" หืม?! "
เขามิได้คาดหวังว่าจักต้องได้รับของขวัญ อันใด
ทันใดนั้น ซู หยานหลี่ ก็หยิบควักบางอย่างออกมา อู่ อวี้ ก็เพ่งมองแล้วก็พบว่ามันคือ หน้ากาก สิ่งสำคัญ หน้านั่นยังละม้ายคล้ายวานร ราวกับยามที่ อู่ อวี้ แปลงกายเป็นเซียนวานรจำแลง
" นี่คือหน้ากาก ' วานร ' สร้างขึ้นจากวัสดุวิเศษ มันสามารถปกป้องส่วนใบหน้าจากแรงกระทบ แต่ที่สำคัญมันช่วยในการปลอมแปลงซ่อนพรางใบหน้า ยามที่เจ้ากลับไปยัง อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ มันย่อมดีกว่า หากเจ้าไม่เปิดเผยตัว " ซู หยานหลี่ นั่นมอบ หน้ากาก ' วานร ' ให้แก่เขา เห็นได้ชัดว่านางรอบคอบ เดิมที อู่ อวี้ ก็คิดเผื่อไว้แล้วว่า ก่อนที่กลับอาณาจักรเขาจะปลอมตัว
ด้วย ' หน้ากากวานร ' จะทำให้ทุกอย่างราบรื่น
อู่ อวี้ เองก็ค่อนข้างถูกใจหน้ากากที่ได้รับ จึงหยิบนำมันมาสวมบดบังใบหน้า
นั้นทำให้ อู่ อวี้ ดูต่างไปจากก่อนหน้านี้ เดิมสรีระ เขาสูงและกำยำ แต่เมื่อสวม 'หน้ากากวานร' นอกจากพลังกับความแข็งแกร่ง กระทั่งคนที่คุ้นเคยก็ไม่ง่ายที่จะมองลักษณะของเขาออก
บัดนี้พอสวมใส่หน้ากาก ขณะที่ แบกพลองพิชิตมาร ที่ห่อหุ้มอยู่ในปลอก เขาดูประดุจดั่ง ' ราชันย์วานร ' กระทั่งจิตใจก็รู้สึกราวกับเป็นวานร
" ดูดีมาก! แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา ข้าเองก็เป็นศิษย์พี่ แต่กลับช่วยเหลืออะไรไม่ได้ พูดแล้วช่างน่าละอาย " โม่ ซือซู กล่าวเชิงอารมณ์ขบขัน
ในระหว่างที่กล่าว เขาก็กระตุกบางอย่างที่มีสีเหลืองทองจากข้างเอว แล้วมอบมันให้แก่ อู่ อวี้ ดูภายนอกวัสดุที่ทำดูไม่ต่างจากถุงผ้าทั่วไป แต่ทว่ามันถูกปักด้วยอักษรคำว่า ' บรรจุ ' ซึ่งแฝงด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง ราวกับว่ามันมีจิตวิญญาณ อู่ อวี้ คิดว่า ถุงนี้ อาจจะเป็น ศาสตราแห่งเต๋า
แน่นอน ว่ามันไม่ใช่ศาสตราที่มีไว้เพื่อโจมตีทำลาย
" ศิษย์น้อง เจ้ารู้จัก รูปแบบตราประทับ รึเปล่า?! "
อู่ อวี้ ส่ายหน้าไปมา แต่หากจะบอกคงกล่าวได้ว่า รูปแบบตราประทับ เป็นศาสตร์ขั้นสูงที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะทำความเข้าใจได้
โม่ซือซู เอ่ยขึ้นว่า " รูปแบบตราประทับ เป็นศาสตร์ชั้นสูง ที่บอกได้ว่า มีเพียงเทพเซียน นับแต่ยุคโบราณเท่านั้น ที่มีความเชี่ยวชาญ ศาสตร์ รูปแบบตราประทับ เรื่องนี้เกินกว่าเราจะสามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ แม้แต่อาจารย์เรา ที่อยู่ขั้น สร้างแกนนภา ก็ยังเข้าใจ รูปแบบตราประทับ อย่างมีขอบเขต โดยท่านทำได้แค่คัดลอกมาได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น แน่นอนว่าผู้ที่ทำการคัดลอกมันมาก็ไม่อาจรับรู้ถึงพลังที่แท้จริงของมัน ดังนั้นพลังที่คัดลอกจึงมีขอบเขตจำกัด”
