เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 50 ยกระดับอย่างต่อเนื่อง

    ทันทีที่เย่หยางก้าวขึ้นสู่ขั้นเก้าร้อยได้สำเร็จทุกคนที่อยู่ด้านล่างภูเขาต่างก็พากันตื่นเต้นทันที 

            “ไม่คิดเลยว่าวันรุ่งขึ้นเขาจะก้าวถึงขั้นเก้าร้อย นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ”

            “จากประวัติศาสตร์ในอดีตคนที่ก้าวสู่ขั้นแปดร้อยได้จะกลายเป็นยอดฝีมือระดับราชายุทธ์ เป็นไปได้หรือไม่ว่าในอนาคตเย่หยางจะกลายเป็นราชันยุทธ์?”

            หลี่เฉิงเฟิงมองเย่หยางด้วยความโล่งใจเขาเริ่มมั่นใจในตัวเด็กผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆท่าทางเย่ว์อิ่งจะได้กลับบ้านเร็วกว่าที่คิด

            คนส่วนใหญ่ทั้งตื่นตระหนก ประหลาดใจและชื่นชมส่วนศิษย์จากเมืองหนานหลีกับเมืองหลัวอิ๋งต่างจับจ้องเขาด้วยความริษยาไม่พอใจ

            มู่ซื่อสยงสีหน้ามืดมน หน้านิ่วคิ้วขมวดเขาสัมผัสได้ถึงวิกฤตครั้งใหญ่ตระกูลมู่จะไม่ยอมให้หลี่เฉิงเฟิงคนที่สองปรากฏตัวในเมืองปาฮวงมิฉะนั้นจะต้องเกิดหายนะขึ้นอย่างแน่แท้

            ผู้ตรวจสอบมองเย่หยางที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาฝึกฝนบนบันไดขั้นเก้าร้อยนัยน์ตาฉายแววซับซ้อน ขณะพึมพำกับตนเองว่า "เย่หยางผู้นี้เป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ไร้ผู้ใดเทียบอย่างแท้จริงความสำเร็จในอนาคตต้องเหนือยิ่งกว่าพวกเรา เพียงแต่…เขาก็เป็นนักวิญญาณด้วยเช่นกันไม่รู้ว่าเขาจะเลือกหนทางไหน”

            เจ้าสำนักชุดขาวจิบชาอย่างสบายใจแล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า "ยิ่งคนเราอายุมากจิตใจก็เริ่มไม่มั่นคง ทุกสิ่งในโลกล้วนอยู่ภายใต้ชะตากำหนดทั้งเจ้าและข้าไม่อาจควบคุมมันได้นอกจากนี้บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักเทียนอู่ยังกำหนดกฎเกณฑ์ไว้แล้วไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองของเหล่าศิษย์สาวกเด็ดขาด”

            “ท่านเจ้าสำนักกำลังจะบอก ว่าถ้าเย่หยางเลือกฝึกวรยุทธ์ต่อไปเราก็ทำได้เพียงเฝ้าดูปล่อยให้นักวิญญาณสูญหายไปด้วยน้ำมือของเราน่ะหรือ” ผู้ตรวจสอบกล่าวอย่างไม่เต็มใจ

            “กฎของสำนักสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” เจ้าสำนักชุดขาวยืนกรานอย่างจริงจัง “ต่อให้เจ้าสำนักกลับมาและข้ากลายเป็นแค่รองเจ้าสำนักเขาก็ไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งบรรพชนผู้ก่อตั้งอยู่ดี”

            “บรรพชนผู้ก่อตั้งฝึกฝนบำเพ็ญเพื่อขึ้นสู่สวรรค์ล่วงรู้ชะตาฟ้าดิน กฎเกณฑ์ที่วางไว้ย่อมมีความหมายลึกซึ้ง กังวลไปก็เปล่าประโยชน์”

            “ขอรับ ขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยชี้แนะ ศิษย์น้องผู้นี้ดื้อรั้นเกินไป”เมื่อคิดถึงตำนานเกี่ยวกับบรรพชนผู้ก่อตั้งผู้ตรวจสอบก็เหงื่อแตกพลั่ก รีบโค้งคำนับเจ้าสำนักชุดขาว

            “เจ้ากับข้าแค่ต้องพยายามรักษากฎของสำนักให้ดีที่สุดส่วนที่เหลือเราไม่จำเป็นต้องกังวล มาดูความสนุกกันดีกว่าว่าพวกเขาจะทำให้เราประหลาดใจได้มากน้อยแค่ไหน” เจ้าสำนักชุดขาวยิ้มเล็กน้อย

            ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ศิษย์ที่ปีนป่ายขึ้นบันไดมาหนึ่งวันเริ่มหมดแรงพวกเขานั่งขัดสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังกลับมาโดยเร็วที่สุด

            ยามนี้อันดับเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

            อันดับหนึ่ง เย่หยาง ขั้นเก้าร้อย

            อันดับสอง มู่ไป๋ ขั้นเจ็ดร้อยเก้าสิบเก้า

            อันดับสาม หลันไฉเตี๋ย ขั้นเจ็ดร้อยแปดสิบเจ็ด

            อันดับสี่ เยี่ยอวี่หาน ขั้นเจ็ดร้อยสี่สิบหก

            อันดับห้า กวนเยี่ยนเสวี่ยขั้นเจ็ดร้อยยี่สิบก้าว

            อันดับหกมีเจ็ดคนเพราะพวกเขาติดอยู่ที่ขั้นห้าร้อยเก้าสิบเก้าพยายามปีนขึ้นขั้นที่หกร้อยหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลวทั้งหมด

            เย่ชิงเสวียนอยู่อันดับสิบแปดบันไดขั้นห้าร้อยยี่สิบสาม นอกเหนือจากเย่หยางแล้ว นางเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวในเมืองปาฮวงที่ปีนบันไดทะลุขั้นห้าร้อย

            จากบันไดขั้นห้าร้อยกลุ่มคนที่กระจายอยู่ตามขั้นบันไดต่างๆ ได้รวมตัวกันเป็นเหมือนร่างของมังกรยาว แต่สถานที่ที่มีชีวิตชีวาที่สุดก็คือขั้นสองร้อยเก้าสิบเก้าซึ่งเป็นส่วนหางของกลุ่ม 

            บันไดขั้นดังกล่าวมีคนรวมตัวกันมากกว่าห้าสิบคนทั้งยังเป็นจุดพลุกพล่านมากที่สุดของบันไดสวรรค์เก้าอเวจีโชคดีที่บันไดกว้างพอรองรับผู้คนจำนวนมาก ทำให้ไม่มีใครถูกดันตกลงไป 

            การแข่งขันบนบันไดสวรรค์เก้าอเวจีไม่อนุญาตให้มีการทำร้ายกันเด็ดขาดดังนั้นทุกคนจึงพักผ่อนอย่างสงบไม่ต้องระแวดระวังผู้อื่น

            เมื่อตะวันยามเช้าสาดส่องกระทบผิวพสุธาเหล่าสาวกที่กำลังนั่งสมาธิก็เงยหน้าขึ้นมองดูด้านบนแอบสาบานในใจว่าวันสุดท้ายจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดก้าวไปให้สูงที่สุด

            แต่เมื่อพวกเขาเตรียมตัวเตรียมใจเสร็จสิ้นภาพด้านบนก็ทำให้ความมั่นใจของพวกเขาตกวูบหายไปในฉับพลัน

            บนบันไดขั้นเก้าร้อยบรรยากาศทั่วร่างของเย่หยางยิ่งมายิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆทั้งยังมีการเคลื่อนไหวไปตามจังหวะ

            “สวรรค์ เขากำลังรนหาที่ตายอยู่ใช่หรือไม่”

            “เมื่อวานเขาเพิ่งทะลวงคอขวดวันนี้เขาจะทะลวงคอขวดอีกแล้วงั้นหรือ ข้ากำลังดูอะไรอยู่เนี่ย”

            “ขั้นเก้าร้อยถ้ายังคิดทะลวงคอขวดก็ไม่ต่างจากการรนหาที่ตายสรุปแล้วคนผู้นี้เป็นอัจฉริยะหรือคนเสียสติกันแน่”

            ทุกคนต่างพากันตกตะลึงกับพฤติกรรมของเย่หยางมู่ซื่อสยงถึงกับหัวเราะเสียงดัง "ครั้งนี้ไม่ตายก็คางเหลืองคนจากเมืองปาฮวงมีแต่พวกโง่เง่าเสียสติจริงๆ"

            แม้ว่าคำกล่าวของมู่ซื่อสยงจะฟังดูไม่รื่นหูแต่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนคิด พฤติกรรมดังกล่าวของเย่หยางไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย

            หลี่เฉิงเฟิงมองดูแผ่นหลังของเย่หยาง แอบร่ำไห้อยู่ในใจ‘เย่หยางเอ้ยเย่หยางเจ้าหยุดแค่นี้ไม่ได้หรือไร’

            หลันไฉเตี๋ยกับเย่ชิงเสวียนต่างมองเย่หยางด้วยดวงตาเบิกกว้างยกมือหยกปิดปาก สีหน้าไม่อยากเชื่อ

            หัวใจของเยี่ยอวี่หานสั่นไหวในตระกูลเขาถือเป็นอัจฉริยะผู้โดดเด่น ไม่แยแสสิ่งอื่นใด มุ่งมั่นฝึกฝนแต่วรยุทธ์นอกเหนือจากการกินแล้วเขาใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการฝึกฝนจนถูกขนานนามว่าผู้คลั่งไคล้วรยุทธ์

            แต่พอมาเปรียบเทียบกับเย่หยางแล้วเขาก็ตระหนักว่าตัวเองยังไม่บ้าพอ ขนาดเขายังไม่กล้าทำเช่นนั้นไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ

            ในสายตาของมู่ไป๋มีแต่ความยินดี เขาปรารถนาให้เย่หยางตายไวๆเมื่อวานเขาคิดว่าเย่หยางประสบความสำเร็จโดยบังเอิญ วันนี้จึงย่ามใจคิดจะทำต่อ ถ้าครั้งนี้เย่หยางไม่ตายก็คงจะเกินไป 

            เย่หยางยังคงทะลวงคอขวดต่อไปด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีแม้ปราณแท้จะเปี่ยมไปด้วยพลัง แต่ก็ยังขาดอยู่เล็กน้อยเสมอ ส่งผลให้การทะลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังไม่สามารถทำลายปราการที่ขวางกั้นได้

            เย่หยางรู้ดีว่าเพราะแรงกดดันมหาศาลของบันไดสวรรค์เก้าอเวจีในครั้งที่แล้วทำให้ตันเถียนของเขาขยายใหญ่ขึ้นอีกทั้งปราการขวางกั้นก็ทรงพลังขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้เขายากจะทะลวงคอขวดได้ในอนาคต

            แต่เย่หยางไม่ได้เสียใจเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ตนเองได้รับมันคุ้มค่ามาก

            หลังจากพยายามอยู่เจ็ดแปดครั้งทั้งหมดล้วนจบลงด้วยความล้มเหลว เย่หยางก็สัมผัสแหวนมิติจากนั้นผลไม้ลูกหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ ก่อนจะยัดเข้าปากไปทั้งหมด

            “หืม? เขากินบางอย่างเข้าไป”

            “ดูเหมือนจะเป็นผลไม้”

            “สีของผลไม้นั้นดูเหมือนจะเป็นผลชิงหลิง”

            “สวรรค์ มันคือผลชิงหลิงจริงๆ มันเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับการยกระดับของจอมยุทธ์ไฉนถึงได้เอามาใช้สิ้นเปลืองเช่นนี้”

            เจ้าสำนักหรี่ตามองผลไม้แล้วกล่าวว่า "ไม่คิดเลยว่าเจ้าหนูนี่จะมีผลชิงหลิงท่าทางเขาจะทะลวงสำเร็จอีกครั้ง"

            “แต่หลังจากทะลวงสำเร็จ เขาจะถูกปราณวิญญาณแท้โจมตีโอกาสรอดมีไม่เกินหนึ่งส่วน ท่านจะไม่หยุดเขาจริงๆ หรือขอรับ” ผู้ตรวจสอบกังวล

            “เจ้าลืมกฎอีกแล้วหรือ เราแค่มีหน้าที่ปกป้องกฎที่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนสร้างแต่ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงมัน เราควรเฝ้าดูอย่างสบายใจดีกว่า ข้ารู้สึกว่าเจ้าตัวหนูนี่คงไม่ตายง่ายๆหรอก” เจ้าสำนักชุดขาวกล่าว

            หลังจากผลชิงหลิงเข้าไปในท้องพลังงานพลุ่งพล่านก็เติมเต็มตันเถียนอย่างฉับพลันเย่หยางรีบโคจรพลังทะลวงปราการขวางกั้นด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี

            ‘ตูม!!!’

            คอขวดแตก

            ยามนี้เย่หยางต้องเผชิญกับทางเลือกยากลำบากหากเขาเสริมการป้องกัน เขามั่นใจเก้าสิบส่วนว่าจะยกระดับได้อย่างปลอดภัยแต่มันจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในตันเถียนของเขาและจะกลายเป็นแค่การยกระดับธรรมดาเพียงเท่านั้น 

            หากไม่ต่อต้าน ปล่อยให้ปราณวิญญาณแท้เข้าสู่ตันเถียนด้วยแรงกดดันไร้สิ้นสุดมีโอกาสกว่าเก้าสิบส่วนที่ตันเถียนจะถูกทำลายเพราะไม่สามารถแบกรับแรงกดดันได้ 

            ทว่าในชั่วขณะนั้นเย่หยางก็นึกถึงภาพใบหน้างดงามไร้ที่ติที่กำลังจากไปด้วยความขมขื่นสุดขีดหัวใจของเขาก็รู้สึกปวดร้าวทันที

            เขากัดฟันเลือกที่จะเลือกต่อต้านแรงกดดันปล่อยให้พลังจากภายนอกหลั่งไหลเข้ามาราวกับสายน้ำอันเชี่ยวกรากไหลเข้าสู่จุดตันเถียนด้วยพลังมหาศาล

            ‘ตูม!!!’

            อยู่ๆเย่หยางก็รู้สึกเหมือนกับแอ่งน้ำที่ถูกสายชลธีจากลำธารใหญ่กลืนกินจนแทบจะเอ่อล้นแตกทลายได้ทุกเมื่อ

            ‘ตูม!’ เสื้อผ้าส่วนบนระเบิดผ้ามัดผมขาดกระจายหลุดลุ่ย เส้นผมสีดำขลับปลิวไสว ราวกับเทพมารจุติมายังโลกผิวหนังทั่วร่างแดงก่ำ โลหิตไหลซึมออกมาอย่างช้าๆ

            หลังจากนั้นไม่นานก็มีรอยปริแตกเล็กๆปรากฏขึ้นบนผิวหนัง เพียงชั่วครู่ทั่วทั้งร่างของเย่หยางก็อาบย้อมไปด้วยโลหิตประหนึ่งว่าร่างของเขาจะระเบิดได้ทุกเมื่อ 

            หลี่เฉิงเฟิงลุกขึ้นยืนกำมือตัวเองแน่นจ้องมองเย่หยางด้วยความวิตกกังวล

            เย่ชิงเสวียนอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา "เย่หยางเจ้าต้องอดทนไว้"

            จิตใจของผู้คนตระกูลเย่ว่างเปล่า

            ศิษย์ตระกูลจ้าว พี่น้องตระกูลกู่ทุกคนมองดูเย่หยางด้วยสีหน้ากังวล กู่เสี่ยวเย่ว์น้ำตาไหลริน

            หลันไฉเตี๋ยพึมพำ "เย่หยาง เจ้าต้องทำได้"

            มีเพียงมู่ไป๋ที่มองเย่หยางด้วยสีหน้าผ่อนคลายประกายตาแวววับ ยิ้มมุมปากอย่างยินดีรอคอยให้ร่างของเย่หยางระเบิด

            ในช่วงวิกฤตชีวิตเป็นตายเย่หยางรักษาจิตใจให้ปลอดโปร่ง ควบคุมพายุปราณดูดซับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในแต่ละรอบการหมุน พลังของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

            ยิ่งพายุปราณแข็งแกร่งขึ้นเท่าไรการหมุนวนก็เร็วขึ้นเท่านั้นส่งผลให้แรงกดดันน่าสะพรึงกลัวลดลงจนเย่หยางเริ่มมองเห็นความหวังอันริบหรี่

            เขาจำเป็นต้องดูดซับปราณแท้ก่อนร่างกายจะถูกทำลายพยายามโคจรปราณแท้อย่างสิ้นหวัง

            ภาพที่เห็นภายนอกคือร่างกายของเย่หยางสามารถพังทลายได้ทุกเมื่อการที่เขายังคงรักษาสมดุลไว้ได้นานถึงครึ่งก้านธูปก็ถือว่าน่าอัศจรรย์แล้ว 

            ด้วยสภาพร่างกายเช่นนั้นแต่กลับสามารถยืนหยัดได้นานขนาดนี้ ไม่ว่าสหายหรือศัตรูก็อดชื่นชมในความอุตสาหะอดทนของเขาไม่ได้

            สิ่งที่ต้องรู้คือบันไดสวรรค์เก้าอเวจีเป็นการประเมินขั้นสูงสุดของสำนักเทียนอู่ไม่เพียงดูศักยภาพ ความเข้าใจ และคุณสมบัติของผู้ฝึกฝนเท่านั้นแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความเพียรพยายาม 

            ผู้ฝึกยุทธ์สามารถก้าวไปได้ไกลแค่ไหนขึ้นอยู่กับความอุตสาหะเพียรพยายามหากปราศจากความเพียรและจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ต่อให้มีพรสวรรค์มากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์

            หนึ่งก้านธูป

            สองก้านธูป

            ครึ่งชั่วยาม

            สภาพภายนอกของเย่หยางยังดูไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนักเสมือนเปลวเทียนท่ามกลางกระแสลมที่จะมอดดับลงเมื่อใดก็ได้

            แต่ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งใช้เวลานานเท่าไรก็ยิ่งดีสำหรับเย่หยางเท่านั้นผู้เฝ้ามองทั้งหมดไม่ว่าอยู่นอกบันไดหรือบนบันไดต่างจับจ้องไปยังเย่หยางอย่างช่วยไม่ได้บรรยากาศทั่วทั้งลานจัตุรัสเงียบกริบราวกับตายชนิดที่เรียกว่าเข็มหล่นลงพื้นก็ยังได้ยิน

            หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูปร่างกายที่สั่นเทาของเขาก็ค่อยๆ หยุดลง เย่หยางถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอกแอบปาดเหงื่อเย็นในใจ

            หากแรงกดดันสูงขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยเย่หยางคงถูกบดขยี้กลายเป็นผุยผงไปแล้ว

            เขาจะไม่ทำเช่นนี้ได้อีก เพราะถ้ามีอีกครั้งอาจจะไม่รอดแล้วเย่หยางแอบสาบานกับตนเอง 

            เขารู้สึกว่าพายุปราณในตันเถียนขยายออกจนไม่สามารถจินตนาการได้ซึ่งมันทำให้สิ่งที่เขาเพิ่งสาบานกับตนเองไปสั่นคลอนเล็กน้อย 

            “หรือข้าควรทำอีกสักครั้ง?”