เฮ้ย!! เ้านี่มันไร้มารยาทสิ้นดี!!”
เซเวียร์โวยวาย แต่มุมปากกลับยกยิ้มอย่างนึกสนุก เมื่อเห็นแรงขัดขืนที่แข็งกร้าวของพาลาดินสาว
“ขัดจังหวะาา…โทษปะานะรู้ไหม?”
“จะปะาก็เชิญ…หลังจากที่คุยกันรู้เื่แล้ว” จิณไม่สนใจคำขู่
เธอก้มลงหยิบผ้าห่มผืนบางที่กองอยู่บนพื้นโยนใส่ร่างเปลือยเขาอย่างลวกๆ ก่อนจะออกแรงลากาาแวมไพร์ผู้ยิ่งใหญ่ให้เดินตามออกไปจากห้องราวกับจูงสัตว์เลี้ยงที่ดื้อรั้น โดยไม่ชายตามองอริสาที่นอนตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่มเลยแม้แต่น้อย
“ดะ…เดี๋ยวสิ!! จิณ!! เซเวียร์!! แล้วข้าล่ะ!?” อริสาร้องเรียกเสียงหลง ความสับสนปนตื่นตระหนกฉายชัดในดวงตา
“จัดการอารมณ์ตัวเองซะอริสา…พวกข้ามีธุระต้องทำ” จิณทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเ็า ก่อนจะลากเซเวียร์พ้นประตูห้องไป และปิดประตูกระแทกใส่หน้าเพื่อนสาวอย่างไร้เยื่อใย
ปัง!! ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องพักอีกครั้งในพริบตา ทิ้งให้อริสานอนเคว้งคว้างอยู่บนเตียงกว้างเพียงลำพัง
“อะ…อะไรกันเนี่ย?” สาวน้อยจีโอแมนเซอร์ครางเสียงอ่อย ใบหน้ายังคงแดงก่ำ ร่างกายยังคงร้อนวูบวาบจากััที่ถูกปลุกเร้าจนเกือบถึงฝั่งฝันเมื่อครู่
ความรู้สึกวาบหวามที่พุ่งขึ้นสูงปรี๊ดถูกตัดจบกลางอากาศ ทำให้ร่างของเธอเกิดอาการเกร็งค้างอย่างช่วยไม่ได้ เหมือนคนกำลังจะจามแล้วถูกบีบจมูก ความ ‘ค้างคา’ ที่แสนทรมานนี้…
“คนบ้า!! มาทำให้เขินแล้วก็ทิ้งกันไปดื้อๆ แบบนี้เนี่ยนะ!? ฮือออ…แล้วข้าจะทำยังไงกับความรู้สึกนี้เล่า!!”
อริสาซุกหน้าลงกับหมอน กรีดร้องอู้อี้ด้วยความคับแค้นใจและอับอาย โดยหารู้ไม่ว่าเพื่อนสาวของเธอไม่ได้แค่เ็า แต่กำลังแบกรับความลับที่ดำมืดยิ่งกว่าราคะที่เธอกำลังเผชิญอยู่หลายเท่านัก
อีกด้านหนึ่ง…จิณลากเซเวียร์เข้ามาภายในห้องพักส่วนตัวของเธอที่อยู่ติดกัน
ก่อนจะเหวี่ยงร่างของชายหนุ่มให้ไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้กลางห้อง แล้วลงกลอนประตูอย่างแ่า
บรรยากาศในห้องของจิณดูเคร่งขรึมและเป็ระเบียบ ต่างจากห้องของอริสาที่ดูนุ่มนวล แต่ในตอนนี้…กลิ่นอายของความตึงเครียดกลับลอยฟุ้งจนแทบหายใจไม่ออก
เซเวียร์ตวัดผ้าห่มที่ห่อหุ้มท่อนล่างอย่างิ่เหม่ให้เข้าที่อย่างไม่ยี่หระ เพราะถึงแม้เขาจะชอบโชว์ แต่ดูเหมือนพาลาดินสาวคนนี้จะอยากให้เขาปิดไว้ก่อน ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสนใจใคร่รู้
“รุนแรงจังนะ…แม่พาลาดิน”
เขายิ้มเย้า
“ลากข้ามาถึงในห้องนอนสองต่อสองแบบนี้…หรือว่าเ้าจะ ‘ติดใจ’ เื่เมื่อคืนจนทนไม่ไหว?”
แทนที่จะโกรธเคือง จิณกลับยืนนิ่ง เธอถอดหมวกเกราะวางลงบนโต๊ะ เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวและแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันบิดเบี้ยว
“เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว” จิณเอ่ยเสียงต่ำ
มือข้างหนึ่งเผลอลูบไปที่หน้าท้องแบนราบของตนเองเบาๆ ราวกับย้ำเตือนถึงความเปียกชื้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้บิกินีสีขาว
“ข้าได้รับภารกิจใหม่จากสภา…และมันเป็งานที่ข้าทำคนเดียวไม่ได้”
เธอเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ
“พวกเราต้องไปล้างบางพวก ‘ไลแคน’ ที่ป่าทมิฬ”
“ไลแคน?” เซเวียร์เลิกคิ้ว
รอยยิ้มสนุกสนานปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“หมาน้อยพวกนั้นน่ะรึ? หึ…น่าสนุกดีนี่”
ขณะที่ย่านการค้าใจกลางเมืองโซลารา…บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยคลื่นมนุษย์ที่หลั่งไหลเบียดเสียดกันอย่างจอแจ
สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยร้านอาหารทะเลระดับพรีเมียมที่กำลังรังสรรค์เมนูรสเลิศ
กลิ่นคาวปลาสดใหม่คละคลุ้งไปกับไอร้อนจากเตาย่าง และกลิ่นเครื่องเทศที่โชยมาปะทะจมูกสลับกับเสียงะโเรียกลูกค้าที่ดังระงม
มันคือความวุ่นวายที่จัดจ้านและเต็มไปด้วยสีสันของชีวิตชีวาอย่างที่สุด
“จับมัน!! จับยัยบ้านั่นเร็วเข้า!!”