" รูปแบบตราประทับ สามารถดัดแปลงนำไปใช้ได้หลากหลาย หากใช้กับศาสตราวุธ มันก็จะกลายเป็นศาสตราแห่งเต๋า หากใช้กับยันต์อาคม อาคมนั้นก็จะทรงพลานุภาพ ซึ่งสามารถดึงพลังจากสวรรค์และปฐพีได้โดยตรง พลังทั้งมวลสามารถแปลงเปลี่ยนเป็นการโจมตีและป้องกัน ที่มีพลานุภาพ เฉกเช่น ศาสตราแห่งเต๋าและอาคม ซึ่งสิ่งที่พวกเรากำลังใช้อยู่ไม่ว่าจะเป็นศาสตราแห่งเต๋า ยันต์อาคม ที่มีไว้ใช้ปราบปีศาจและเหล่ามารร้าย ล้วนแต่เป็นของเลียนแบบที่คัดลอกมาทั้งสิ้น และผู้ที่จะทำการคัดลอกมันได้นั้น จำต้องอยู่ในขั้นสร้างแกนนภาเฉกเช่นเดียวกันกับท่านอาจารย์ของเรา”
เมื่อโม่ซือซูอธิบาย อู่ อวี้ ก็พอเข้าใจคุณประโยชน์ของ รูปแบบตราประทับ หนึ่งถึงสองข้อ แม้ในตอนนี้เขาจะยังไม่เข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณก็จริง แต่เขาก็ได้ทราบต้นกำเนิดที่มาของ ศาสตราแห่งเต๋าและอาคม แม้โม่ซือซูไม่ได้อธิบายแบบละเอียดก็ตาม
จากนั้น โม่ซือซู ก็ยื่นถุงใบนั้นให้กับอู๋ อวี้ และกล่าวว่า “ทั้งศาสตราแห่งเต๋าทั่วๆ ไป ทั้งศาสตราแห่งเต๋าของท่านอาจารย์ที่รวบรวมเอาไว้ ตลอดจนกระทั่งพลองพิชิตมาร หรือไม่ว่าจะถุงจักรวาลที่อยู่ในมือเจ้า ล้วนแต่เป็นการคัดลอกตราผนึกนับล้านปีของเหล่าบรรดายอดฝีมือขั้นสร้างแกนลมปราณทั้งสิ้น เมื่อคัดลอกมาแล้ว ก็นำมันลงไปประทับไว้ในศาสตราแห่งเต๋า หรือยันต์อาคม ตามยุทธภัณฑ์ต่างๆ ให้ตรงสายคุณสมบัติ เพื่อให้มันมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นบนตัวพลองพิชิตมารของเจ้าที่มีรูปแบบตราประทับอย่าง ‘เพลิงผนึกทะยานฟ้า’ และบนถุงจักรวาล ก็ได้ประทับรูปแบบตราประทับอย่าง ‘อาคมบรรจุ’ ลงไป ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เป็นความน่าอัศจรรย์ เกินกว่าเหล่ามวลมนุษย์จะจินตนาการถึง”
" อย่างงี้นี่เอง! " อู่ อวี้ ตอบไปเผินๆ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณ โม่ซือซู ที่อธิบาย เขาจึงทราบที่มาของ ศาสตราแห่งเต๋าและอาคม
ฉะนั้นเขาจึงพอเดาได้ถึงวิธีการทำงานของ ' ถุงจักรวาล '
" เนื่องจาก อาคมบรรจุ มีวัตถุประสงค์เฉพาะแตกต่าง ' ถุงจักรวาล ' จึงมีข้อดีและข้อบกพร่อง ประโยชน์ของมัน มีไว้เพื่อบรรจุใส่ ซึ่งถึงแม้ ถุงจักรวาล จะดูธรรมดาพื้นๆ แต่มันมีพื้นที่ความกว้างและความสูงถึง สามฉื่อ ศิษย์พี่ขอมอบ ศาสตราแห่งเต๋านี้เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ยามที่เจ้าออกเดินทางก็ไม่จำเป็นต้องแบกหามสัมภาระมากมาย "
เมื่อได้ยินคำบอกกล่าวจาก โม่ซือซู, อู่ อวี้ ก็ตะลึงในความน่าอัศจรรย์ของ อาคมบรรจุ กระทั่ง ถุงจักรวาลใบเล็กๆ แท้จริงกลับมีพื้นที่ถึง 3 ฉื่อด้วยกัน ฉะนั้นแน่นอนว่า ' ถุงจักรวาล ' ย่อมเป็นสิ่งคำคัญต่อ โม่ซือซู . . . . .
จากนั้นก็ลองทำตามที่เขาแนะนำ อู่ อวี้ ได้เปิด ถุงจักรวาล จากนั้นก็ล้วงมือเข้าไป แล้วเขาก็พบ เหรียญทองจำนวนมาก พร้อมกับยาจำนวนหนึ่ง ที่โม่ซือซูใส่ไว้
เวลานี้ อู่ อวี้ กำลังจะเดินทางกลับอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ฉะนั้นเขาต้องมีเงินตราและยูกยาติดตัว ที่สำคัญ พลองพิชิตมารของเขาก็ใหญ่เกินไปที่จะแบก หากนำไปเขาต้องแบกสะพายไว้บนบ่าไหล่ แต่เขาจะไม่สามารถหอบข้าวของสิ่งอื่นที่มีน้ำหนักไปได้ ดังนั้น ถุงนี้จึงช่วยเขาได้มาก
" ขอบคุณท่านมากๆ ศิษย์พี่! "
อู่ อวี้ ไม่รอช้าเตรียมยัดสัมภาระต่างๆ ลงใน ถุงจักรวาล รวมถึง พลองพิชิตมาร , เคล็ดวิชาเปลวอัคคีทองคำปลิดชีพมังกร และ อื่นๆ
จู่ๆ โม่ซือซู ก็ยิ้มพร้อมเอ่ยปากขึ้นว่า " น่าเสียดาย! ที่ศิษย์น้อง เลือก พลองพิชิตมาร เป็นอาวุธประจำกาย ส่วนกระบี่การจะใส่มันลง ถุงจักรวาล ก็ไม่น่ามีปัญหา อีกอย่างพลองเจ้าก็มีขนาดยาวเกินไปจนไม่สามารถยัดใส่เข้าไปได้ ฉะนั้นเจ้าควรถือมันไว้เอง"
หากสังเกตจะพบว่าพวกเขาไม่เคยพกดาบหรืออาวุธใดๆ ไว้กับตัว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งหมดมี ถุงของตัวเอง
แม้ว่าพลองเขาจะมีความยาวเกินกว่าที่จะใส่เข้าไปในถุง แต่อู่ อวี้ ก็พึงพอใจยิ่ง เนื่องจากมี ถุงจักรวาล ที่เป็นเสมือนเครื่องมือวิเศษทุ่นแรง ซึ่งในหมู่สาวกมากมาย ล้วนแล้วไม่มี
" อู่ อวี้ เจ้าเพิ่งก้าวสู่วิถีเซียน คงไม่รู้ว่าหนทางแห่งเซียนมีความขัดแย้งกันมากมายขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าปีศาจมากมาย ส่วนมากพวกมันชอบเล็งผู้ที่มี ถุงจักรวาล, ถุงจักรวาลแม้จะสะดวก แต่หากถูกแย่งชิง สิ่งที่เก็บอยู่ภายในนั้นทั้งหมดก็จะสูญหาย ฉะนั้นเจ้าจงระวัง” โม่ซือซู กล่าวเตือน
อู่ อวี้ เองก็เข้าใจ
หากถูกฆ่าสังหารหรือแย่งชิง ถุงจักรวาล ไป เขาก็จะไม่มีอะไรเหลือติดตัว
ต่อมา โม่ซือซู ก็บอกบางอย่างที่น่าสนใจ นั้นคือ การห้ามนำสิ่งมีชีวิตยัดใส่ลงในถุง มิเช่นนั้นหาก ถุงจักรวาล ฉีกขาด อาคมบรรจุ จะเกิดการระเบิด
"สุดท้าย นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด มันคือป้ายประกาศิตของผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรมนุษย์!”
นอกจาก หน้ากากวานร และ ถุงจักรวาล โม่ซือซู ก็หยิบบางอย่าง ที่ดูคล้ายกับ แผ่นป้ายกระบี่ เนื้อแคบ ขอบกว้าง บนผิวสลักตัวอักษร ด้านหนึ่ง ว่า' (ผ่าน通) ' ส่วนอีกด้าน สลักคำว่า (สวรรค์’ 天’)
" เจ้าจงแสดงป้าย ผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ ต่อศิษย์พรรคจงหยวน และนี้ก็คือป้ายประกาศิตนิกายกระบี่สวรรค์ หากใครกล้าสร้างปัญหาต่อหน้าป้ายนี้ เท่ากับตั้งตัวเป็นศัตรูกับนิกายกระบี่สวรรค์ "
อู่ อวี้ ที่ได้เห็นป้ายพลันรู้สึกหนาวเหน็บ จนขนลุก แต่พอโม่ซือซู กล่าวมันก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น ราวกับว่าตนได้รับการปกปักพิทักษ์จากสวรรค์ เสมือน อู่ อวี้ มีสายสัมพันธ์ต่อนิกายกระบี่สวรรค์
" อาจารย์ใช้เวลาทำ หามรุ่งหามค่ำ ในการคัดลอกรูปแบบตราประทับใส่ลงในตราผนึก หากชีวิตเจ้าตกลงอยู่ในอันตราย เจ้าจงทำลายตราผนึกนี้ และท่านจะรับรู้ได้ทันที ทว่า. . .ระหว่างนั้น อาจต้องใช้เวลา กว่าจะไปถึง อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ฉะนั้นเจ้าต้องหาทางรักษาชีวิตตัวเอง " ซู หยานหลี่ ทราบว่า อู่ อวี้ ไปเพื่อเปิดศึกสงคราม ดังนั้น นางจึงเป็นกังวล
" ศิษย์น้อง, อาจารย์ดีต่อเจ้ามาก บรรดาพวกเราเมื่อกลายเป็น ผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ ปกติพวกเราจะไม่ได้รับตราผนึก " โม่ซือซู เอ่ยขึ้นด้วยความอิจฉา
ภายนอกแม้จะเคร่งขรึมเย็นชา แต่ อู่ อวี้ ก็รู้ว่า เฟิงซัวหยา นั้นห่วงใยเขา บางทีมันอาจเป็นบุคลิก หรือ นิสัยเฉพาะของ เฟิงซัวหยา แต่นี่ก็คือความเมตตาที่เขาได้รับ
" ไปเถอะ! เมื่อเจ้าจากไปแล้ว หวังว่าจะไม่เจอคนน่ารำคาญคอยเกาะแกะ เหมือนกับศิษย์พี่หญิงเจ้า " โม่ซือซู กล่าวพลางหัวเราะ
" หุบปากไปเลย! " ซู หยานหลี่ ถลึงตาใส่ จากนั้นทางก็หันไปกล่าวกับอู่ อวี้ ว่า " ถนอมตัวด้วย "
" ลาก่อน "
อู่ อวี้ นำป้าย ผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ ใส่ลงใน ' ถุงจักรวาล ' พร้อมกับแบกพลองพิชิตมาร กระโดดขึ้นบนหลัง กระเรียนสวรรค์ มุ่งหน้าสู่อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องเจิดจ้า
มองกลับย้อนไป ในประตูศิลาหมื่นกระบี่ โม่ ซือซู ยามนี้ชูพัดโบกมือล่ำลา ส่วน ซู หยานหลี่ ก็ยิ้มส่งเบาๆ เหมือนนางกำลังกังวลที่ปล่อยให้เขาไป แต่นางก็รับรู้ความมุ่งมั่นตั้งใจของเขา จึงมิอาจเหนี่ยวรั้ง
ที่ อู่ อวี้ มาถึงจุดนี้ได้ ทั้งหมดล้วนได้รับจากนิกายกระบี่สวรรค์
" ท่านลุงเสิ่นผู้มอบมรดกให้ , อาจารย์, ศิษย์พี่ และ ศิษย์พี่หญิง ต่างมีพระคุณดุจขุนเขา ข้าที่สามารถกลับไปอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ในฐานะคนใหม่ ทุกคนล้วนต่างมีส่วนคาดหวังในตัวข้า แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรคและภยันตราย แต่ทุกคนล้วนยินดีที่จะส่งเสริมผลักดันข้า อนาคตข้าจักตอบแทน "
อู่ อวี้ จารึกความเมตตาที่ได้รับสลักลงจิตใจ เขาไม่รู้ว่าจะต้องตอบแทนความเมตตาเหล่านี้ ยังไงจึงจะเพียงพอ
บัดนี้ เขาได้แต่มุ่งทะยานไปภายใต้แสงแดดที่ลามเลียด้วยความรวดเร็ว เบื้องหลังเขา เป็นดินแดนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ส่วนเบื้องหน้า เป็นดินแดนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอาฆาตแค้น
เขาโดนบีบบังคับฝืนใจให้กลืนผงพรากวิญญาณ สูญสิ้นวรยุทธ ทั้งยังถูกชิงสิทธิ์ในการครองบัลลังก์ ฮ่องเต้ โดยการเนรเทศ!
มิหนำซ้ำยังถูกปีศาจอสรพิษ ติดตามสังหาร
ยังมีความตายของบิดาและความทุกข์ยากที่ราษฎรในอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ได้รับ
ตอนนี้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็ยังคงครองสถานะที่สูงส่ง ส่วน สนมซีเฟย ก็ร่วมหัวจมท้ายกับมัน
หากมิได้เจ้านิกายกระบี่สวรรค์ เฟิงซัวหยา และ เสิ่น อู่เต้า, อู่ อวี้ คงถูกนางมารชั่วปลิดปลง กระทั่งกระดูกยังไม่มีที่ให้กลบฝัง
นี่นับเป็นการเกิดใหม่ ท่ามกลางความสิ้นหวัง
อู่ อวี้ เสมือนเปลวเพลิงสีทอง ท่องทะยานท่ามกลางภูเขาลำเนาไพรที่ไร้พรมแดน มุ่งตรงไปยังนครหลวง อาณาจักรบูรพาเยว่อู่
" ใกล้แล้ว . . . ใกล้แล้ว . . . . "
" ความอัปยศขมขื่นที่เจ้ามอบให้ ข้าจะให้เจ้าชดใช้เป็นร้อยเท่าพันทวี "
" นครหลวง "
วันรุ่งขึ้น ดวงตะวันสีแดงก็ทอแสงเฉิดฉาย บัดนี้ อู่ อวี้ มองเห็นนครหลวง อาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ที่ถูกอาบไปด้วยแสงแดดยามเช้า ตั้งอยู่เบื้องหน้า
ในที่สุดเขาก็มาถึง
...............................................................................