บทที่ ๒.๒
าที่เมืองตะวันออกครั้งนี้กินเวลาสองปีดังเช่นที่นวนิยายกลิ่นละไมกล่าว ยามที่เ้าพระยาอุทัยมงคลพิทักษ์ส่งสาสน์มาแจ้งถึงชัยชนะนั้น ขุนหลวงไชยยาธิบดีศรีรณรงค์ฤๅไชยยินดีเป็หนักหนากับชัยชนะนี้ ประกาศให้ให้ลดภาษีลงหนึ่งส่วนเป็เวลาสามปีเพื่อตอบแทนครอบครัวเหล่าทหารกล้าที่ไปร่วมออกศึก
นางสร้อยค่อยๆสางเส้นผมที่ยาวสลวยของคุณหนูปิ่นมุก ช่วยจัดทรงและผัดแป้งจนใบหน้ากระจ่างใสงดงาม มะลิษายิ้มกว้างมองเงาสะท้อนตนเองในกระจกทองเหลืองตรงหน้า
“งามนักเ้าค่ะคุณหนูของบ่าว”
ยามนี้ปิ่นมุกอายุสิบห้าปี ความงามเปล่งประกายเจิดจรัสจนหัวกระไดเรือนออกพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคลมิแห้งดังคำคาดการณ์ ความลำบากจึงตกไปที่คุณหญิงดวงแขผู้เป็มารดา ที่ต้องคอยรับหน้าบรรดาคุณหญิงทั้งหลายที่พาบุตรชายของตนมาเยือนเรือนมิเว้นวัน ขณะที่แม่ตัวดีกลับหลบหน้าหลบตาหนีหายไปเสียทุกวัน
“วันนี้พี่มิ่งเมืองจักกลับมาแล้วใช่ฤาไม่สร้อย”
“เ้าค่ะ”
หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยแล้วมะลิษาจึงก้าวออกจากหอนอน ห้าปีมานี้คุณหญิงดวงแขนั้นเคี่ยวเข็ญเธออย่างหนัก ยามนี้จึงเรียกว่าทุกย่างก้าวล้วนงามสมกับเป็แม่หญิงแห่งเรือนออกพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคล
“แม่ปิ่นมุกมานี่สิ”
มะลิษาเดินไปนั่งที่ด้านข้างมารดา รอยยิ้มละมุนปรากฏบนใบหน้าเมื่อเห็นสายตาของบุปพการีทั้งสองมองไปยังหน้าประตูเรือนอย่างรอคอย
“มาแล้วขอรับ”
บ่าวชายผู้หนึ่งวิ่งขึ้นเรือนมาพร้อมกับเอ่ยเสียงดัง มะลิษาพลันเห็นผู้เป็บิดายิ้มกว้างอย่างยินดี ไม่นานนักที่ประตูเรือนพลันปรากฏร่างบุรุษสูงใหญ่กำยำ แม้ผิวจักคล้ำขึ้นหากแต่ทุกคนล้วนจดจำได้ดีว่าเขาคือบุตรชายเพียงคนเดียวของออกพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคล
“คุณพ่อ คุณแม่ กระผมกลับมาแล้วขอรับ”
มิ่งเมืองมองภาพคนในครอบครัวที่รอคอยการกลับมาของเขาแล้วพลันตื้นตันในอก ดวงตาคมพลันแสบร้อนสองขาทรุดลงคลานเข่าไปกราบสองบุพการี คุณหญิงดวงแขทรุดลงโอบกอดร่างสูงใหญ่ที่แม้มิใช่บุตรตนแต่ตนก็เลี้ยงดูมาหลายปี
“คุณพระรักษาโดยแท้พ่อมิ่งเมืองของแม่”
มะลิษาลอบเช็ดน้ำตาที่หางตา ความยินดีหลอมรวมในอกจนมิอาจหักห้ามน้ำตาของตน
“แม่ปิ่นมุก”
“พี่มิ่งเมือง”
ร่างเล็กโผเขากอดผู้เป็พี่ชาย มิ่งเมืองโอบกอดน้องน้อยของตนแนบอก ห่างกันเพียงสามปีน้องน้อยของเขาเติบโตเป็แม่หญิงที่งดงามถึงเพียงนี้เชียวหรือ ดูทีกลับมาครานี้เขาคงได้คุมเป็พิเศษมิอาจปล่อยให้ซุกซนเช่นวันวาน
“โตเพียงนี้แล้วใยยังร้องไห้เป็เด็กอยู่กัน”
“ข้าดีใจนี่เ้าคะ”
กล่าวจบก็กระชับอ้อมแขนของตนแน่นขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้มจนอกแกร่งของมิ่งเมืองชุ่มไปด้วยน้ำตา ไหล่บางสั่นสะท้านจนดูน่าสงสารมิ่งเมืองหันไปยิ้มกว้างให้บุพการีทั้งสองพลางลูบหลังเล็กปลอบประโลม มะลิษากระชับวงแขนแน่น ศึกที่เมืองตะวันออกคงลำบากมิน้อย พี่ชายที่บอบบางของตนจึงได้กลายเป็ชายบึกบึนเช่นนี้
“เอาเถิดแม่ปิ่นมุก ปล่อยพี่เ้าได้แล้ว”
ไม่เพียงไม่ยอมคลายอ้อมแขน ปิ่นมุกยังกระชับเสียจนแน่นจวบจนพอใจจึงยอมคลายแขนเล็กออกจากผู้เป็พี่ชาย สายตาอบอุ่นที่มองมาที่ตนนั้นทำให้มะลิษาตั้งมั่น ไม่ว่าจักต้องทำอย่างไร เธอจักมิยินยอมให้ชีวิตของเขาเป็ดังที่ถูกขีดเขียนเอาไว้ก่อนหน้า
สมุดสาที่มะลิษาเคยเขียนเื่ราวของนวนิยายกลิ่นละไมเอาไว้ถูกเปิดอ่านอีกครั้ง หลังถูกตรวจสอบเื่ภาษีท่าเรือตะวันออก เ้าฟ้าชายวรฤทธิฤๅไชยผู้เป็อุปราชจักถูกกักบริเวณ แลหลวงเดชาวานิชผู้เป็พระเอกจักต้องเป็คนสืบเื่ราวแทน
ในเื่ของรายละเอียดการสืบเื่ราวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเ้าฟ้าชายวรฤทธิฤๅไชยนั้น มะลิษามองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตน จักมีก็คือหลวงเดชาวานิชผู้นี้จักเป็ผู้ช่วยเหลือเธอ แลเพราะการช่วยเหลือนั้นทำให้เขากับเธอได้รับการหมั้นหมายกัน
เกิดอันใดขึ้นกับปิ่นมุกกันแน่ แล้วหลวงเดชาวานิชมาช่วยเหลือได้อย่างไร
หาก้าเปลี่ยนแปลงอนาคตของตนเอง มะลิษาจำเป็ต้องตีตัวให้ห่างจากหลวงเดชาวานิชผู้นี้ เพราะเหตุผลที่ออกญาเทพารัตนารามภักดีลงมือสังหารปิ่นมุกนั้น สืบเนื่องมาจากแม่ปิ่นมุกกับแม่ละไมมิค่อยถูกกัน ด้วยต่างหลงรักในตัวหลวงเดชาวานิชผู้เป็พระเอกเฉกเช่นเดียวกัน เพื่อเอาใจหญิงที่ตนรักออกญาเทพารัตนารามภักดีจึงได้ลงมือเหี้ยมโหดเช่นนั้น มะลิษาพลันยกขึ้นมากุมอก มิรู้เพราะเหตุใดเพียงคิดว่าออกญาเทพารัตนารามภักดียอมลงมือสังหารเธอเพื่อแม่ละไม ในใจก็พลันปวดร้าวจนยากจักบรรยาย
