บทที่ 27
เื่ที่ควรระวัง
จางหยุนยืนขบคิดอย่างเงียบๆอยู่ริมหน้าต่าง ผ่านไปสักพักเขาก็สรุปเื่ที่ตนเองควรจะระวังภายในเมืองแห่งนี้ได้แล้ว
เื่อย่างแรกที่เขาควรที่จะระวังก็คือ เกี่ยวกับวิชาซากเทวะของเขา วิชาซากเทวะเป็การนำเอาศพของผู้ฝึกตนมาหลอมกลายเป็ข้ารับใช้
ที่จริงแล้ววิชานี้ค่อนข้างที่จะคล้ายคลึงกับวิชาของนิกายมาร ที่นำเอาศพของผู้อื่นมาหลอมกลายเป็หุ่นเชิดหรือว่าศพต่อสู้ เพราะแบบนั้นถ้าเกิดว่าเขาใช้วิชานี้ออกมาบริเวณรอบๆเมือง ก็อาจจะมีผู้ฝึกตนสักคนที่มองเห็นถึงความผิดปกติแล้วก็ป่าวประกาศเื่นี้ออกไป
ภายในหุบเขาอวี้เฟิงแห่งนี้เป็พื้นที่ของสำนักเมฆาแดง ที่เป็หนึ่งในแปดสำนักฝ่ายธรรมะ ถ้าเกิดว่ามีผู้ฝึกตอนสายมารปรากฏขึ้นภายในแถบนี้ ย่อมต้องโดนรุมสังหารจากขุมกำลังทุกขุมกำลังอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นสิ่งที่ควรระวังก็คือวิชาซากเทวะ ที่ค่อนข้างที่จะเหมือนกับวิชาของลัทธิมาร
เพียงแต่ว่าในตอนนี้จางหยุนที่ฝึกฝนซากเทวะมาสักพักแล้ว เขาััได้วิชานี้ค่อนข้างที่จะแตกต่างจากนิกายมาร
ที่บอกแตกต่างก็คือซากเทวะที่เขาหลอมขึ้นมา ในตอนแรกพวกมันเป็เพียงแค่ศพเท่านั้น แต่หลังจากที่เปลี่ยนร่างของตนเองกลายเป็ซากเทวะแล้ว จางหยุนมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏขึ้น นั่นก็คือเนื้อหนังที่เริ่มปรากฏขึ้นมาบนร่างกาย
สภาพของซากเทวะแต่ละตัวไม่ได้แตกต่างจากในตอนที่ยังมีชีวิตเลย ไม่เหมือนกับวิชาหลอมศพที่เขาได้ยินจากปากของหลินอวี่
วิชาหลอมร่างศพพวกนั้น เวลาหลอมขึ้นมาล่างก็ยังคงเป็ศพเน่าเปื่อย หรือมีขอบเขตสูงขึ้นสักหน่อยก็อาจจะมีคงรูปสภาพเดิมเอาไว้ได้บ้าง แต่ว่ามันเองก็ยังอยู่ในสภาพที่เป็กึ่งศพคนเป็คนตายอยู่
แต่สำหรับวิชาซากเทวะ เมื่อเขาทำการหลอมและเปลี่ยนให้ศพพวกนั้นกลายเป็ซากเทวะ พวกมันก็มีการเปลี่ยนแปลงปรากฏว่าร่างของพวกมันจะกลับไปเหมือนตอนที่ตนเองนั้นยังมีชีวิต มีเพียงแค่สีของดวงตาที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แล้วก็ข้อจำกัดในการสื่อสาร นอกจากสองอย่างนี้แล้วซากเทวะแทบจะเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง
เพราะแบบนั้นจางหยุนจึงคิดว่าวิชาของเขานั้น แต่ต่างจากวิชาหลอมศพของพวกลัทธิมาร
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะดูความแตกต่างไม่ออก ถ้าเกิดว่ามีคนพบเจอแล้วมาแจ้งกับภายในเมือง เขาเองก็อาจจะโดนรุมเล่นงานอยู่ดี เพราะแบบนั้นก็จำเป็จะต้องระมัดระวังในการใช้งานซากเทวะ