เสียงะโของทหารยามดังระงมไปทั่ว พร้อมกับเสียงะเิที่ดังสนั่นหวั่นไหว ตูม!! ตูม!! ร้านผลไม้ร้านหนึ่งะเิกระจุยกลายเป็เศษไม้และน้ำแตงโมกระจายว่อน
“วู้ววว~ฮู้ววว!! มันต้องอย่างนี้เซ่!!” ร่างเพรียวบางในชุดบิกินีช่างกล ผมเปียคู่สีน้ำเงินยาวถึงน่องปลิวไสวไปตามแรงลม
การ์เน็ตกำลังไถลตัวไปตามราวระเบียงชั้นสองของอาคารบ้านเรือนอย่างคล่องแคล่ว
ในมือถือปืนกลเบาที่ดัดแปลงเองกราดยิงลงมาที่พื้นเบื้องล่างอย่างบ้าคลั่ง เป้าหมายของเธอไม่ใช่ทหารยาม แต่เป็ ‘โจรหนุ่ม’ คนหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
“อย่าหนีนะเ้าหนู!! เอาของเล่นของข้าคืนมา!!” การ์เน็ตหัวเราะร่าด้วยเสียงแหลมสูงที่ฟังดูจิตป่วน
“ยัยนี่มันบ้าไปแล้ว!! ใครก็ได้ช่วยด้วย!!” โจรหนุ่มร้องลั่น
เขาเร่งเร้ามานาธาตุลมสร้างกำแพงลมหมุนขึ้นด้านหลังเพื่อกันะุ ก่อนจะะโข้ามหลังคาตึกเพื่อหนีตาย
“คิดจะเล่นซ่อนแอบเหรอ? ‘ชาร์ก’ จัดการมันเลย!!” การ์เน็ตแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
เธอคุยกับ ‘เครื่องยิงจรวดรูปฉลาม’ ที่สะพายอยู่บนหลัง
“ล็อกเป้าหมาย…กัดมันไม่ให้เหลือซาก!!”
เฟี้ยววว!!
จรวดมิสไซล์หัวรูปฉลามพุ่งออกจากกระบอก แหวกอากาศด้วยความเร็วสูง มันเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวางตามการเคลื่อนไหวของโจรหนุ่มอย่างแม่นยำ โจรธาตุลมเบิกตากว้างเมื่อเห็นจรวดพุ่งเข้ามาประชิด
“เวรเอ๊ย!!” เขารวบรวมลมทั้งหมดสร้างบาเรียอัดอากาศเพื่อต้านรับ
บึ้มมม!!
แรงะเิรุนแรงอัดกระแทกจนบาเรียแตกกระจาย
ร่างของโจรหนุ่มลอยละลิ่วไปกระแทกกับกำแพงตึกดัง แอ้ก!! จนตัวฝังแน่นเป็รอยพิมพ์รูปคนอัดติดกำแพงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ไหลรูดลงมากองกับพื้นในสภาพที่ดูไม่ได้
เสื้อผ้าขาดวิ่นจนเผยให้เห็นกางเกงในลายเป็ดน้อยสีเหลืองอ๋อย
ผมเผ้าที่เคยสลวยกลายเป็ทรงแอฟโฟรไหม้เกรียมที่มีควันลอยกรุ่น หน้าดำปิ๊ดปี๋จนเห็นแค่ลูกตาขาวที่หมุนติ้วเป็ก้นหอย ปากพ่นควันสีดำออกมา ปุ๋งๆ ราวกับท่อไอเสียรถไอน้ำที่ใกล้พัง
ฝุ่นควันจางลง เผยให้เห็นการ์เน็ตที่ะโลงมายืนคร่อมร่างเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ปลายกระบอกปืนที่ยังร้อนฉ่าจ่อเข้าที่แสกหน้า
“จับได้แล้ว~” เธอร้องเพลงเสียงใส
มือล้วงเข้าไปในอกเสื้อของโจรแล้วหยิบ ‘แกนพลังงาน’ ของเธอคืนมา
“คราวหลังจะขโมยของใคร…ดูตาม้าตาเรือด้วยนะจ๊ะ” เธอตบแก้มโจรเบาๆ ด้วยด้ามปืน
“เฮ้ย!! อยู่นั่นไง!! ล้อมนางไว้!!” ทหารยามนับสิบคนวิ่งเข้ามาล้อมกรอบเธอไว้ทุกทิศทาง ปลายหอกชี้มาที่ตัวป่วนประจำเมือง
การ์เน็ตมองไปรอบๆ แล้วยักไหล่
“โอ๊ะโอ…งานเข้าซะแล้วสิ”
แต่แทนที่จะยอมจำนน เธอกลับฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม ดวงตาสีแดงเปล่งประกายความวายป่วง
“งั้นก็…บ๊ายบายนะจ๊ะพวกบื้อ!!”
เธอปาะเิควันลงพื้น ฟู่!! ควันสีชมพูหนาทึบพวยพุ่งออกมาปกคลุมพื้นที่ เมื่อควันจางลง…ร่างของสาวน้อยตัวป่วนก็หายวับไปแล้ว
เหลือไว้เพียงเสียงหัวเราะกวนประสาทที่ลอยมาตามลม พร้อมบิลค่าเสียหายจำนวนมหาศาล…ที่จะถูกส่งตรงไปถึงมือพาลาดินจิณในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา