ตะวันแย้มแจ่มฟ้านภาแจ้งสาดสีแสง ส้มสวยส่องสดใสอากาศเช้าแช่มชื่นชุ่มฉ่ำใจ
มวลพฤกไพรสะบัดลมพัดพายามอุษาใกล้สางกังวาลเสียงนกไก่เถียงเอียงคอป้อขานขันลมห่มไกวไม้แกว่งแรงผลักดันหลวงตานั้น อุ้มบาตรเยื้องยาดมาก้มลงกราบซาบซึ้งแล้วถึงใส่ดอกสวยใสไม้สดจรดก่อน
พร้อมปัจจัยถวายน้ำตามอาหารแห้งคาวหวานมีพร้อมสรรพ
อายุ วรรณะ สุขะ พะละ.... เสียงพระภิกษุสงฆ์จำนวนสามรูปให้ศีลให้พร เบื้องหน้าของพระภิกษุสงฆ์ประกอบด้วยศิลาฟ้าครามพ่อแม่ของศิลาถัดไปด้านหลังคือนีทและออเกลกำลังนั่งพนมมือหลังจากการใส่บาตรรับเช้าวันใหม่
“วันนี้แม่กับพ่อต้องไปตรวจร่างกายใช่ไหมครับ” ศิลาหันมาถามด้วยความเป็นห่วง “ให้ผมพาไปไหม”
“ไม่เป็นไรลูก ลูกอยู่กับหนูฟ้าเถอะ” พ่อของเขาบอกด้วยรอยยิ้มเห็นแววตาของลูกชายอิจโรยราจะลงมาปิดกันเต็มทีพร้อมท่าทางเจ้าลูกตัวแสบง้อนแง้นโซเซ เพื่อนทั้งสองหัวเราะคิกคักและเป็นนีทที่พูดขึ้น
“เดี๋ยวฉันกับออเกลไปเป็นเพื่อนเองนายสบายใจได้ ส่วนคนขับรถก็คุณรีโด้แล้วกัน”
“ถ้างั้นฉันฝากด้วยนะ” ศิลากล่าวทิ้งท้ายพร้อมกับเดินประครองเจ้าหล่อนเข้าบ้าน
“ง่วงหรอค่ะพี่ศิ” เจ้าหล่อนหันมามองชายหนุ่มด้วยสายตาหวานกระพริบตาปริบๆ แฝงแววตาสงสารชายหนุ่ม
“อะไร!..ใครง่วง ไม่มี๊ไม่มี” ศิลาละเลิกละลั๊ค พยายามเบิกตาให้โต แต่ทว่าดูเหมือนไอ้เจ้าเปลือกตาของเขามันจะไม่รักดีจ้องจะเลือนลงมาปิดเสียให้ได้และร่างกายของเราช่างกลั่นแกล้งทั้งปวดเมื้อยหล้ายึดทั่วร่าง สาวน้อยหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจในความเป็นเด็กของศิลา
“ศีลมื้อเช้าเอาเป็นไข่ลวกไหม นายจะได้ฟื้นกำลัง” เพื่อนหนุ่มแซว ศิลาพยายามหันมามองตาขวางประมานว่าพูดไรของเองฟร๊ะ ทว่าเขาเองก็ไม่สามารถโต้เถียงอะไรได้เพราะเพียงแค่จะลืมตายังยากลำบาก
“แม่ค่ะ ดูเหมือนอนาคตอันใกล้แม่คงจะไอ้อุ้มหลาน” นีทแซวขึ้นต่อ ฟ้าครามหน้าแดงซานขึ้นสีอมยิ้มที่มุมปาก
สองพ่อแม่หัวเราะลั่น “ตั้งทีมฟุตบอลไปเลยลูกพ่อจะเป็นโคชเอง”
ฟ้าครามตาโต ก่อนจะหันมามองศิลาที่หลับตาเดิน เจ้าหล่อนจึงพูดขึ้น “วันนี้พี่ศิพักผ่อนเถอะค่ะ ห้ามออนไลน์เข้า Demonlord หนึ่งวันด้วยนะ พักสมองบ่าง”
เมื่อได้ยินคำว่า Demonlord เหมือนพลังงานอะไรบางอย่างจะมาช่วยขับไล่ความอ่อนเพลียของศิลาให้หายไปหมดสิ้น เขาหันมองหวานใจคอแทบหัก “ทะ...ทำไมล่ะคะ” “ฟ้าอยากให้พี่พักค่ะ” เจ้าหล่อนเสียงแข็งมองเขม่น เธอรู้ดีว่าหลังจากเซิฟเปิดศิลาจะต้องแจ่นออนไลน์ทันทีแน่นอนเพราะเขามีแผนการที่จะกวาดล้างหิมพานต์และโอลิมปัสรวมถึงเขตแดนแซงทัวรี่
“ค้าบบบ...” ศิลาตอบเสียงเจือนจ๋อยท่าทางสลด “ตากระตุกแหะ” เขาเปรยออกมา
เวลาดำเนินผ่านไปศิลายังคงทอดร่างอยู่บนเตียงนอนแสนอุ่นราวกับว่าเขากำลังจมลงสู่ห้วงนิทราอันยาวนานโดยที่ข้างกายมีดวงตากลมโตสุกสระกราวจ้องมองใบหน้าของเขาด้วยความอ่อนโยนอบอุ่นละมุนละไมราวกับว่าไม่เคยละสายตาแม้สักวินาที เธอพยายามค้นหาคำตอบมาตลอดว่าอะไร ทำไมเหตุใดผู้ชายสามัญธรรมดาคนนี้ถึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอที่ขาดไม่ได้ เรื่องเล็กๆน้อยๆกลับกลายเป็นเรืาองสำคัญขึ้นมาเมื่อมีเขาอยู่
“เข้าสมาธิอีกแล้วหรอ” ฟ้าครามเปรยออกมาเมื่อเห็นใบหน้าเรียบนิ่งของศิลาทั่วร่างของเขาแฝงไปด้วยออร่าสีขาวปนดำบางเบาเลือนลางที่มองไม่เห็น
ตื๊ดๆๆๆๆ...เสียงนาฬิกาบอกเวลาดังขึ้น เวลาใกล้จะเทียงโดยประมาน ฟ้าครามรุกจากเตียงจัดแจงทำธุระส่วนตัวก่อนจะลงมายังห้องนั่งเล่นของบ้านที่เอาไว้ใช้ต้อนรับแขก ภายในบ้านหลังนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันออกแบบทันสมัยแฝงความสบายเป็นธรรมชาติ ไม่มีสิ่งของตกแต่งมากเกินจำเป็นไม่น้อยจนเกินไปทุกอย่างผสมผสานกันอย่างกลมกลืนและลงตัว เป็นบ้านที่เรียกได้ว่าสามารถทำให้แขกที่มาเยือนสามารถนั่งเล่นนั่งคุยได้เป็นวันๆ และเธอเองก็ชอบบ้านหลังนี้เอามากๆแม้จะไม่ได้ใหญ่โตโอฬารเหมือนคฤหาสน์ของเธอแต่ทว่าบ้านหลังนี้ก็อบอุ่นสบายๆสามัญชนแต่แฝงความหรูหราอย่างแนบเนียนและที่สำคัญคนที่ออกแบบบ้านหลังนี้ทุกระเบียบนิ้วก็คือพี่ศิของเธอนั่นเอง
เมื่อเห็นแขกยังไม่มา เจ้าหล่อนจึงใช้เวลานี้หัดเดินและทำกายภาพอยู่พักใหญ่ ตอนนี้เธอสามารถเดินได้ด้วยตัวเองแม้ไม่ต้องมีไม้ค้ำยันทว่าก็ยังคงเดินไม่แข็งเหมือนเด็กที่พึ่งหัดเดิน ในแต่ละเท้าที่ก้าวออกไปความเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับกระดูกเท้าจะแตกเป็นเสี่ยงๆแล่นเข้าถาโถมใส่สาวน้อยจนเธอแทบจะร้องไห้ออกมา ทว่าเธอก็ยังคงหัดเดินพยายามก้าวเท้าไปข้างหน้าเรื่อยๆด้วยสีหน้ามุ่งมั่นฟันกัดแน่น เม็ดเหงื่อมากมายผลุดขึ้นบนใบหน้าเจ้าหล่อน
“สู้ๆนะคะ” ศิลาที่นั่งแอบมองเจ้าหล่อนอยู่ตรงมุมบันไดเปรยออกมาสีหน้าเอาใจช่วยถึงขีดสุดและแฝงไปด้วยความเจ็บปวดก่อนที่เขาจะลุกไปอาบน้ำแต่งตัว
“ฮู่ว...” ฟ้าครามนั่งลงยังโซฟาพลางปาดเหงื่อที่เต็มใบหน้า “พยายามได้ดีฟ้าคราม พยายามได้ดี” เจ้าหล่อนบอกตัวเอง เหล่าบอดิการ์ดที่ยืนลุ้นตัวโก่งแทบหยุดหายใจถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยใจระทึก
ฟ้าครามนั่งคิดทบทวนว่าเธอเคยมีเพื่อนด้วยหรอ อันที่จริงก่อนที่เธอจะถูกยิงจนเดินไม่ได้ก็พอจะมีเพื่อนสาวอยู่บ่างแต่ทว่าก็ไม่สามารถเรียกว่าเพื่อนได้เต็มปาก เพราะคนที่มาเป็นเพื่อนเธอเพราะหวังผลประโยชน์อย่างเช่นวันเกิดหวังว่าเธอจะซื้อกระเป๋าแบร์นเนมให้หรือรถหรูสักคัน หวังว่าเวลาไปไหนกับเธอจะไม่ต้องออกเงิน หวังว่ามีเธออยู่อะไรก็สามารถทำได้เพราะเธอคือลูกสาวเจ้าพ่อมาเฟียแต่พอหลังจากที่เธอถูกยิงไม่เคยมีเพื่อนคนไหนเลยที่มาเยี่ยมเธออย่างดีหน่อยก็โทรมาถามไถ่แต่พอรู้ว่าเธอจะเดินไม่ได้คนพวกนั้นได้ห่างหายลงไปพอรู้ตัวอีกทีเธอก็เหลือแค่พ่อแม่คนในตระกูล กลับกลายเป็นว่าเธอเหมือนคนไร้เพื่อนโดดเดี่ยวและนี่คือสิ่งที่เธอเริ่มหมดกำลังใจที่จะกลับมาเดินได้อีกครั้งเพราะโลกภายนอกเธอไม่มีใครเลย ไม่มีใครเลยที่จะจริงใจกับเธอคบเธอแบบเพื่อนหรือเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ใช่ฟ้าครามคุณหนูตระกูลอัลไซส์
“คุณหนูครับ ผมพาแขกที่ขอพบมาแล้วครับ” บอดิการ์ดเดินเข้ามากล่าวขึ้นพร้อมทั้งบอดิการ์ดที่ยืนตามจุดต่างๆหันมาหรี่มองเป็นตาเดียว
ฟ้าครามมองสองหนุ่มในชุดสูทสีดำหนึ่งคนและชุดสูทสีขาวอมชมพูทั้งสองมีใบหน้าละไม้ละเมียดหล่อเหลาคมคายแต่ดูจืดๆ ในมือของชายที่สวมชุดสูทสีขาวอมชมพูถือดอกกุหลาบหลากสีช่อใหญ่จัดแต่งอย่างดีเดินตามหลังบอดิการ์ดมาติดๆด้วยใบหน้ายิ้มอมภูมิมาดมั่นใจ ฟ้าครามรู้สึกคิ้วกระตุกแปลกๆบอกไม่ถูกกับอีกคนซึ่งเป็นหญิงสาวสวมชุดแฟชั่นอวดเอวสวยกางเกงสีน้ำเงินขาสั้นโชว์ขาเรียวยาวแสนนุ่มนิ่มอมชมพู
ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำโอนิหันมองรอบบ้านด้วยสีหน้าประหลาดใจก่อนจะหันไปกระซิบกับอินาริ “ลูกสาวตระกูลอัลไซส์จริงหรอ ไหงมาอยู่บ้านคนใช้หล่ะ มันน่าจะเป็นคฤหาสน์หลังที่พวกเราเดินผ่านมาไม่ใช่หรอ หรือว่าเขาหลอกเราให้มาเจอกับใครก็ไม่รู้” โอนิกระซิบเสียงแหบแห้งแผ่วเบา สิ่งที่ทำให้เขาคิดแบบนี้เพราะบ้านหลังนี้ดูไม่ค่อยหรูหราถ้าเทียบกับคฤหาสน์หลังข้างๆ แต่การตกแต่งภายในบ้านเขาเองยอมซูฮกให้คนออกแบบที่มำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ชนิดไม่มีเบื่อ
บอดิการ์ดคนนำทางหยุดฝีเท้า แม้ว่าคำพูดนั้นจะเบา สำหรับบอดิการ์ดของตระกูลอัลไซส์ที่ถูกฝึกและโตมาในหน่วยรบพิเศษของกองทัพย่อมได้ยิน เขาพูดออกมาเสียงไม่พอใจ “ตระกูลอัลไซส์ไม่เคยทำอะไรอ้อมค้อม ไม่โกหกหลอกลวงหากยังอยากจะเดินกลับออกไปแบบดีๆระวังคำพูดด้วย และนี่ก็ไม่ใช่บ้านคนใช้ แต่เป็นบ้านหลังที่สองของครอบครัวอัลไซส์”
เพื่อนทั้งสองหันมาจ้องเข็มงเพื่อนปากเสีย สีหน้าของพวกเขาซีดเผือดเริ่มมีเหงื่อออก บอดิการ์ดเกือบยี่สิบคนรอบตัวบ้านมองเขม่นมาทางพวกเขา เห็นได้ชัดเลยว่าทั้งหมดไม่ได้มีท่าทีที่จะเป็นมิตร
“ไม่เป็นไรค่ะ ฟ้าไม่ถือ” เจ้าหล่อนบอกยิ้มๆ
บอดิการ์ดเชิญให้คนทั้งสามนั่งตรงข้ามกับฟ้าคราม ก่อนที่เขาจะเดินมายืนด้านหลังเจ้าหล่อนห่างออกไปสามเมตรไม่ขาดไม่เกินและจ้องคนทั้งสามไม่วางตา
“สวัสดีค่ะ” ฟ้าครามทักทายตามมารยาทด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เธอไม่รู้จะพูดอะไร เธอกล้าสาบานให้กัดลิ้นตายเลยว่าเธอจำคนทั้งสามตรงหน้าไม่ได้จริงๆ
“สวัสดีครับฟ้าคราม นี่ช่อดอกไม้ผมจัดเตรียมมาให้อย่างดีเพื่อวันนี้โดยเฉพาะ” นีโอยิ้มมั่นใจยื่นมือทั้งสองที่ถือประคองช่อดอกไม้ส่งข้ามโต๊ะกั้นตรงกลางให้เจ้าหล่อน
“ค่ะ ฟ้าเห็นแล้วว่าเป็นช่อดอกไม้แต่ว่า....? เพื่อวันนี้?” เจ้าหล้อนรับไว้ตามมารยาทก่อนจะยื่นให้บอดิการ์ด “เอาไปวางไว้ตรงไหนก็ได้” บอดิการ์ดคนหนึ่งเดินเข้ามารับท่าทางน้อบน้อมก่อนจะเอาช่อดอกไม้ราคาแพงไปวางไว้ในครัว
“นีโอ รีบๆพูดไปซิ” อินาริกล่าวออกมาพร้อมทั้งแม่บ้านยกอาหาร ของหวานและเครื่องดื่มชั้นเลิศมาเสริฟพร้อมสรรพ
นีโออ้ำอึ้งหลบสายตาเจ้าหล่อนที่ขมวดคิ้วจ้องมองพวกเขา ชายหนุ่มหน้าแดงอมชมพูท่าทางบิดอ่อนมิดแม้นละเลิกละลักเขินอาย
“ไม่เจอกันเกือบยี่สิบปีฟ้าสวยขึ้นเยอะเลยนะครับ” นีโอชมพร้อมส่งยิ้มหวานแววตาสั้นไหว
“ยี่สิบปี?..” ฟ้าครามเอียงคอตาแป๋ว “เราเคยรู้จักกันด้วยหรอค่ะ”
อ่ะจ๊ะเฮ่ย!...แฮ้ว..แฮ้ว.. ทั้งสามตะกุกตะกัก และเป็นโอนิพูดขึ้น
“ตอนนั้นไงอนุบาลหมีน้อย ตอนสาม? !..เอ๊ะ..สี่ขวบมั้งพวกเราเล่นด้วยกันอยู่ห้องทานตะวันด้วยกัน ตอนนั้นไอ้หมอนี่” เขาชี้ไปทางนีโอ “มันเคยขอฟ้าแต่งงานไง” เจ้าหล่อนหลับตาขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียด
“อ๋อ!!...ที่ฟ้าถามกลับไปว่าแต่งงานเนี่ยใช่เค๊กมีฟิลหรือเปล่าและอร่อยไหม ถ้าอร่อยและไม่แพงฟ้าจะกิน”
อุ๊บ!... บอดิการ์ดกลั้นสียงหัวเราะออกมา เค๊กมีฟิล?...
“ใช่” นีโอรีบตอบคำ “ฟ้ายังจำได้นี่ งั้นก็จริงสินะที่ฟ้ารอผมมาอยู่”
“รอ? รออะไรหรอค่ะ” เจ้าหล่อนถามกลับ “แต่ว่าก่อนอื่นพวกคุณชื่ออะไรกันบ่างนะ” เจ้าหล่อนเอามือแตะนิมฝีปากปรายตามองด้านบนนึกย้อนทวนความจำทว่าเธอเปิดไฟล์ข้อมูลในสมองแล้วไม่พบ
ทั้งสามแนะนำตัวอีกครั้งและเป็นอินาริที่เริ่มเห็นว่าเพื่อนของตนต้องกินแฮ้วกระป๋องแล้วแน่ๆเพราะเรื่องนั้นก็สมัยเด็กและอีกอย่างทางนั้นเองก็ไม่เคยพูดสักคำว่าจะตงแต่งด้วยเธอจึงพูดขึ้น
“แหม่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ไหนๆวันนี้เราก็มาเจอกันแล้วถือเป็นเรื่องที่ดี เน๊อะ โอนิ” ฟ้าครามพยักหน้าตามน้ำจากนั้นนีโอก็พูดขึ้น
“ก็ที่เขาลือกันว่าฟ้ามีแฟน” นีโอกล่าวขึ้นเสียงสั่นๆ “เพราะฟ้าจำคำที่ผมพูดได้ไม่ใช่หรอว่าตอนโตผมจะมาขอฟ้าเป็นแฟน ฟ้าถึงได้บอกใครๆว่าฟ้ามีแฟนแล้ว” เขายิ้มออกมามั่นใจ หน้าแดงปนชมพู “แหม่ถึงตอนนั้นฟ้าจะบอกว่าไร้สาระเหลวไหลแต่ผมไม่คิดเลยนะว่าฟ้าจะรอผมอยู่ ขี้อายตั้งแต่สมัยเด็กเลยซิเนี่ย น่ารักจัง”
“จำไม่ได้เลย” เจ้าหล่อนตอบกลับทันทีด้วยสีหน้าไม่ยีหระ ‘โลกนี้มีคนพิลึกจริงๆด้วยแหะ’ เจ้าหล่อนคิดในใจภายใต้ใบหน้ายิ้มหวาน ‘คนอะไรมั่นใจในตัวเองขนาดนี้ เป็นความั่นใจในตัวเองคนละแบบกับพี่ศิเลย’
“เห็นม่ะ” โอนิกล่าวขึ้นหันมาบอกเพื่อนหนุ่ม “ฉันบอกนายแล้วว่าฟ้าจำไม่ได้หรอกเธอไม่เคยพูดสักคำนายอ่ะคิดไปเอง แต่ช่างเถอะอดีตก็คืออดีตปัจจุบันนายมาที่นี่เพื่ออะไร ลุยเลย”
“ไม่ลงไปจะดีหรอครับบอส” บอดิการ์ดนั่งจับเข่าหัวเราะคิกคักอยู่กับศิลาตรงหลบมุมบันไดขึ้นชั้นสอง
ศิลาพยายามกลั้นเสียงหัวเราะไม่ให้ปล่อยก๊ากออกมาพลางโบกไม้โบกมือว่าไม่เป็นไร “ปล่อยให้ฟ้าลองรับมือกับสถานการณ์เจอคนพิลึกๆดูบ่าง เธอจะได้มีภูมิต้านทานกับคนประเภทนี้ ยิ่งสังคมสมัยนี้คนเรายิ่งแปลกขึ้นทุกวัน”
“ฟ้าครับ” นีโอเรียกเจ้าหล่อนด้วยน้ำเสียงขรึม สีหน้าจริงจังมุ่งมั่น เพื่อนทั้งสองหันมามองชายหนุ่มเป็นตาด้วยด้วยแววตาลุ้นระทึก
ฟ้าครามสีหน้าสงสัยเล็กน้อยกับสายตามุ่งมั่นคู่นั้นของชายหนุ่ม ทว่าที่เธอรู้สึกแปลกคือชายตรงหน้าเธอมีหน้าตาละไม้หล่อเหลาไม่แพ้ศิลาแม้แต่น้อยแม้กระทั่งสายตาจริงจังคมกริบก็ดูคล้ายกันอาจจะเรียกว่าเหมือนกับศิลาเลยก็ว่าได้ แต่เธอกับไม่รู้สึกวูบวาบเหมือนครั้งแรกที่เคยสบเข้ากับแววตาแบบนี้ของศิลาในครั้งแรกที่หอคอยทมิฬเลย
“อะไรหรอค่ะ”
นีโอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านในก่อนจะพยิบกล่องสีขาวประกายระยิบระยับประดับด้วยกากเพชรดูสวยงาม ขนาดของกล่องที่มองดูก็รู้ว่าภายในบรรจุอยู่คือแหวน ชายหนุ่มรุกเดินเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่งตรงซ้ายมือของโต๊ะกั้นเยื้องๆกับตำแหน่งของฟ้าครามก่อนจะเปิดกล่องออกพร้อมกับยื่นมาให้ฟ้าครามด้วยแววตาระทึกขาดหวัง... มีความหวัง เผยให้เห็นแหวนเพชรสีฟ้าครามวงหนึ่งที่รังสรรค์ขึ้นมาอย่างวิจิตร
“ผมไม่รู้ว่าในใจของฟ้าครามมีใคร แต่ในใจของผมมีฟ้าคราม กรุณามาคบกับผมเถอะนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวประโยคสุดเลี่ยนออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจ
ฟ้าครามหันมองเพื่อนทั้งสองด้วยสีหน้าประหลาดใจ เพราะอินาริดูท่าจะลุ้นระทึกและเอาใจเชียร์แต่ทว่าแววตาของโอนิจ้องมองโอนิดูสั่นไหวแปลกๆพิลึกพิลั่น เจ้าหล่อนหันมายิ้มตามมารยาทให้นีโอก่อนจะพูดเสียงนุ่ม
“ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆที่มีให้ฟ้านะคะ แต่ฟ้าขอรับไว้แค่ความรู้สึกแล้วกัน” ชายหนุ่มได้ยินประโยคนี้หน้าถอดสีทันที
“ทะ...ทำไมล่ะครับ” เขาเสียงติดขัด “ผมไม่ดีตรงไหนหรอ หรือผมไม่หล่อ ไม่รวยเท่าคนที่ฟ้าคบอยู่” ชายหนุ่มคาดคั้น
“ฐานะ รูปลักษณ์ สิ่งภายนอกฟ้าไม่เคยสนใจ งั้นฟ้าจะตอบตรงๆเลยแล้วกัน คุณหล่อน้อยกว่า น่ารักน้อยกว่า มีความหลงตัวเองมากกว่า ความรวยคุณรวยมากกว่าเขาหลายพันเท่า เขาคนนั้นไม่มีอะไรเลย มีแต่ตัว และคุณเองก็ไม่มีสิ่งที่เขามี”
“อะไรหรอครับ!.. อะไรที่มันมีแล้วผมไม่มี” เขาถามสีหน้าจริงจัง
เจ้าหล่อนอมยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อหวนคิดถึงเรื่องต่างๆของศิลา “เวลาค่ะ คุณไม่มีช่วงเวลาเดียวกับฟ้า สิ่งที่คุณเทียบเขาคนนั้นไม่ติดคือความสูงส่งของความเป็นมนุษย์ เขาคนนั้นทั้งเด็ดเดี่ยวจนกลายเป็นหยิ่งผยองทนงตนแต่แต่อุ่นละเอียดอ่อนและอ่อนโยน แน่วแน่จนกลายเป็นหัวดื้อ ลึกล้ำ เป็นคนพิลึกที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ทำให้คนรอบข้างผล่อนคลายและรู้สึกปลอดภัย สุดท้ายเพราะคุณคือเทพผู้สร้าง”
ทั้งสามเบิกตาตลึง นีโอก้มหน้าต่ำลงมองพื้นสีหน้าสลด “จริงๆซินะ ฟ้าคือจันทราเทพจริงๆซินะ” เขาพูดเสียงแหบแห้ง “แต่ว่าอย่างน้อยรับแหวนวงนี้ไว้แล้วคิดทบทวนหน่อยได้ไหมครับ” เขายังคงยื่นแค่นให้เจ้าหล่อน “แค่แฟนผมไม่ถือคบได้ย่อมเลิกดันได้ ผมจะดีกว่า ดีกว่าแน่นอน”
ฟ้าครามถอนหายใจสีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์ก่อนที่เธอจะยกมือซ้ายขึ้นมาจากใต้โต๊ะเผยให้เห็นแหวนทองที่นิ้วนางข้างซ้ายพร้อมกับสลักตัวหนังสือด้วยเพชรสีศิลา
“แค่แฟนหรอค่ะ” ฟ้าครามหลับตาถอนหายใจ “ในทางเรียกและกฎหมายคงใช่ว่าเราเป็นแฟนกัน แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่เราอยู่ด้วยกันแล้วเข้าใจนะคะ”
นีโอหน้าเจือนถอดสี เหงื่อตกเช่นเดียวกับทั้งสาม “วะ..แหวนหมั้นหรอ” อินาริเปรยออกมา “แต่ว่าลูกสาวตระกูลอัลไซส์หมั้นเนี่ยไม่เป็นข่าวเป็นไปได้ยังไง”
นีโอหน้าเคร่งเครียดฟันกัดแน่นสายตาเขม่นจ้องมองตัวหนังสือที่สลักอยู่บนแหวนใจของเขาเต้นถี่รัวยิบแทบจะทะลุออกมานอกอก “ศิลา ภัยพินาศ...!!” เขาเน้นเสียง
ศิลา!!... อินาริและโอนิอุทานออกมาเสียงเดียวกันด้วยความพร้อมเพียง “ศิลา!?..หรือว่า” หญิงสาวเบิกตาโตอมหลบซ่อนความใจระทึกไม่มิด
“ครับ” เสียงเคร่งขรึมทุ้มดังขึ้นด้านหลังของเจ้าหล่อน ศิลาเดินลงมาตามบันไดพร้อมกับยกมือซ้ายมาระดับหน้าอกให้เห็นแหวนที่เขาสวมพร้อมจุดรอยยิ้มเย้ยหยันล้ำลึกแฝงเล่ห์ที่มุมปาก ทั้งสามมองไปตามเสียงก็พบเข้ากับชายหนุ่มคมเข้มผมสีดำนัยน์ตาลึกล้ำคมกริบสอดรับกับใบหน้าคมคายเข้มแฝงความลึกลับน่าค้นหาดุจดังหุบเหวไร้ก้นบึ้ง