เช่นนั้นการต่อไปที่เธอควรทำคือ หลีกเลี่ยงการพาตนเองไปเกิดเื่ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ช่วยเหลือจากหลวงเดชาวานิช เช่นนั้นแล้วเธอกับแม่ละไมก็จักได้มิต้องผิดใจกัน ยามนั้นออกญาเทพารัตนารามภักดีอาจเห็นแก่สัมพันธ์เก่าก่อนยอมไว้ชีวิตเธอ
“คุณหนูใยมิเร่งแต่งตัวกันเ้าคะ”
“แต่งตัว...แต่งตัวไปที่ใดกัน”
“เมื่อเช้าขุนหลวงท่านเรียกตัวคุณหนูมิ่งเมือง มิใช่สิเ้าคะยามนี้จักต้องเรียกว่าท่านว่าท่านหมื่นชาญฤทธิแล้ว”
“ท่านหมื่น พี่มิ่งเมืองได้อวยยศเป็หมื่นเชียวรึ”
เหตุใดจึงได้อวยยศเป็ถึงหมื่นเล่า มิใช่ว่าพี่มิ่งเมืองจักได้รับอวยยศเป็เพียงนายพันหรือไร เกิดอันใดขึ้นกัน
“แล้วคุณพี่มิ่งเล่า ได้อวยยศด้วนฤาไม่”
“ได้สิเ้าคะ ขุนหลวงท่านเอ่ยด้วยพระองค์เองเชียวเ้าค่ะว่าให้เป็หมื่นศึกอาสา เล่ากันว่ายามอยู่ที่หัวเมืองตะวันออกท่านหมื่นศึกอาสาผู้นี้นับว่ามีผลงานโดดเด่นยิ่งนัก แม่ทัพนายกองหลายคนเชียวที่ถูกดาบของท่านปลิดชีพ แต่ที่ผู้คนต่างเล่าลือกันก็คือ...”
นางสร้อยขยับตัวมาประชิดมะลิษาแล้วเอ่ยเสียงเบา
“หมื่นศึกอาสาผู้นี้ยังกราบทูลเื่ภาษีเมืองท่า จนทำให้เ้าฟ้าชายวรฤทธิฤๅไชยถูกกักบริเวณเ้าค่ะ”
มะลิษาขมวดคิ้วเรียวแม้เื่ของมิ่งเมืองจักเปลี่ยนไปแต่ในส่วนอื่นๆก็ล้วนยังดำเนินไปตามที่ถูกกำหนด แต่ในเมื่อเื่ยศศักดิ์ของมิ่งเมืองยังเปลี่ยนได้ เช่นนั้นลางทีจุดจบของเธอก็อาจเปลี่ยนได้เช่นกัน
“ตายแล้วบ่าวมัวชวนคุณหนูคุยเสียยืดยาวเร่งแต่งตัวเข้าเถิดเ้าค่ะ”
“แต่งไปไหนกันสร้อย”
“เย็นนี้จักมีงานสมโภชที่วัดใหญ่ ท่านหมื่นชาญฤทธิเห็นว่านานแล้วที่เมืองเรามิมีงานใหญ่เช่นนี้ จึงเอ่ยขอคุณพระแลคุณหญิงพาคุณหนูออกไปเที่ยวเ้าค่ะ”
“จริงรึ”
....................................................................................................................................................................
หากแม่นายทั้งหลายคิดว่าพ่อทัพจักสุภาพ เอาใจเก่ง แลจิตใจสูงส่ง
ข้าคงจักทำให้แม่นายผิดหวังเสียแล้ว
ด้วยตัวพ่อทัพนั้นมิใช่พระเอกแต่พ่อเป็ตัวร้าย
แลร้ายโดยมิไว้หน้าผู้ใดทั้งสิน