ในระหว่างที่เดินทางอยู่ภายในหุบเขาอวี้เฟิง กว่าที่จะเดินทางมาถึงเมืองวายุแดงแห่งนี้ ก็กินเวลาไปหลายวันเพราะแบบนั้นใน่เวลานั้น จางหยุนได้ฝึกฝนวิชาซากเทวะอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ซากเทวะทั้งสามตัวของเขานั้นแข็งแกร่งขึ้นมาก
ซากเทวะลำดับหนึ่งที่เป็ร่างของชายชราผู้ฝึกตน ในตอนนี้น่าจะมีพลังใกล้เคียงกับผนึกตันเถียนขั้นสิบ ส่วนร่างของหัวหน้าองครักษ์หวัง ตอนนี้ก็ใกล้เคียงกับผนึกตันเถียนขั้นเก้าส่วนองค์ชายใหญ่ พัฒนาการเป็ซากเทวะระดับปลายแล้ว ในตอนนี้พลังเองก็น่าจะใกล้เคียงผนึกตันเถียนขั้นเจ็ด
จางหยุนถึงแม้ว่าจะมีซากเทวะทั้งสามอยู่ในมือ แต่เขาเองก็ไม่เคยประมาทเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าภายในเมืองแห่งนี้ยังมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าเขาอยู่อีกมาก
ลำพังเพียงแค่ตัวตนระดับหลอมกระดูก จางหยุนในตอนนี้ก็คิดว่าตนเองน่าจะยังไม่สามารถรับมือได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าขอบเขตหลอมกระดูก มีพลังต่างจากขอบเขตผนึกตันเถียนมากขนาดไหน
นอกจากระวังวิชาที่ต้องใช้อย่างแรกแล้ว สิ่งต่อไปที่ควรจะระวังก็คือผู้บำเพ็ญเพียร เพราะว่าเมื่อก้าวเท้าออกไปนอกเมืองไปล่าสัตว์อสูร หรือแม้กระทั่งไปแสวงหาทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียร เมื่อก้าวเท้าออกไปจากเมืองแล้วชีวิตความเป็ตายรับผิดชอบเอง
การสังหารและการต่อสู้ในหุบเขาแห่งนี้เป็เื่ปกติและธรรมดามาก พลังต่อสู้ของจางหยุนถ้าเกิดว่าไม่รับซากเทวะลำพังเพียงแค่ตัวของเขา เป็เพียงแค่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต้น เพราะแบบนั้นในตอนนี้ในสายตาคนอื่นเขาคือ เนื้อบนเขียงที่สามารถหั่นง่ายที่สุด
จางหยุนเรียบเรียงเื่ที่ตนเองนั้นควรระวังเอาไว้ภายในหัวแล้ว จากนั้นเขาเตรียมไปพักผ่อนเพราะว่าในวันพรุ่งนี้ จางหยุนคิดว่าจะไปเปิดหูเปิดตาที่หอการค้าเหรียญ์สักหน่อย เพื่อนำเอาร่างของสัตว์อสูรที่ตนเองเก็บอยู่ไปขายก่อน
…
เช้าวันต่อมา
จางหยุนตื่นั้แ่่ยามเช้า เมื่อทุกกิจวัตรในยามเช้าเสร็จ ก็ลงมาจากห้องพักของตนเองแล้วก็เริ่มเดินทางออกจากโรงเตี๊ยม เขาเดินทางไปยังที่มีรถม้ารับส่ง
ภายในเมืองแห่งนี้ห้ามใช้สมบัติบิน เพราะแบบนั้นผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่ก็จะใช้รถม้าอสูร เพียงแต่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเงินซื้อรถม้าเป็ของตนเอง เพราะว่ารถม้าประเภทนี้เองก็มีราคาที่ไม่ธรรมดา
เพราะแบบนั้นภายในเมืองแห่งนี้จึงมีกิจการรถม้าขนส่งขึ้นมา แล้วที่ทำให้จางหยุนรู้สึกประหลาดใจก็คือคนที่เป็เ้าของรถม้าขนส่งพวกนี้ก็ยังเป็หอการค้าเหรียญ์