ทั้งสามตาเบิกกว้างตลึงจ้องมองศิลา ปรากฎเม็ดเหงื่อผลุดขึ้นมาบนใบหน้าของทั้งสาม ความอึดอัดแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณรังสีน่าเกรงขามสัมผัสแรงกดดันการคงอยู่อันหนักแน่นประดุจขุนเขาแผ่ออกมาจากร่างของศิลา ศิลาค่อยๆก้าวเท้าเดินเข้ามาหาเจ้าหล่อนด้วยใบหน้าเรียบนิ่งนัยน์ตาอำมหิตเชือดเฉือนคนทั้งสามร้อยยิ้มมั่นใจประดับบนใบหน้า ทั้งสามยิ่งตลึงเมื่อเห็นบอดิการ์ดก้มหัวเคารพศิลาในขณะที่เขาเดินเข้ามาเป็นการยืนยันว่าบุคคลตรงหน้าเขาอยู่ในฐานะอะไร
“ขอทางด้วยครับ” ศิลาเดินผ่านหน้านีโอมาก่อนจะนั่งไขว่ห้างข้างเจ้าหล่อนด้วยใบหน้ายิ้มหวาน
“พักผ่อนพอแล้วหรอค่ะ พี่ศิยังดูเพลียๆอยู่เลยนะ น่าจะนอนพักอีกสักหน่อย” เจ้าหล่อนพูดไปยิ้มไปนัยน์ตาระยิบระยับ
“สบายมากเลยคะ แต่พี่ยังไม่ออนไลน์หรอก พอดีว่ามีธุระต้องไปทำน่ะค่ะ” เขาเอามือรูบหัวเจ้าหล่อนด้วยความอ่อนโยน ฟ้าครามยิ้มออกมาคล้ายแมวน้อยที่กำลังอ่อนเจ้าของพร้อมกับเอามือโอบเอวชายหนุ่มของเธอก่อนจะปรายหางตาค้อนมองไปยังหญิงสาวตรงข้ามที่จ้องพี่ศิของเธอตาเป็นมันเปร่งประกายระยับหวานออกมา
อินาริ เพียงแค่ชั่ววูบที่เธอเห็นศิลาเธอมั่นใจพันล้านเปอร์เซนเลยว่าชายคนนี้คือคนเดียวกับบัลลังก์มารสูงสุดศิลาเทพแห่งการทำลายล้าง เหมือนกระแสไฟฟ้าป๊กกาจูช๊อตใส่เธอแล่นวิ่งพล่านไปทั่วร่างพุ่งเสียบเข้าที่กลางใจ เพียงแค่ท่าทีอ่อนโยนของชายหนุ่มที่ถ่ายถอดให้ฟ้าครามทำให้เธอคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีผู้ชายคนไหนจะอ่อนโยนได้เท่านี้อีกแล้ว
เดี๋ยวนะ!... อ่อนโยนหรอ?..
“ไม่คิดว่าจะได้เจอกันเร็วแบบนี้นะครับ” ศิลาฉีกยิ้มที่มุมปากมองคนทั้งสาม นีโอรีบเก็บกล่องแหวนกลับเข้าที่ก่อนจะรีบรุกขึ้นสีหน้าเดือดดาลฟันกัดแน่นจ้องเขม่นมาที่ศิลาจากนั้นเขาก็เดินกลับไปนั่งที่ อันที่จริงเขาอยากจะรีบรุกเดินกลับออกไปให้พ้นๆจากตรงนี้ตอนนี้เลยด้วยทว่าหากเขาทำแบบนั้นมันจะกลายเป็นว่าเขายอมแพ้
“สะ...สวัสดีค่ะ ศิลา” อินาริตะกุกตะกักยื่นมือมาเชิงเป็นการจับมือทักทาย
“สวัสดีครับ ผมศิลา” เขายิ้มอย่างเป็นกันเองก่อนจะจับมือทักทายหญิงสาวและอีกสองหนุ่มเพื่อกลบเกลื่อนหลีกเลี่ยงประเด็นที่อาจจะทำให้เขาโดนเล่นงานเอาได้ “คุณรู้จักอาโน และโนอาหรือเปล่าครับ คุณนีโอ” ศิลาถามหยั่งเชิงน้ำเสียงนุ่มแฝงความเข้มจริงจัง