พวกเขาจะมีรถม้าขนส่งอยู่ตามจุดต่างๆ โดยที่วิธีเช่ารถมาก็คือการทำบัตรสมาชิกรายเดือน เป็การจ่ายเงินให้กับรถม้าขนส่งพวกนี้หนึ่งเดือนสี่เหรียญปฐี เพียงแค่จ่ายเงินถ้าเกิดว่าอยากจะเดินทางไปที่ไหนภายใน ก็แค่เดินทางไปยังจุดรับส่งจากนั้นก็สามารถสั่งให้รถม้าไปรับไปส่งตามจุดต่างๆได้ในทันที
จางหยุนเพิ่มความชื่นชมให้แก่หอการค้าเหรียญ์ขึ้นไปอีก ช่างคิดวิธีการหาเงินที่สมัยใหม่เสียจริง
การที่หอการค้าเหรียญ์เป็หอการค้าที่มั่งคั่งที่สุด แล้วก็ใหญ่ที่สุดภายในดินแดนนภาเมฆาแห่งนี้คงจะไม่ได้มาเพราะโชคช่วยอย่างแน่นอน ความสามารถในการหาเงินที่เป็หนึ่งในใต้หล้าคงจะไม่มีผู้ใดเทียบได้
จางหยุนที่เป็คนจากยุคสมัยใหม่ยังรู้สึกเปิดหูเปิดตาเลย จุดรับส่งของรถม้าภายในเมืองวายุแดงแห่งนี้มีอยู่หลายสิบแห่งตั้งอยู่ตามจุดต่างๆกระจายแทบจะทั่วทั้งเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรภายในเมือง
จางหยุนเดินทางไปยังจุดรับส่งที่อยู่ใกล้ที่สุด จากนั้นเขาเองก็ทำการจ่ายเงินสี่เหรียญปฐี ทำบัตรสมาชิกในการใช้งานรถม้าอสูรภายในเมือง
จางหยุนเริ่มใช้งานในทันทีเขาเดินทางไปยังหอการค้าเหรียญ์ ได้ขึ้นไปขี่บนรถม้าแล้วเมื่อรถม้าออกวิ่ง จางหยุนก็ได้รู้แล้วว่าทำไมรถม้านี่ถึงเดินทางภายในเมืองได้สะดวก
เพราะว่าตัวของรถม้าวิ่งเร็วมากลำพังเพียงแค่การเคลื่อนที่ เกรงว่ามันคงจะเร็วกว่าตัวของเขาที่เคลื่อนที่อย่างเต็มกำลังเสียด้วยซ้ำ
ใช้เวลาไม่นานในที่สุดจางหยุนก็เดินทางมาถึงเป้าหมาย
อาคารสถาปัตยกรรมจีนโบราณตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า มันคืออาคารที่สูงกว่าถึงสิบสองชั้น ตัวของอาคารเองก็กว้างใหญ่เป็อย่างมาก เมื่อมองไปบริเวณรอบๆอาคารแห่งนี้กับงดงามหรูหราแล้วก็สูงใหญ่ที่สุดในบริเวณแถบนี้
ถ้าเกิดว่ามองนอกเมืองเข้ามาบริเวณด้านใน ก็คงจะมองว่าอาคารแห่งนี้เป็ที่สะดุดตามากที่สุด
สิ่งก่อสร้างงดงามที่อยู่ด้านหน้าคือหอการค้าเหรียญ์ เป็หอการค้าที่ใหญ่ที่สุดภายในเมืองแห่งนี้ แล้วไม่เพียงแค่นั้นยังเป็หอการค้าและเป็ขั้วอำนาจใหญ่ภายในดินแดนนภาเมฆาแห่งนี้อีกด้วย
หอการค้าเหรียญ์แตกต่างจากขั้วอำนาจใหญ่อื่นๆ ภายในเมืองเล็กๆแห่งนี้แทบจะไม่สามารถพบเจอพวกนิกายใหญ่ๆหรือว่าสำนักธรรมะเลย เป็เพราะว่าพวกเขานั้นต่างอยู่ภายในพื้นที่ของตนเอง
แต่หอการค้าเหรียญ์กับกระจายสาขาไปทั่วทั้งดินแดน เพราะแบบนั้นโอกาสที่จะพบเจอหอการค้าเหรียญ์ย่อมมากกว่าพบเจอพวกสำนักใหญ่ต่างๆ อย่างแน่นอน